
ศึกคว่ำบาตรโลกระอุน้ำมัน-ก๊าซทะลักเอเชีย
สถานการณ์ความตึงเครียดจากวิกฤตการเมืองยูเครนนับวันดูจะยิ่งทวีความร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
สถานการณ์ความตึงเครียดจากวิกฤตการเมืองยูเครนนับวันดูจะยิ่งทวีความร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อล่าสุดทางรัฐบาลสหรัฐกับยุโรปได้ออกมาแยกเขี้ยวขู่รัสเซียว่าจะยกระดับความเข้มข้นการใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจมากขึ้น ถ้าหากรัฐบาลเครมลินยังคงตีมึนไม่ยอมถอนทหารทั้งหมดออกจากดินแดนไครเมีย
การข่มขู่ว่าจะลงดาบรัฐบาลรัสเซียหนนี้ถือว่าน่าสนใจมากทีเดียว เพราะนี่ไม่ใช่การคว่ำบาตรที่ผิวเผินเหมือนในครั้งแรกที่ออกมา ซึ่งมุ่งเน้นในเรื่องการอายัดทรัพย์สิน ห้ามเจ้าหน้าที่ระดับสูงรัสเซียเดินทางเข้าประเทศ และขับออกจากกลุ่ม จี8
แต่เป็นมุ่งเป้าตรงไปยังอุตสาหกรรมพลังงานรัสเซีย ซึ่งเปรียบเป็น “หัวใจหลัก” ทางเศรษฐกิจของแดนหมีขาว เนื่องจากรายได้หลักของรัสเซียมาจากการส่งออกขายก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน ขณะที่ยุโรปก็คือตลาดส่งออกเบอร์ 1
แม้ว่าปัจจุบันรัสเซียจะยังไม่งัดมาตรการอะไรออกมาตอบโต้ชาติตะวันตกอย่างจริงจัง แต่ถ้าหากว่าทั้งสหรัฐและยุโรปยังคงเลือกที่จะเดินหน้าคว่ำบาตรเศรษฐกิจรัสเซียเพิ่มอีก เชื่อแน่ว่ารัฐบาลเครมลินคงไม่อยู่เฉย และน่าจะออกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและพลังงานที่มีอยู่มหาศาลในมือมาตอบโต้กลับแน่นอน
ความตึงเครียดในเกมการเมืองระหว่างมหาอำนาจสองขั้วที่ร้อนระอุขึ้น ทำให้หลายฝ่ายวิตกว่าอาจจะลุกลามบานปลายกลายเป็น “สงครามเย็นรอบใหม่” ขึ้นมา
กระนั้น เมื่อหันมองอีกมุมหนึ่ง หากเกิดการโต้ตอบทางเศรษฐกิจกันไปมาขึ้นมาจริงๆ ดูเหมือนว่าเอเชียจะได้รับอานิสงส์จากความขัดแย้งหนนี้ไปเต็มๆ โดยเฉพาะในเรื่องพลังงาน
เนื่องจากหากรัสเซียโดนชาติตะวันตกงดซื้อพลังงาน ก็อาจทำให้รัฐบาลแห่งกรุงมอสโกหันไปหาผู้รับซื้อพลังงานก๊าซธรรมชาติและน้ำมันหน้าใหม่แทน โดยเฉพาะในเอเชียซึ่งปัจจุบันคือผู้บริโภคพลังงานก๊าซเบอร์ 1 ของโลก โดยมีญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน เป็นผู้รับซื้อพลังงานรายใหญ่
แนวโน้มดังกล่าวถือว่าเป็นไปได้สูงมากทีเดียว เพราะหลายปีที่ผ่านมา รัสเซียเองก็หันมาทำสัญญาขายพลังงานให้กับเอเชียเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากพญาหมีขาวเองก็ต้องการลดการพึ่งพาตลาดส่งออกในยุโรปเช่นกัน
ขณะที่ในฟากของเอเชียก็มองว่าราคาก๊าซจากรัสเซียมีราคาถูกกว่าแหล่งอื่นๆ ซ้ำยังมีปริมาณมหาศาล ทำให้หลายประเทศในเอเชียหันมาสนใจที่จะซื้อก๊าซจากแดนหมีขาวมากขึ้น
ล่าสุดมีรายงานว่า บริษัทก๊าซพรอมจากรัสเซียกำลังพิจารณาสร้างท่อส่งก๊าซกับวิสาหกิจด้านพลังงานยักษ์ใหญ่จากจีนอย่าง ไชน่า เนชั่นแนล ปิโตรเลียม คอร์ป และข้อตกลงนี้คาดว่าจะมีการเซ็นสัญญาขึ้นในในเดือน พ.ค.นี้ ในระหว่างการเดินทางเยือนจีนของประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย
ขณะเดียวกัน หลายบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นหลายแห่งก็มีการทำข้อตกลงธุรกิจทางพลังงานกับเอกชนรัสเซียหลายแห่งแล้วเช่นกัน โดยเฉพาะโครงการสำรวจก๊าซธรรมชาติและน้ำมันในดินแดนของรัสเซีย
