
คลังจำนนเศรษฐกิจโต2.6%
สศค.ระบุการเมืองชี้ชะตาประเทศไทยเอชเอสบีซีเสนอแนะธปท.อุ้มเศรษฐกิจ
สศค.ระบุการเมืองชี้ชะตาประเทศไทยเอชเอสบีซีเสนอแนะธปท.อุ้มเศรษฐกิจ
สศค.ฮ่องกงธนาคารร่วมใจกันหั่นจีดีพีไทยปีนี้ หลังความขัดแย้งทางการเมืองยังไร้สัญญาณคลี่คลาย
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค.ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจปีนี้จากเดิมขยายตัว 4% เหลือ 2.6% ภายใต้สมมติฐานต้องมีรัฐบาลใหม่ภายในไตรมาส 3 ของปีนี้ หากได้รัฐบาลช้ากว่านี้จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่า 2.6% เพราะไม่สามารถทำงบประมาณปี 2558 และมาตรการการดูแลเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ ปัญหาการเมืองทำให้การบริโภคชะลอ โดยคาดว่าจะขยายตัวเพียง 2.3% ขณะที่การลงทุนคาดว่าจะขยายตัวได้ 1.9% และการใช้จ่ายของรัฐบาล ไม่สามารถทำได้ โดยเฉพาะการทำงบประมาณปี 2558 จะเหลือเพียงการ ส่งออกเท่านั้นที่ขยายตัวได้ดีที่ 5%
“ปัญหาการเมืองจึงเป็นตัวชี้ขาดของเศรษฐกิจปีนี้ ว่าจะขยายตัวได้มากหรือน้อย” นายสมชัย กล่าว เพราะเศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับการใช้จ่ายภาครัฐ หากไม่มีรัฐบาลใหม่การใช้จ่ายภาครัฐก็มีปัญหาเดินหน้าไม่ได้ เพราะการทำงบประมาณปี 2558 ได้ จะต้องมีรัฐบาลใหม่เท่านั้น คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่สามารถอนุมัติงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลได้
สำหรับความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยปีนี้ ยังเป็นปัญหาการเมือง การลดมาตรการ QE ปัญหาภัยแล้งทำให้ความเสียหายกับพืชผลทางการเกษตร ปัญหาประเทศยูเครน และปัญหาความเสี่ยงที่ไทยจะถูกปรับลดเครดิตจากสถาบันจัดอันดับชั้นนำของโลก โดยเฉพาะหากไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ คาดว่าจะถูกปรับลดมุมมองของเครดิตภายในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า หลังจากนั้นก็จะถูกปรับลดเครดิตตามมา ทำให้ต้นทุนการกู้เงินของภาคเอกชนในต่างประเทศเพิ่มสูง ซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยให้ชะลอตัวมากขึ้น
สำหรับภาวะเศรษฐกิจล่าสุดเดือน ก.พ. 2557 พบว่า การบริโภคเอกชนเมื่อดูจากการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มขยายตัวติดลบ 2.4% ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนดูจากการนำเข้าสินค้าทุนก็ติดลบ 6.6% ส่วนการส่งออกขยายตัวได้ 2.4% รวมถึงการท่องเที่ยวก็มีการขยายตัวที่ไม่ดีนัก มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในไทยเดือน ก.พ. จำนวน 2.17 ล้านคน ติดลบ 8.1%
ด้านธนาคารเอชเอสบีซีปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยเช่นเดียวกัน จากปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยืดเยื้อ โดยปรับลดการขยายตัวปีนี้เหลือ 3% และปีหน้าที่ 4% เทียบกับคาดการณ์ก่อนหน้าที่ 3.5% และ 4.5% ตามลำดับ ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตล้าหลังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอันเป็นผลจากเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ในปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ เอชเอสบีซี พบว่าความต้องการบริโภคในประเทศซึ่งได้ฟื้นตัวดีขึ้นแล้ว ก่อนที่ความตึงเครียดทางการเมืองจะปะทุขึ้นในเดือน พ.ย. 2556 มีแนวโน้มที่จะอ่อนแอลง แม้ว่าตัวเลขอัตราเติบโตของจีดีพีในไตรมาส 4 ปี 2556 ออกมาดีกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ที่ 0.6% แต่การบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนรวมขยายตัวต่ำกว่าที่คาดไว้ ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐยังคงเป็นประเด็นปัญหาที่ชะลอการเติบโตเศรษฐกิจ เนื่องจากการใช้จ่ายถูกขัดขวางโดยกลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลและมีข้อจำกัดจากการมีสถานะเป็นรัฐบาลรักษาการ
“ผลลัพธ์ทางการเมืองถือเป็นปัจจัยสำคัญในการฟื้นตัวของภาคธุรกิจ ซึ่งขณะนี้มองว่าการเลือกตั้งของไทยอาจทำได้ยากลำบาก หลังจากที่การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ. เป็นโมฆะ ขณะเดียวกันรักษาการนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขณะนี้ก็กำลังเผชิญกับข้อกล่าวหาการทุจริตในคดีที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าว” ธนาคารเอชเอสบีซี ระบุ
ธนาคารเอชเอสบีซี ยังเห็นว่า ที่ น่ากังวลยิ่งไปกว่านั้นยังมีคำถามอีก มากมายที่ยังไร้คำตอบเกี่ยวกับอนาคตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว หลังจากโครงการกู้เงินมูลค่า 2 ล้านล้านบาท ถูกวินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญภาระหน้าที่ในขณะนี้ จึงเป็นของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จะต้องประคับประคองเศรษฐกิจเท่าที่จะทำได้ ด้วยระดับหนี้ภาคครัวเรือนที่สูงเกินกว่า 80% ของจีดีพี







