posttoday
แชมป์ถูกฟ้องมหาดไทย-โยกย้ายครู

แชมป์ถูกฟ้องมหาดไทย-โยกย้ายครู

30 มีนาคม 2557

ศาลปกครองถูกจัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 โดยมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาพิพากษา

ศาลปกครองถูกจัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 โดยมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาพิพากษา “คดีปกครอง” ซึ่งเป็นคดีพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ และเพื่อปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนไม่ให้ถูกละเมิดจากการใช้อำนาจบริหารงานราชการ อันจะก่อให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้าง

นับตั้งแต่ก่อตั้งศาลปกครองเมื่อ พ.ศ. 2542 รวมแล้ว 13ปีเต็ม มีคดีฟ้องร้องเข้าสู่การพิจารณาทั้งหมดจำนวน 94,920 คดี มีการพิจารณาแล้วเสร็จ 7.4 หมื่นคดี หรือคิดเป็น 77.96%ซึ่งในแต่ละปีจำนวนของคดีเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันการบริหารจัดการคดีของศาลปกครองสามารถทำงานได้เสร็จเร็วตามไปด้วย

หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ประธานศาลปกครองสูงสุด ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่น่าสังเกตและนำมาสู่การเปิดแผนกคดีเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล คือ จำนวนคดีฟ้องร้องในเรื่องข้อพิพาทเกี่ยวกับการสรรหา แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ มีจำนวนทั้งหมด 16,381 คดี หรือคิดเป็น 49.48% ถือเป็นคดีที่มีการฟ้องร้องเข้ามามากที่สุด

รองลงมาเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับคำสั่งลงโทษทางวินัย คิดเป็น 27.55% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานของรัฐยังมีปัญหาด้านการใช้อำนาจ การใช้ดุลพินิจที่ถูกต้องและความเป็นธรรมอันจะส่งผลให้เจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ทำให้ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์สาธารณะลดลงและอาจกระทบไปถึงบุคคลอื่นที่เป็นเพื่อนร่วมงาน รวมถึงบรรทัดฐานการบริหารงานในหน่วยงานนั้นๆ

ทว่า ปัญหาหนึ่งของการพิจารณาคดีที่เกี่ยวกับการโยกย้ายข้าราชการที่อีกไม่นานผู้ได้รับความเดือดร้อนจะเกษียณอายุราชการ ฉะนั้นถ้าการลงโทษทางวินัยหรือแต่งตั้งโยกย้ายไม่มีความถูกต้องจริงๆ แล้ว การเยียวยาผู้เสียหายจะไม่ทันต่อการเยียวยาแก้ไขปัญหา จึงต้องพิจารณาคดีให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ซึ่งส่วนนี้ถ้าศาลมีคำสั่งภายหลังผู้เสียหายเกษียณอายุไปแล้วก็จะไม่มีประโยชน์อะไร

ประธานศาลปกครอง สะท้อนว่า ปัญหาของจำนวนคดีที่มีการฟ้องร้องคดีเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลเข้ามามาก เกิดจากประชาชนเข้าใจถึงสิทธิของตัวเองมากขึ้น รวมถึงการบริหารงานของรัฐไม่ชอบธรรม เช่น ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซง การลงโทษทางวินัย การแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นไปตามระเบียบขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้

เขาอธิบายว่า แต่เดิมเวลาเกิดปัญหาประชาชนไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะไม่มีช่องทางไปร้องต่อฝ่ายปกครอง ที่จริงแม้จะมีคดีฟ้องร้องมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะเป็นฝ่ายชนะมากขึ้น เพียงแต่จากเดิมไม่มีการฟ้องร้องเข้ามา ซึ่งโอเค ประชาชนมีโอกาสชนะน้อยกว่าหน่วยงานรัฐ หรือคิดเป็น 40%ส่วนฝ่ายรัฐมีโอกาสชนะมากกว่าถึง 60%

กระนั้น ก่อนหน้านี้จำนวน 40% ที่ปรากฏไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งอย่างน้อย 40% ของการชนะคดีก็สะท้อนว่าการปฏิบัติงานของรัฐไม่ชอบด้วยกฎหมายจริงๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากถ้าหน่วยงานรัฐส่วนอื่นได้นำคำตัดสินไปศึกษาเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยขึ้นอีก

ปัญหาการฟ้องร้องดำเนินคดีที่เกิดขึ้น ทำให้ศาลปกครองริเริ่มจัดโครงการ ศาลปกครองพบประชาชน ซึ่งจัดขึ้น 34 ครั้งต่อปี จากนั้นเปลี่ยนมาเป็น ศาลปกครองพบสื่อในจังหวัด โดยในปีที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่พบสื่อมวลชนแล้วกว่า 20 จังหวัด

ทั้งนี้ เหตุผลของการเปลี่ยนมาพบสื่อ เนื่องจากในแต่ละจังหวัดที่มีสื่อมวลชนในพื้นที่มีการเข้าถึงประชาชนในพื้นที่มากกว่า เช่น วิทยุท้องถิ่น ซึ่งจะเป็นการนำความรู้ที่ได้เข้าถึงประชาชนต่อไปอีกขั้น แต่ปัญหาที่มีการฟ้องร้องอยู่ทุกวันนี้แสดงว่าทางหน่วยงานของรัฐเจ้าหน้าที่รัฐ ยังปฏิบัติราชการผิดพลาดเช่นเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลง จึงทำให้เกิดปัญหาฟ้องร้องเป็นคดีซ้ำๆ ดังนั้นเราจึงจัดโครงการขึ้นมาอีกระดับ คือ ศาลปกครองพบหัวหน้าส่วนราชการ ทำหน้าที่ให้ข้อมูล แนวทางปฏิบัติราชการที่ไม่ทำให้เกิดปัญหาฟ้องร้อง

