
พลังมวลชน 'สู้ไม่ถอย'
การเคลื่อนขบวนใหญ่ครั้งแรก ภายหลัง สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ประกาศ
การเคลื่อนขบวนใหญ่ครั้งแรก ภายหลัง สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ประกาศยุบพื้นที่การชุมนุมเหลือเพียงจุดเดียวคือเวทีสวนลุมพินี บรรลุผลสำเร็จเกินคาด
กำนันเป่าปรี๊ด พลังบริสุทธิ์เรือนล้าน ... มาตามนัด
“ไม่ว่าจะทุกข์ยากลำบากสักเพียงไหน เรามวลมหาประชาชนชาวไทยผู้เป็นเจ้าของประเทศนี้ ขอตั้งสัตย์ปฏิญาณว่าเราจะทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเอาอำนาจอธิปไตยกลับคืนมาจากระบอบทักษิณและลงมือปฏิรูปประเทศให้สำเร็จให้ได้ด้วยมือของคนไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่มือของนักการเมือง” คือคำประกาศของ สุเทพ ที่ให้ไว้ต่อเบื้องหน้าพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าหลวง พระปิยมหาราช รัชกาลที่ 5
เป็นการตอกย้ำหมุดหมายสูงสุดของการเคลื่อนไหว เป็นการยืนหยัดต่อหัวใจของประชาชน
นอกจากการแสดงออกที่ลานพระบรมรูปทรงม้า โดยมุ่งหวังสร้างสัญลักษณ์ต่อ “ฝ่ายบริหาร” ว่าจะไม่ยินยอมให้ประเทศชาติต้องตกอยู่ภายใต้อุ้งมือของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง กำนันสุเทพยังเดินเท้าต่อไปยังรัฐสภา เพื่อแสดงสัญลักษณ์ต่อ “ฝ่ายนิติบัญญัติ” อีกคำรบหนึ่ง
“ระบอบทักษิณเล่นไม่ซื่อ ยุบสภาเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยคิดหวังไปเองว่าการยุบสภาเลือกตั้งจะเป็นการฟอกตัวเองกลับมาบริหารประเทศอีกครั้ง มีอำนาจยิ่งใหญ่กว่าเดิม แต่มวลมหาประชาชนมีจุดยืนชัดเจนต้องปฏิรูปประเทศให้เรียบร้อยก่อนเลือกตั้งใหม่ แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ดึงดันเลือกตั้ง ซึ่งในที่สุดการเลือกตั้งต้องโมฆะ คนของระบอบทักษิณไม่สามารถอ้างการเลือกตั้งเข้าสู่การปกครองประเทศได้อีก วันนี้ได้เข้ามาสักการะพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 เพื่อประกาศจะต่อสู้เพื่อให้ได้อำนาจเป็นของปวงชนอย่างแท้จริง” เลขาธิการ กปปส. ปราศรัยหลังเข้าสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 7 ภายในรัฐสภา
สุเทพ ประกาศชัด จะไม่ยอมให้สภาแห่งนี้เปิดทำการได้อีกจนกว่าจะมีการปฏิรูปประเทศสำเร็จเรียบร้อย
ระยะเวลาร่วม 7 ชั่วโมง กับระยะทาง 16.6 กิโลเมตร ยังได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ขึ้นอีก เรียกกันว่า “งูกินหาง”
นั่นเพราะระหว่างทางที่สุเทพนำขบวนกลับสู่ที่ตั้งเดิมสวนลุมพินี กลับพบว่าหางแถวของขบวนยังเคลื่อนมาไม่พ้นแยกศรีอยุธยา ทำให้หัวขบวนและท้ายขบวนบรรจบกันพอดิบพอดี
คลื้น หนูด้วง ชาว จ.สงขลา บอกว่า ร่วมชุมนุมกับ กปปส.มาเป็นเวลากว่า 2 เดือนแล้ว โดยที่ผ่านมาได้ไปครบในทุกเวที และยืนยันจะร่วมชุมนุมจนกว่ายิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะลาออกจากตำแหน่ง หากไม่ชนะก็จะไม่กลับบ้านอย่างเด็ดขาด
