
ศาล รธน.นัด 2 เม.ย.ถกคดีสอย "ปู" ปมเด้งถวิล
พิมล ธรรมพิทักษ์พงศ์ หัวหน้าคณะโฆษกศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า ศาลรัฐธรรมนูญงดประชุมในสัปดาห์นี้ คาดว่าวันที่ 2 เม.ย. จะพิจารณาว่ารับคำร้องที่ประธานวุฒิสภาส่งความเห็นของ สว. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 91 ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 (7) หรือไม่
พิมล ธรรมพิทักษ์พงศ์ หัวหน้าคณะโฆษกศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า ศาลรัฐธรรมนูญงดประชุมในสัปดาห์นี้ คาดว่าวันที่ 2 เม.ย. จะพิจารณาว่ารับคำร้องที่ประธานวุฒิสภาส่งความเห็นของ สว. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 91 ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 (7) หรือไม่
คดีดังกล่าวเป็นคดีที่ ไพบูลย์ นิติตะวัน สว.สรรหา แกนนำกลุ่ม 40 สว. นำรายชื่อ สว. 27 คน เข้ายื่นคำร้องต่อประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าการกระทำของยิ่งลักษณ์ต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 268 หรือไม่ หลังศาลปกครองสูงสุดมีคำวินิจฉัยให้คืนตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แก่ ถวิล เปลี่ยนศรี โดยคำร้องดังกล่าว ประธานวุฒิสภาได้ส่งมาถึงสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 19 มี.ค.ที่ผ่านมา
ไพบูลย์ ชี้แจงว่า คดีนี้แตกต่างจากการชี้มูลความผิดในคดีจำนำข้าวของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่หากชี้มูลก็แค่หยุดปฏิบัติหน้าที่และมีรองนายกฯ ขึ้นมารักษาการ แต่คดีนี้หากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องและมีวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสภาพตามมาตรา 182 (7) จะต้องทำให้ยิ่งลักษณ์สิ้นสภาพความเป็นนายกฯ ทันที และทำให้ ครม.สิ้นสภาพไปด้วย
ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญมาตรา 182 (7) เชื่อมโยงไปถึงมาตรา 266 (2) ที่ระบุว่า สส.สว. จะต้องไม่ใช้สถานะหรือตำแหน่งเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่นหรือพรรคการเมืองในเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย
ไพบูลย์ กล่าวว่า หากในกรณีที่นายกฯ สิ้นสภาพ ตามรัฐธรรม นูญมาตรา 180 วรรคสุดท้าย ระบุให้ดำเนินการตามมาตรา 172 และ 173 โดยอนุโลม คือ ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกฯ ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน แต่เมื่อไม่มีสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาก็จะเป็นผู้ทำหน้าที่นี้
พิมล กล่าวอีกว่า ในการประชุมศาลรัฐธรรมนูญ วันที่ 2 เม.ย. จะพิจารณาว่าจะรับไม่รับคำร้องที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 สั่งให้ กปปส.ยุติการชุมชุม เนื่องจากเห็นว่าไม่ได้เป็นการใช้สิทธิชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 63 แต่เป็นการกระทำเพื่อล้มล้างการปกครอง ให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งไม่บัญญัติไว้ในมาตรา 68
ด้าน สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ เชื่อว่า ยิ่งลักษณ์จะไม่ถอดใจเว้นวรรคทางการเมือง เพราะประชาชนส่วนใหญ่เชื่อมั่นการบริหารของยิ่งลักษณ์ และ2 ปีกว่าที่บริหารประเทศก็มีผลงานให้เห็น อีกทั้งนายกฯ ไม่เคยบ่นว่าเหนื่อยหรือท้อ
อย่างไรก็ตาม ถ้าครั้งหน้ายิ่งลักษณ์ไม่ลงเลือกตั้งจริง ประชาชนยังเชื่อมั่นพรรคเพื่อไทยอยู่ เพราะไม่ว่าผู้นำพรรคจะเป็นใครก็ตาม ประชาชนก็ยังมั่นใจในนโยบายของพรรคทั้งโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน ดังนั้น แม้ว่ายิ่งลักษณ์จะสะดุดทางการเมือง พรรคเพื่อไทยก็ยังไม่ถึงทางตันในเรื่องตัวบุคคลแน่นอน จะมีคนขึ้นมาแทน และคิดว่าคนตระกูลชินวัตรจะยังไม่ออกจากการเมืองในช่วงนี้ เพราะไม่ได้ทำอะไรผิด และไม่มีข้อห้ามให้คนชินวัตรลงการเมือง
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า เสถียรภาพทางการเมือง ความเป็นประชาธิปไตย และความต่อเนื่องในการบริหารราชการ มีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในมิติที่จำเป็นต้องเชื่อมโยงกับต่างประเทศ โอกาสที่เสียไปแล้วจะนำกลับคืนมาได้ยาก ดังนั้น ทุกฝ่ายจะต้องช่วยกัน คือ หยุดความเสียโอกาสและความเสียหายไว้เพียงเท่านี้ โดยการกลับเข้าสู่ระบบและกระบวนการที่เป็นประชาธิปไตยโดยเร็วที่สุด
ขณะที่ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ และเลขาธิการ นปช. ได้ออกมาประเมินรายชื่อผู้ที่ได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นรัฐมนตรีและนายกฯ คนกลางของ กปปส. อาทิ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีต รมว.กลาโหม พลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น จรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ศ.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อดีตอธิการบดีนิด้า ทนง พิทยะ อดีต รมว.คลัง รัฐบาลไทยรักไทย รวมถึงแนวร่วม กปปส. เช่น เสรี วงษ์มณฑา แก้วสรร อติโพธิ
เลขาธิการ นปช. เรียกร้องให้กลุ่มผู้สนับสนุนให้มีนายกฯ คนนอกเปิดเผยโรดแมปการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีมาตรา 7 รวมถึงการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีและรายชื่อสภาประชาชนให้ชัดเจนต่อสังคม เพราะเชื่อว่าวิธีการที่ได้มานี้จะต้องมีการฉีกรัฐธรรมนูญโดยการทำรัฐประหารเท่านั้น แต่เชื่อมั่นว่าผู้บัญชาการทหารบกไม่กล้าทำรัฐประหาร เพราะจะทำให้ประเทศเสียหาย และไม่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ







