
สินเชื่อไม่ขยับ
ทุกสำนักพยากรณ์เศรษฐกิจประกาศปรับลดตัวเลขอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในปีนี้ลงเกือบทั้งหมด
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
ทุกสำนักพยากรณ์เศรษฐกิจประกาศปรับลดตัวเลขอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในปีนี้ลงเกือบทั้งหมด
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์ว่าจีดีพีปีนี้จะขยายตัว 2.7% บนเงื่อนไขมีรัฐบาลในปีนี้ แต่ถ้าปัญหาการเมืองยังลากยาวจนตั้งรัฐบาลไม่ได้ ทำงบประมาณแผ่นดินปี 2558 ไม่ได้ จีดีพีอาจจะขยายตัวต่ำกว่านี้อีก ในขณะที่สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดว่าไตรมาสแรกของปีนี้เศรษฐกิจจะขยายตัวต่ำกว่า 0.6% เท่านั้น
จึงไม่น่าแปลกใจที่ธนาคารพาณิชย์ต่างลดเป้าหมายการขยายตัวของสินเชื่อลงทุกธนาคาร โตกว่าจีดีพีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา สินเชื่อของธนาคารเกือบทุกแห่งลดลง มาจากการคืนหนี้ก่อนกำหนดและสินเชื่อโดยรวมหดตัว
ดังนั้น ธนาคารจึงหันไปเข้มงวดกับการดูแลลูกค้าแทนที่จะตั้งหน้าตั้งตาหาลูกค้าใหม่ หรือแนะนำให้ลูกค้าขยายกำลังการผลิต
ในปีที่ผ่านมา สินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ขยายตัว 11% แต่ก็ลดลงต่อเนื่องตามภาวะเศรษฐกิจ โดยสินเชื่ออุปโภคบริโภคที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้สินเชื่อรวมลดลงนั้น ขยายตัว 12.9% ชะลอตัวลงมากจากปีก่อนในสินเชื่อเกือบทุกประเภท ทั้งจากสินเชื่อรถยนต์หลังการสิ้นสุดของมาตรการคืนภาษีรถคันแรก และสินเชื่อส่วนบุคคลจากความระมัดระวังในการก่อหนี้ของภาคครัวเรือน และความระมัดระวังของธนาคารพาณิชย์
สินเชื่อที่ยังคงขยายตัว คือ สินเชื่อธุรกิจยังคงขยายตัวในระดับใกล้เคียงกับปีก่อนหน้าที่ 10.2% ทั้งจากสินเชื่อเอสเอ็มอีและสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศ
ธปท. ระบุว่า คุณภาพสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์มีแนวโน้มจะด้อยลงบ้าง โดยยอดคงค้างสินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ (Special Mention Loan : SM หรือสินเชื่อค้างชำระเกินกว่า 13 เดือน) ในปี 2556 เพิ่มขึ้นเป็น 2,956 ล้านบาท จากสินเชื่ออุปโภคบริโภค โดยเฉพาะสินเชื่อรถยนต์ สัดส่วน SM ต่อสินเชื่อรวมจึงเพิ่มขึ้นจาก 2.2% เป็น 2.4%
ทั้งนี้ สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) มียอดคงค้าง 2,656 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1,140 ล้านบาท สัดส่วนหนี้เสียก่อนหักสำรองหนี้สูญต่อสินเชื่อรวมลดลงเหลือ 2.2% และหนี้เสียหลังหักสำรองหนี้สูญต่อสินเชื่อรวมลดลงเหลือ 1%
อย่างไรก็ดี สถานการณ์เศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงเร็วมากใน 2 เดือนแรกของปีนี้ ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจที่สำคัญลดลงอย่างมาก ทั้งการบริโภค การลงทุน ก็ทำให้ธนาคารระมัดระวังปัญหาหนี้เสีย โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมือง จึงใช้วิธีการติดต่อกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด หากลูกค้ามีแนวโน้มที่จะผิดนัดชำระหนี้ ชำระหนี้ไม่ครบตามเงินงวด ก็จะสันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าลูกค้ามีปัญหา