เช่นเดียวกับ วรรณา นาคจุฬา พนักงานเอกชน กทม. ที่ระบุว่า เดินทางมาร่วมขบวนพร้อมด้วยเพื่อน 56 คน เพื่อแสดงพลังให้คนไทยเห็นว่าคนที่สนับสนุนการปฏิรูปก่อนเลือกตั้งยังไม่ย่อท้อและเชื่อมั่นในผู้นำ ดังนั้นเมื่อกำนันสุเทพบอกอะไรก็พร้อมกันสนับสนุนอย่างเต็มที่
แน่นอนว่าการแสดงพลังครั้งประวัติศาสตร์ในวันนี้สร้างแรงกระเพื่อมไปยังรัฐบาลอย่างเต็มรัก เป็นอีกครั้งที่จำนวนมวลชนเรือนล้านเขย่าสถานภาพยิ่งลักษณ์ให้ง่อนแง่นเต็มที
ปณิธาน วัฒนายากร คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ว่า สามารถจำแนกความสำเร็จของ กปปส.ออกเป็น 3 ประเด็น ได้แก่ 1.เป็นการยืนยันว่าพลังของประชาชนที่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไม่ได้หายไปไหนเลย แม้ว่าก่อนหน้านี้อาจมีการเปลี่ยนรูปแบบและลดจำนวนลงบ้าง แต่เมื่อมีการระดมพลครั้งใหญ่ก็ยังคงปรากฏตัวขึ้นอย่างเนืองแน่น
ทั้งนี้ หากรัฐบาลหรือฝ่ายการเมืองยังไม่มีการตอบสนองต่อพลังกลุ่มนี้ ก็คงไม่สามารถคลี่คลายวิกฤตครั้งนี้ไปได้ นั่นเพราะแม้ว่า กปปส.จะยุติบทบาทลง ก็จะมีคนกลุ่มใหม่ที่มีเป้าหมายเดิมออกมาเคลื่อนไหวต่อ
2.ทำให้เกิดความสมดุลและเป็นการคานอำนาจของมวลชน กล่าวคือก่อนหน้านี้ กปปส.ได้ลดระดับการชุมนุมเชิงรุกและกลับที่ตั้งเพื่อจัดเสวนาปฏิรูปประเทศไทย นั่นทำให้มวลชนคนเสื้อแดงที่มีแนวทางเข้มข้นได้แสดงออก เช่น การบุกยึดสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รวมถึงองค์กรอิสระอื่นๆ และศาลยุติธรรม แต่เมื่อ กปปส.ประกาศเคลื่อนขบวนใหญ่ ผลพวงที่เกิดขึ้นคือทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงดังกล่าวต้องกลับที่ตั้ง และต้องทบทวนแนวทางการเคลื่อนไหวใหม่
3.การใช้อาวุธสงครามและการข่มขู่ถือว่าลดระดับลง แม้ว่าอาจเกิดเหตุป่วนระหว่างเคลื่อนขบวนแต่ก็น้อยลงกว่าที่หลายฝ่ายคาดหมาย นั่นอาจเป็นเพราะมีการจับกุมบุคคลที่เตรียมก่อเหตุได้บริเวณ ป.ป.ช. ซึ่งถือว่าสามารถยับยั้งความรุนแรงได้ระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของ กปปส.แม้พลังจะไม่ลดลง แต่ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นจนสามารถทำให้ชนะเบ็ดเสร็จ ในขณะที่รัฐบาลก็ยังคงไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งครั้งนี้ด้วยตัวเองได้ หนำซ้ำยังมีผู้ชุมนุมบางกลุ่มได้เคลื่อนเข้าไปยังทำเนียบรัฐบาลเพื่อแสดงออกถึงการสกัดกั้นไม่ให้รัฐบาลทำงานได้
ที่สุดแล้ว ทิศทางหลังจากนี้น้ำหนักจึงยังอยู่ที่การหาคนกลางเป็นผู้นำให้เกิดการเจรจาทางการเมือง ส่วนตัวเชื่อว่าเสียงเรียกร้องเช่นนี้จะดังขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน
ด้านแกนนำเสื้อแดงได้มีการนัดประชุมลับที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ในการชุมนุมใหญ่วันที่ 5 เม.ย. เบื้องต้นมีการมอบหมายให้แกนนำระดับต่างจังหวัดสำรวจจำนวนมวลชนแต่ละพื้นที่ กำหนดรูปแบบเคลื่อนไหวในการคัดค้านองค์กรที่จ้องทำลายล้างระบอบประชาธิปไตยที่มาจากประชาชน







