
เกมจบ?
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการเมืองไทย ซึ่งก็คือเราทุกคน ต่างคาดคอยด้วยความมั่นใจแตกต่างกัน ว่าความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยคราวนี้ ใกล้จะจบลงหรือยัง จบอย่างไร จะนำไปสู่ผลลัพธ์อย่างที่ต้องการกันหรือไม่ ตามความต้องการของใคร
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการเมืองไทย ซึ่งก็คือเราทุกคน ต่างคาดคอยด้วยความมั่นใจแตกต่างกัน ว่าความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยคราวนี้ ใกล้จะจบลงหรือยัง จบอย่างไร จะนำไปสู่ผลลัพธ์อย่างที่ต้องการกันหรือไม่ ตามความต้องการของใคร
ความขัดแย้งหลายปีที่ดำเนินมา ไม่เพียงแต่จะเหวี่ยงการเมืองออกจากกระบวนการแข่งขันที่ตามปกติ แต้มต่อและการใช้กลเกมของแต่ละฝ่าย มีกรอบกติกา และเส้นตีวงกำหนดขอบเขตเดิมพันของมันไว้ แต่ความขัดแย้งคราวนี้ เมื่อเดิมพันของมันคือการสู้เพื่อหวังผลเปลี่ยนแปลงกติกาการเมือง และการลากเส้นตีวงเพื่อรื้อปรับจัดดุลระหว่างอำนาจของฝ่ายต่างๆ กันใหม่ เราจึงเห็นวิธีการและการแก้เกมที่ไม่เคยใช้กันมาก่อน พร้อมกับการนับผลแพ้ชนะที่พลิกเปลี่ยนเกณฑ์วัดและผลของมันได้ตลอดในแต่ละรอบ สร้างความคาดหวังอันเติมไม่เต็มเพราะยอมกันไม่ได้ แต่ยิ่งนานก็ยิ่งสะสมความคับข้องค้างคาใจในแต่ละฝ่ายเพิ่มขึ้น รวมทั้งความรุนแรง การบาดเจ็บ และคนตาย
ความขัดแย้งที่ไม่มีใครแน่ใจในวันยุติของมันยังนำเรามาสู่ภาวะชะงักงันอันเกิดจากการที่ไม่มีใครรู้ หรือแน่ใจอีกต่อไปแล้วว่า เวลานี้สิทธิอำนาจทางการเมืองสถิตอยู่ที่แห่งใด ทุกองคาพยพของสถาบันทางการเมืองที่เป็นหลักในการปกครองล้วนเผชิญปัญหาขาดดุลความชอบธรรม อันเกิดจากการถูกพลเมืองไม่จากฝ่ายนั้นก็จากฝ่ายนี้ ตั้งคำถามต่อการทำหน้าที่ตามสิทธิอำนาจที่องค์กรหรือสถาบันนั้นมีอยู่ จนทำให้ขณะนี้อำนาจการนำแทบไม่เหลืออยู่ในองค์กรการเมืองใด
ปัญหาของเกมจบ ถ้าจะจบความขัดแย้งลงได้ จึงมิได้มีเพียงโจทย์ว่าต้องปฏิรูปอะไรและอย่างไร แต่ยังเป็นโจทย์พื้นฐานกว่านั้นว่า ผู้ที่จะก้าวมานำและทำการปฏิรูป ไม่ว่าจากฝ่ายใด จะอ้างอิงสิทธิอำนาจจากไหนมาใช้วางหลักและกระบวนการเป็นกรอบกติกา สำหรับการจะไปเปลี่ยนแก้กติกาการเมืองกันใหม่ ในเมื่อสิทธิอำนาจขององค์กรและสถาบันทางการเมืองต่างๆ ถูกทำให้ติดกับดักปัญหาขาดดุลความชอบธรรม ไม่อาจคงสภาพที่ได้รับการยอมรับโดยสมัครใจอย่างทั่วถึงเหมือนเช่นปกติ หนทางไปสู่การปฏิรูปแบบไหนที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ให้ตก แบบไหนจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาให้หนักขึ้น?
