
แนะ2ฝ่ายเจรจาพักรบ6เดือนก่อนเลือกตั้ง
โดย...ทีมข่าวการเมือง
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ก้าวเข้าสู่เดือนใหม่ แต่สถานะความขัดแย้งระหว่างรัฐบาล และ กปปส. ซึ่งพัฒนาข้ามปีมายาวนานกว่า 5 เดือน ยังคงเผชิญหน้าอยู่ต่อไป โดยเฉพาะหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมากลายเป็นโมฆะ
แม้สถานการณ์จะพลิกไปพลิกมาหลายตลบตั้งแต่วันแรกจนวันนี้ แต่คำถามสำคัญที่ยังคงครอบคลุมสังคมไทยอยู่ ก็คือ ความขัดแย้งครั้งนี้จะจบเมื่อใด และจะจบอย่างไร
วิทยากร เชียงกูล คณบดีกิตติคุณวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังคงไม่เห็นความเคลื่อนไหวของทั้งสองฝ่ายมากนัก เนื่องจากยังคงรอว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะมีมติว่าจะชี้มูลความผิด ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หรือไม่ จึงยังไม่เห็นแนวโน้มการเจรจาของทั้งสองฝ่าย
“อาจต้องถอยคนละครึ่งทาง ก็คือต้องไม่รีบจัดการเลือกตั้งอย่างที่พรรคเพื่อไทยอยากเห็น เนื่องจากยังมีมวลชนจำนวนมากที่เห็นว่าการเลือกตั้งไม่ใช่คำตอบ และหากเลือกตั้งอีกก็เป็นไปได้ที่จะโมฆะอีกครั้ง เพราะประชาชนไม่ยอมรับ” วิทยากร ระบุ
วิทยากร เสนออีกว่า ในฝ่ายของ กปปส.ก็ต้องเข้าใจว่าไม่มีทางที่จะได้หมดทุกข้อที่เรียกร้อง เนื่องจากการต่อสู้ที่ผ่านมาเห็นชัดแล้วว่า การขยับเขยื้อนเพื่อให้สุดทางอย่างรัฐบาลลาออก แล้วเปิดทางไปสู่การปฏิรูปประเทศนั้นยากมาก
เขาบอกอีกว่า อาจถึงเวลาที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องกลับมาลงเลือกตั้งอีกครั้งเพื่อยุติปัญหาขณะนี้ แต่กรอบเวลาไม่ควรรีบเร่งอย่างที่พรรคเพื่อไทยต้องการ เช่น อาจยืดเวลาอย่างน้อยอีก 6 เดือนเพื่อให้กรอบการปฏิรูปสามารถเดินหน้าได้ในเบื้องต้น และต้องคุยกันเบื้องต้นว่าจะทำอย่างไรให้การเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายได้ในที่สุด โดย กปปส.เดินมาได้ไกลขนาดนี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว รัฐบาลหลังจากนี้ก็ไม่อาจปฏิเสธการปฏิรูปได้อีก
อย่างไรก็ตาม ในทางตรงกันข้ามหากข้อเสนอทั้งสองฝ่ายยังไม่ยืดหยุ่น ด้วยการที่รัฐบาลและ กปปส.บอกว่าไม่เจรจาอีกต่อไป จนกว่าจะได้อย่างที่ตัวเองต้องการ ก็มีความเสี่ยงว่าสถานการณ์จะยิ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมมากขึ้น และเสี่ยงที่จะต้องปะทะกันรุนแรง
ขณะที่ ทศพล ทรรศนกุลพันธ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอาจเปิดทางให้การเจรจาเกิดขึ้นง่ายขึ้นจริง แต่ในอนาคต บรรทัดฐานการใช้กฎหมายจะมีปัญหามากขึ้น เพราะคำตอบของศาลรัฐธรรมนูญสร้างความขัดแย้ง ทั้งในเรื่องขอบเขตการรับอำนาจ หรือการที่ระบุว่าการเลือกตั้งโมฆะเพราะไม่ได้เกิดขึ้นวันเดียวทั่วราชอาณาจักร ซึ่งในอนาคตจะทำให้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยขัดขวางการเลือกตั้งกันทุกแห่ง เพราะขวางเพียงหน่วยเดียวก็ทำให้การเลือกตั้งโมฆะได้แล้ว
“หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ กฎหมายก็ไม่มีความหมาย เพราะผู้นำของแต่ละฝ่ายสามารถตกลงกันได้ และกฎหมายมีความยืดหยุ่นในการต่อรอง ก็จะไม่มีใครเชื่อถือในกฎหมาย สุดท้ายจะกลายเป็นว่า หากไม่มีอำนาจในการต่อรองเพียงพอ ก็จะไม่สามารถต่อรองได้เลย ทั้งนี้ หลักกฎหมายมหาชนควรจะเป็นหลักประกันว่าสามารถบังคับใช้ได้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน” ทศพล กล่าว
อย่างไรก็ตาม ทศพล ยอมรับว่า หากรัฐบาลตัดสินใจไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญด้วยการเดินหน้าเลือกตั้งต่อไป ย่อมเสี่ยงต่อสถานการณ์เปราะบางทางการเมืองจากการเผชิญหน้ามากขึ้น ขณะที่ทุกภาคส่วนในสังคมก็จะพร้อมใจกันมุ่งหน้าถล่มรัฐบาล แต่หากรัฐบาลยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐรรมนูญ ก็จะกลายเป็นบรรทัดฐานต่อไปในอนาคต
ทั้งนี้ เขาเสนอว่า อาจถึงเวลาที่รัฐบาลจะให้สัตยาบันรับรองเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) เพื่อเป็นหลักประกันว่าหากในอนาคตเกิดการรัฐประหาร ด้วยองค์กรอิสระ หรือด้วยศาล หรือหากรัฐบาลใช้กำลังกับประชาชน ไม่ว่าจะฝ่าย กปปส. หรือฝ่ายคนเสื้อแดง รวมถึงเกิดเหตุร้ายที่สุดอย่างการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ก็จะถูกดำเนินคดีโดยศาลอาญาระหว่างประเทศ
“แต่ผมเชื่อว่ารัฐบาลจะไม่กล้าหักฝ่ายความมั่นคง อย่างกองทัพ หรือสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งห่วงว่าหากเกิดสถานการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมความรุนแรงได้ แล้วกองทัพจำเป็นต้องออก จะทำให้กองทัพต้องขึ้นศาลระหว่างประเทศด้วย ขณะเดียวกัน คดีเก่าๆ อย่างการฆ่าตัดตอนในคดียาเสพติด หรือเหตุการณ์ที่ตากใบ หรือกรือเซะ จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของไอซีซีด้วย” ทศพล ระบุ