ไม่เพียงแต่เอเชียจะได้รับพลังงานราคาถูก จากรัสเซีย แต่ยังรวมถึงแหล่งพลังงานจากสหรัฐด้วย เนื่องจากการที่ยุโรปกับรัสเซียเริ่มมีปัญหาความขัดแย้งกันมากขึ้น โดยเฉพาะกรณีการผนวกดินแดนไครเมียของหมีขาวทำให้สหรัฐเริ่มหันมาพิจารณากฎหมายการเพิ่มเพดานโควตาการส่งออกพลังงานที่มีอยู่เหลือล้นในประเทศมากขึ้น เพื่อหวังจะทำให้ยุโรปลดการพึ่งพาพลังงานก๊าซจากรัสเซียลง ซึ่งปัจจุบันคิดเป็น 30% ของพลังงานก๊าซทั้งหมดที่ต้องนำเข้า
ปัจจุบันสหรัฐได้ดำเนินการสร้างสถานีการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ที่ส่งทางเรือแล้วถึง 6 แห่ง และคาดว่าสถานีส่งออก ก๊าซแอลเอ็นจีแห่งแรกที่เริ่มใช้จริงในปลายปีหน้า ก็คือสถานีที่รัฐหลุยเซียนา ขณะที่โปรเจกต์ที่จะสร้างสถานีแอลเอ็นจีเพิ่มเติมอีกกว่า 22 สถานี กำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของรัฐบาล
ด้วยเหตุนี้ “เอเชีย” จึงมีลุ้นตามไปด้วยที่จะสามารถเข้าซื้อพลังงานจากสหรัฐมากขึ้น เนื่องจากปริมาณความต้องการพลังงานของเอเชียกำลังพุ่งทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง
กระนั้นก็ตาม ผู้ที่ได้ส้มหล่น จากวิกฤตความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างชาติตะวันตกกับรัสเซียหนนี้ดูจะไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่เฉพาะเอเชียเท่านั้น เพราะสหรัฐเองก็กำลังจ้องพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสชนิดตาเป็นมันวาว
โดยเฉพาะการใช้ประเด็นเรื่องพลังงานเพื่อบีบคั้นบรรดาชาติยุโรปให้ยอมลดเงื่อนไขการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับสหรัฐโดยเร็ว หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายติดขัดปัญหาการเดินหน้าทำข้อตกลงเอฟทีเออยู่หลายเรื่อง ทั้งกรณีสินค้าเกษตร และอุตสาหกรรมภาพยนตร์
ในระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐยุโรป ล่าสุด ประธานาธิบดี บารัก โอบามา พูดชัดเลยว่า หากยุโรปต้องการให้สหรัฐส่งออกพลังงานมาให้ เพื่อหวังจะชดเชยการพึ่งพิงจากรัสเซีย ยุโรปก็ควรจะเร่งทำข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างทั้งสองฝ่ายให้เกิดขึ้นเพื่อเป็นเครื่องช่วยอำนวยความสะดวกในการส่งออกพลังงานไปยังยุโรปง่ายขึ้น
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า ผู้นำสหรัฐกำลังนำเงื่อนไขการส่งออกพลังงานมาผูกโยงกับการทำข้อตกลงการค้าเสรีให้ยุโรปยอมอ่อนข้อ เพราะที่ผ่านมาการเจรจาเอฟทีเอกับยุโรปไม่ใช่เรื่องง่าย
เนื่องจากยุโรปไม่เห็นพ้องกับสหรัฐในหลายประเด็นทั้งเรื่องสินค้าเกษตรที่เกิดจากการตัดต่อพันธุกรรม ไปจนถึงเรื่องอุตสาหกรรมภาพยนตร์ โดยเฉพาะฝรั่งเศสที่ต่อต้านมาก เพราะกลัวว่าหนังจากฮอลลีวู้ดจะทะลักเข้ามาในยุโรป จนส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมหนังและศิลปะของฝรั่งเศส
สรุปแล้ว การที่ยุโรปไปเข้าร่วมกับสหรัฐในการลงโทษรัสเซีย จึงกลายเป็นว่า สหรัฐดูท่าจะวินอยู่ฝ่ายเดียวเสียแล้ว เพราะนอกจากยุโรปจะเสี่ยงโดนรัสเซียตอบโต้ด้วยการไม่ส่งพลังงานก๊าซให้แล้ว ก็ยังมาถูกลุงแซมดัดหลังด้วยถูกบีบคั้นให้เร่งทำข้อตกลงการค้าเสรีอีกด้วย
จึงต้องติดตามอย่างยิ่งว่าจากนี้ไป ลุงแซมจะงัดอะไรมาบีบยุโรปอีกเพื่อเร่งปิดดีลการค้าโดยเร็ว ขณะที่เอเชียจะได้รับประโยชน์จากพลังงานราคาถูกทั้งที่มาจากรัสเซียและสหรัฐมากแค่ไหนกัน