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่ถูกฟ้องมากที่สุด คือ กระทรวงมหาดไทย เพราะเป็นฝ่ายปกครองโดยตรงในจังหวัดต่างๆรองลงมากระทรวงศึกษาฯ กรมการปกครองส่วนท้องถิ่น ในส่วนของการแต่งตั้งโยกย้ายมักจะมีครูเป็นผู้ฟ้องมากที่สุด เช่น ปัญหาเรื่องความอาวุโสกว่าที่สมควรได้เลื่อนตำแหน่ง แต่ปรากฏว่าเอาคนอื่นแซงข้ามหัวขึ้นไป หรือการลงโทษที่ผู้เสียหายคิดว่าเขาไม่ได้ผิด แล้วจะลงโทษได้อย่างไรก็ถือเป็นการกลั่นแกล้ง

“การจะหวังพึ่งคำตัดสินของศาลนั้นถือว่าแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ต้องแก้ที่ต้นเหตุ คือตัวของผู้บังคับบัญชาที่ต้องมีจิตสำนึก ไม่ข้ามขั้นตอนในการโยกย้าย ไม่กลั่นแกล้งใคร นำแนวทางคำตัดสินไปศึกษาเพื่อไม่ให้เกิดเป็นคดีความ” หัสวุฒิ กล่าว

สำหรับประโยชน์ของการเปิดแผนกคดีที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล มีขั้นตอนที่ละเอียดตั้งแต่เริ่มรับคำฟ้อง โดยจะมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารว่าเป็นคดีบริหารงานบุคคลหรือไม่ พอเป็นปั๊บ! จะถูกส่งต่อไปดำเนินการ ซึ่งระยะเวลานั้นรวบรัดมากขึ้น เช่น จะต้องถูกส่งเรื่องไปยังหัวหน้าแผนก จากนั้นส่งเรื่องต่อไปยังอธิบดี และเข้าสู่องค์คณะพิจารณาคดี ก่อนจะแจกจ่ายสำนวนให้ตุลาการเจ้าของสำนวนเริ่มเปิดการพิจารณาคดีต่อไป

ทั้งนี้ ขั้นตอนการพิจารณาคดี โดยปกติแล้วมี 4 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1.รับคำฟ้อง 2.ส่งคำฟ้อง 3.ให้ผู้ถูกฟ้องทำคำให้การแก้ข้อกล่าวหา และ 4.มีการคัดค้านคำฟ้อง

นอกจากนั้น การตรวจสำนวนตั้งแต่ตอนต้น จะมีความสำคัญต่อระยะเวลาที่ผู้ฟ้องคดีจะยังอยู่ในราชการ จริงๆ ผมคิดถึงขนาดที่ว่าถ้ามีการฟ้องในศาลชั้นต้น แล้วอีก 1 ปี ผู้ฟ้องจะเกษียณอายุราชการ ถ้าเผื่อว่าศาลใช้เวลา 2 เดือนก่อนเกษียณตัดสินออกมา โอเค ยังไม่เกษียณก็จริง แต่ก็แค่อยู่ศาลชั้นต้นเอง ถ้ามีการยื่นขออุทธรณ์อีกทีเดียว เลยอายุเกษียณไปแล้ว ฉะนั้นกำลังคิดอยู่ว่าถ้ามันมีระยะเวลาอย่างนี้จะทำอย่างไรให้ทันต่อการเยียวยา ดังนั้นถ้าดูแล้วเหลืออายุราชการอีก 1 ปี จะเป็นไปได้หรือไม่ที่ศาลชั้นต้นจะใช้เวลาพิจารณาแค่ 4 เดือน หรือสูงสุดไม่เกิน 6 เดือน ก็ตัดสินได้แล้ว เพราะยังมีเวลาให้อีกฝ่ายได้อุทธรณ์ เพื่อให้เวลาที่ศาลสูงจะตัดสินได้ทัน

ประธานศาลปกครองสะท้อนปมปัญหาที่พบจากความล่าช้าของคดีว่า การเยียวยาเร่งด่วนถือเป็นเรื่องใหญ่ที่เราจะเห็นว่าผู้ถูกฟ้องส่วนใหญ่ก็เป็นรัฐ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มันเห็นอยู่แล้วว่าเป็นฝ่ายผิดร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะเรื่องที่ต้องชดใช้เยียวยาค่าเสียหาย แต่ว่ามีกฎระเบียบคณะรัฐมนตรีที่ต้องออกเป็นมติให้การสู้คดีต้องยื่นอุทธรณ์ทุกครั้ง จึงทำให้เกิดความล่าช้าในการเยียวยาประชาชนผู้เสียหาย

“ถ้าเป็นไปได้คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรี น่าจะยกเลิกกฎระเบียบการยื่นอุทธรณ์ไปเสียทุกเรื่อง แล้วหันมาเร่งเยียวยาความเดือดร้อนประชาชนในฐานะผู้ที่ต้องดูแลความทุกข์สุขของประชาชน สิ่งที่ทำกลับตรงข้าม ไม่ได้ดูแลทุกข์สุขของประชาชน” ประธานศาลปกครอง กล่าว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท