posttoday
เลือกตั้งสว.ซบเซาเปิดช่องการเมืองแทรก

เลือกตั้งสว.ซบเซาเปิดช่องการเมืองแทรก

27 มีนาคม 2557

ผ่านไปแล้วครึ่งทางสำหรับการเลือกตั้ง สว.ประจำปี 2557 หลังจากการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าทั้งในและนอกเขตเลือกตั้งเสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 23 มี.ค.

โดย...ทีมข่าวการเมือง

ผ่านไปแล้วครึ่งทางสำหรับการเลือกตั้ง สว.ประจำปี 2557 หลังจากการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าทั้งในและนอกเขตเลือกตั้งเสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 23 มี.ค. แม้ว่าจะไม่พบกระบวนการขัดขวางเลือกตั้งเหมือนกับการเลือกตั้ง สส. แต่ทว่าบรรยากาศโดยรวมจนมาถึงปัจจุบันยังไม่คึกคักเท่าไหร่

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สรุปตัวเลขการเลือกตั้งล่วงหน้าอย่างน่าสนใจ แบ่งเป็นการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเลือกตั้งมีผู้มาใช้สิทธิ 73,155 คน คิดเป็น 3.45% จากผู้มาลงทะเบียนใช้สิทธิล่วงหน้า 2,121,818 คน ส่วนการเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตมีผู้มาใช้สิทธิ 31,264 คน คิดเป็น 83.89% จากผู้ที่มาขอใช้สิทธิจำนวน 37,266 คน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น้อยมาก โดยเฉพาะจำนวนผู้ลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเลือกตั้ง

จากตัวเลขดังกล่าวที่ กกต.เปิดเผยออกมา ทำให้มีแนวโน้มสูงว่าการเลือกตั้ง สว.ใหญ่ ในวันที่ 30 มี.ค. จะเงียบเหงาไม่แพ้กัน เพราะจะมีตัวเลขผู้มีสิทธิเลือกตั้งหายไปอย่างน้อย 2,048,663 คน โดยส่วนนี้เป็นจำนวนของผู้ที่ไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้ง

ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2550 มาตรา 97 ระบุในทำนองว่า หากผู้ใดที่ขอใช้สิทธิลงคะแนนล่วงหน้านอกเขตแล้ว แต่ไม่ไปใช้สิทธิตามวันที่ กกต.กำหนด จะไม่สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันเลือกตั้งใหญ่ได้ ซึ่งปัญหาในเทคนิคทางกฎหมายที่เกิดขึ้นนี้ ทาง กกต.เตรียมจะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรแก้ไขต่อไป

สาเหตุหลักที่ทำให้การเลือกตั้ง สว.ไม่เป็นอย่างที่ กกต.คาดหวังไว้คือ บรรยากาศทางการเมืองหลังจากคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ประกาศเตรียมเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ เพื่อขับไล่และสนับสนุนรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงส่งผลให้เกิดความกังวลว่าจะเกิดความรุนแรงและการสูญเสียเหมือนกับการเลือกตั้ง สส.ครั้งที่ผ่านมา

ผิดกับการเลือกตั้ง สว. เมื่อปี 2551 ที่ผ่านมา ในครั้งนั้นเกิดการตื่นตัวเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการเลือกตั้ง สว.ครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และบรรยากาศการเมืองโดยรวมอยู่ในความสงบ ซึ่งช่วยให้ตัวเลขผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้ามีจำนวนสูงมาก เมื่อเทียบกับการเลือกตั้ง สว.ในปีนี้ ประกอบด้วย ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจำนวน 549,731 คน และผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตจำนวน 675,141 คน

ตัวเลขของผู้ใช้สิทธิล่วงหน้าที่มีจำนวนน้อยประกอบกับบรรยากาศที่เงียบเหงาด้วยสาเหตุทางการเมือง ย่อมหมายถึงการหายไปของ “พลังเงียบ” ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ถูกตีความในทางการเมืองว่าเป็นพวกไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดและพร้อมจะเลือก สว.ที่ตัวเองคิดว่าปราศจากการเมืองอย่างแท้จริง เพื่อมาคานอำนาจ สว.ที่ได้พลังสนับสนุนจากพรรคการเมือง

เมื่อกำลังมีแนวโน้มว่าพลังเงียบกำลังจะหายไปย่อมจะเป็นช่องโหว่สำคัญที่ทำให้ฝ่ายการเมืองสามารถใช้คะแนนจัดตั้งของตัวเองเข้าไปแทรกแซงการเลือกตั้ง สว.ได้ผ่านการสนับสนุนผู้สมัคร สว.ของตัวเอง เพราะเบื้องหลังของผู้สมัคร สว.จำนวนไม่น้อยทั้งในภาคเหนือ อีสาน และภาคใต้ ล้วนมีแรงสนับสนุนจากพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองและกลุ่มสีเสื้อทุกสีแทบทั้งสิ้น ยกเว้นบางจังหวัดในภาคกลางและกรุงเทพมหานครที่ผู้สมัคร สว.จำนวนหนึ่งไม่ได้มีเงาของพรรคการเมืองตามติดตัวมาด้วย