ในขณะเดียวกัน กระบวนการตามปกติที่เคยใช้สำหรับแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งในการเมือง ไม่ว่าจะเป็น การเลือกตั้ง การเจรจา การไกล่เกลี่ย หรือกระบวนการทางกฎหมาย ก็กลับถูกทำให้เป็นโมฆะ พบทางตันหรือไม่ ก็ไม่อาจสร้างจุดดุลของการรอมชอมระหว่างพลังทางการเมืองฝ่ายต่างๆ อย่างลงตัวได้ เมื่อกระบวนการหรือวิธีแก้ไขปัญหาการเมืองในทางปกติที่มีอยู่ก็พลอยมีปัญหาไปด้วยเช่นนี้ คำถามเฉพาะหน้า ก็คือ จะใช้กระบวนการหรือวิธีการใดมาสถาปนาสิทธิอำนาจและการยอมรับโดยสมัครใจของพลเมืองต่อการเปลี่ยนแปลงกติกาที่คณะบุคคลหนึ่งจะทำในนามของการปฏิรูป และมีอะไรที่จะมาใช้รับรองให้กระบวนการหรือวิธีการนั้นมีความชอบธรรม?
ถ้าไม่มีคำตอบที่ดีให้แก่คำถามยากเหล่านี้ก่อนจะมีการปฏิรูป ก็ให้เกรงว่า ในที่สุดแล้ว จะมีการบีบสถานการณ์จนเหลือเพียงทางเลือกที่เป็นการใช้อำนาจมาบีบบังคับ ให้ไม่ฝ่ายใดก็ฝ่ายหนึ่ง หรือหลายฝ่ายก็ตาม ต้องเป็นฝ่ายยอม
แต่ถ้าไม่ยอม ก็ต้องกลับไปยื้อกันต่อ หรือแยก ซึ่งก็คือการโต้กลับการใช้อำนาจบีบบังคับด้วยอำนาจบีบบังคับในรูปแบบที่ต่างออกไป จนกว่าจะมีใครยอม ถ้าเล่นเกมจบแบบนั้น เราจะจบอย่างไร?
สุดท้ายแล้ว แม้ไม่สมัครใจ ก็ต้องยอมในเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งข้างต้น ดีที่สุดที่จะหวังได้ก็คือ หวังว่าการปฏิรูปที่จะเกิดขึ้นตามมาจากการใช้อำนาจบีบบังคับนั้น จะให้ผลออกมาเป็นที่พอใจแก่ฝ่ายต่างๆ มากพอ จนสามารถนำความชอบธรรมของระเบียบการเมืองที่จัดกันใหม่ และการยอมรับโดยสมัครใจกลับคืนมาได้อีกครั้ง
แต่จะหวังเช่นนั้นได้ ตัวกระบวนการปฏิรูปซึ่งขาดความชอบธรรมในเบื้องต้น ต้องเปลี่ยนจากเกมระดมแบบแบ่งแยกเพื่อเอาชนะ และการใช้อำนาจบีบบังคับ ไปสู่เกมใหม่ของการสานสร้างความร่วมมือเพื่อแสวงหาหลักของการจัดการเมืองการปกครองที่จะสร้างความยินยอมพร้อมใจ เพราะเห็นว่าหลักนั้นนำไปสู่การเมืองการปกครองที่เป็นของเรา โดยเรา และเพื่อเราทุกคนเสมอกัน
แต่จะเปลี่ยนได้แค่ไหน เมื่อเกมระดมแบบแบ่งแยกฝักฝ่ายเพื่อเอาชนะฝ่ายตรงกันข้ามที่ดำเนินมายาวนานหลายปี รวมทั้งการใช้อำนาจบีบบังคับกันเป็นระยะ ได้สร้างปัญหาที่จะเป็นอุปสรรคแก่ตัวมันเองเมื่อครั้นถึงเวลาจะต้องเปลี่ยนมาเป็นเกมความร่วมมือ นั่นคือ ปัญหาความแตกแยกในหมู่พลเมือง
มีแต่ประชาสังคมที่เข้มแข็งและมีวุฒิภาวะเท่านั้นที่จะเยียวยาความแตกแยกในหมู่พลเมืองที่เกิดขึ้นได้จริง ไม่ใช่การปฏิรูป