วิธีการที่ธนาคารจัดการกับลูกหนี้ที่เริ่มออกอาการก็คือ ปรับโครงสร้างหนี้ไว้ก่อน ด้วยการยืดหนี้ ลดดอกเบี้ย ลดเงินงวดผ่อนชำระ หรือพักชำระเงินต้น ให้ไม่หยุดจ่ายดอกเบี้ย เมื่อไม่เป็นหนี้เสียก็ไม่ต้องตัดกำไรจากผลประกอบการไปตั้งสำรองหนี้เพิ่ม
ปัญหาก็คือ ธนาคารพาณิชย์จะดูแลเฉพาะลูกค้าของตัวเอง เข้าข่ายดูแลลูกค้าของใครของมัน แต่หากเป็นลูกค้าจากธนาคารของรัฐจะมาขอความช่วยเหลือในช่วงนี้ เป็นเรื่องที่ยากมาก
สถานการณ์ในขณะนี้จึงเข้าข่ายไม่ชักร่มกลับ แต่ไม่กางร่มให้ สำหรับลูกค้าขาจรที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ลูกค้ารายใหญ่ของธนาคารก็ยังไม่มีใครออกอาการแย่จากภาวะเศรษฐกิจอย่างชัดเจนมากนัก
ในปีที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์กันเงินสำรองหนี้จัดชั้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจในอนาคต เงินสำรองหนี้เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยทั้งระบบ คือ 168.3% นับว่าสูงมาก หากเทียบกับเงินสำรองตามกฎหมายที่กำหนดไว้ว่าจะต้องสำรอง 100%
ฉะนั้น หากพิจารณาจากเงินสำรองหนี้ และเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของธนาคารพาณิชย์ (บีไอเอส) ที่ ธปท.กำหนดขั้นต่ำไว้ 8.5% โดยเงินกองทุนขั้นที่ 1 ต่อสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้นเป็น 12.6% แต่บีไอเอสทั้งระบบอยู่ที่ระดับ 1516% ฐานะของธนาคารพาณิชย์ไทยแข็งแกร่งมาก
ดังนั้น หากเอ็นพีแอลในระบบการเงินจะเพิ่มขึ้นบ้าง ระบบธนาคารก็ยังรับได้โดยไม่ต้องเพิ่มทุนจดทะเบียน ที่ทำได้ยากมากในภาวะเศรษฐกิจที่ยังลูกผีลูกคน ปัญหาการเมืองทำให้การระดมทุนในขณะนี้จะมีต้นทุนที่แพงมาก จากแนวโน้มอาจจะถูกปรับมุมมองเศรษฐกิจของไทยที่บริษัทเครดิตเรตติ้งจะทบทวนในเร็วๆ นี้
ขณะนี้จึงไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีที่แม้กระทั่งจะออกหุ้นกู้ขายเพื่อเพิ่มเงินกองทุนขั้นที่ 2 ก็ตาม
เมื่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจบีบรัด ทำให้ธนาคารต้องหดพอร์ตเพื่อความปลอดภัย และตั้งหน้าตั้งตาดูแลลูกหนี้ในพอร์ตให้ผ่านวิกฤตเศรษฐกิจจากการเมืองครั้งนี้ไปได้
ดังนั้น ในปีนี้โอกาสที่ธนาคารจะทำกำไรได้มากเท่าในปีที่แล้วก็ยังมี ในปี 2556 ระบบธนาคารพาณิชย์มีกำไรสุทธิ 2,1490 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 4,110 ล้านบาท จากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและรายได้ค่าธรรมเนียม
อย่าคิดว่าหากเศรษฐกิจไม่ดี ธนาคารจะกำไรน้อยลง เพราะฐานรายได้ของธนาคารเปลี่ยนแปลงไปมาก สัดส่วนรายได้จากค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น ทดแทนรายได้จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่หดตัวลง
ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. ยืนยันว่าพื้นฐานเศรษฐกิจไทยโดยรวมยังแข็งแรง ช่วง 23 เดือน ภาวะตลาดเงินยังทำงานปกติ ไม่ว่าอัตราแลกเปลี่ยน ระดับดอกเบี้ย ระบบชำระเงิน และการทำงานของธนาคารพาณิชย์ก็เรียบร้อยดี