แม้รัฐธรรมนูญจะกำหนดให้ผู้สมัคร สว.ต้องปลอดจากการเมือง ทั้งการห้ามไม่ให้เป็นสมาชิกพรรคการเมือง ไปจนถึงต้องเว้นวรรคจากตำแหน่งทางการเมืองอย่าง สส. หรือรัฐมนตรีมาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ปี แต่ในทางปฏิบัติต้องยอมรับว่าผู้สมัคร สว.จำนวนมากไม่ได้มีฐานการเมืองเป็นของตัวเองเหมือนกับ สส. จึงมีความจำเป็นต้องแอบอิงกับพรรคการเมืองในทางอ้อมเพื่อให้ตัวเองได้เป็น สว.

ต้องไม่ลืมว่าพรรคการเมืองมีคะแนนจัดตั้งในแต่ละพื้นที่ที่ตัวเองคุมเสียงข้างมากเอาไว้อยู่ หากพรรคการเมืองใดใช้กลไกทางการเมืองเทคะแนนจัดตั้งให้ใครย่อมช่วยให้ผู้สมัคร สว.คนนั้นมีโอกาสได้เป็น สว.มากกว่า สว.ที่มีภูมิหลังและความรู้ดีและเป็นที่ยอมรับจากสังคม แต่ไร้คะแนนจัดตั้งทำให้ต้องแพ้ในการเลือกตั้ง

การปล่อยให้การเมืองเข้ามาแทรกแซงวุฒิสภาผ่านการสนับสนุนผู้สมัคร สว.ย่อมไม่เป็นผลดีต่อการทำหน้าที่ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวของวุฒิสภาอย่างแน่นอน

ซึ่งในอดีตเมื่อปี 2549 ประเทศไทยเคยมีบทเรียนมาแล้วจากการปล่อยให้การเมืองครอบงำวุฒิสภาจนวุฒิสภาไม่สามารถใช้ดุลพินิจพิจารณาเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งบุคคลเข้ามาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ หรือการให้ความเห็นชอบกฎหมาย

ถึงแม้รัฐธรรมนูญปัจจุบันจะให้วุฒิสภาคานอำนาจกันเองผ่านการมี สว.ที่มาจากการเลือกตั้ง และ สว.มาจากการสรรหา แต่เอาเข้าจริง สว.สรรหาที่ถูกตั้งความหวังไว้ตั้งแต่แรกว่าจะปลอดจากการเมือง สุดท้ายกลับถูกฝ่ายการเมืองแทรกซึม

ตัวอย่างมีให้เห็นแล้วจากกรณีที่มี สว.สรรหาจำนวนหนึ่งไปจับมือกับ สว.เลือกตั้ง เพื่อร่วมลงชื่อสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจนถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

เท่ากับว่ายิ่งพลังเงียบหายไปมากเท่าไหร่จะเป็นช่องว่างที่อำนวยความสะดวกให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงวุฒิสภาได้มากขึ้นเท่านั้น วุฒิสภาจะถูกปกครองด้วย สว.เสียงข้างมากที่เป็นตัวแทนผลประโยชน์ของพรรคและกลุ่มการเมือง สภาพเช่นนี้ไม่มีทางเป็นไปได้ที่การลงมติถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งทางการเมืองของวุฒิสภาที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้จะได้ยอมรับจากสังคมว่าเป็นการใช้ดุลพินิจที่บริสุทธิ์ปราศจากการเมืองอย่างแท้จริง

เช่นเดียวกับระยะยาวก็สุ่มเสี่ยงเช่นกันที่ในอีก 6 ปีนับจากนี้ตลอดอายุของวุฒิสภาจะไม่อาจพิจารณากลั่นกรองกฎหมายสำคัญและตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาลได้สมกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เพราะ สว.จำนวนไม่น้อยได้กลายเป็น สว.ที่สังกัดพรรคการเมืองไปแล้ว

ดังนั้น เพื่อเป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลมคงต้องเป็นหน้าที่ของ กกต.ที่จะต้องเร่งรณรงค์ให้ประชาชนเห็นความสำคัญกับการเลือกตั้ง สว.ในครั้งนี้ เพื่อปิดโอกาสไม่ให้พรรคการเมืองใช้คะแนนจัดตั้งเข้ามาสถาปนาวุฒิสภาแทนอำนาจของประชาชน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท