
ตะวันตกคว่ำบาตรรัสเซียดาบสองคมหวั่นพังทั้งคู่
การคว่ำบาตรถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่นานาชาติบนเวทีโลกมักใช้ในการกดดันประเทศคู่ขัดแย้ง
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
การคว่ำบาตรถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่นานาชาติบนเวทีโลกมักใช้ในการกดดันประเทศคู่ขัดแย้ง โดยในอดีตนานาชาติมักใช้อาวุธในการห้ำหันกันและกันเพื่อชิงชัยความยิ่งใหญ่ อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันอาวุธได้รับการพัฒนามากจนมีศักยภาพในการทำลายล้างสูงมาก จนการนำออกมาใช้อาจเป็นการสร้างหายนะให้กับทั้งโลกเลยทีเดียว
ณ ชั่วโมงนี้ นานาชาติล้วนจับตามองไปในทิศทางเดียวกัน สำหรับการที่สหรัฐและสหภาพยุโรป (อียู) ยกระดับมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อรัสเซียอย่างเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จากความไม่พอใจที่รัสเซียออกกฎหมายผนวกดินแดนไครเมีย
มาตรการดังกล่าว เริ่มตั้งแต่การห้ามนักการเมืองและนักธุรกิจผู้ใกล้ชิดประธานาธิบดี วลาดีมีร์ ปูติน เดินทางเข้าอียูและสหรัฐ รวมถึงการอายัดทรัพย์สินในต่างประเทศของผู้นำเหล่านั้น
ล่าสุดสมาชิกประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก (จี8) ต่างเห็นตรงกันให้ระงับการเป็นสมาชิกของรัสเซีย และเปลี่ยนสถานที่จัดการประชุมในเดือน มิ.ย.ที่จะถึงนี้ จากเมืองโซชิ ประเทศรัสเซีย เป็นกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม
อย่างไรก็ดี แม้ว่ามาตรการดังกล่าวจะดูเหมือนว่าไม่ใช่มาตรการที่รุนแรงมากนักและไม่ใช่มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจโดยตรง ทว่าการคว่ำบาตรของประเทศพันธมิตรโลกตะวันตกได้ส่งผลเสียต่อสภาพเศรษฐกิจรัสเซียในขณะนี้แล้ว
โดยการคว่ำบาตรจากสหรัฐและอียู ได้ทำให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออกในรัสเซียถึง 7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.8 ล้านล้านบาท) ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา อันเป็นผลมาจากการที่นักลงทุนแห่ถอนเงินของตนออกจากตลาดหุ้นและพันธบัตรรัฐบาลรัสเซีย จากความกังวลของนักลงทุนว่าประเทศพันธมิตรตะวันตกอาจยกระดับมาตรการคว่ำบาตรขึ้นไปอีกในเร็ววัน
ทั้งนี้ การทิ้งการถือพันธบัตรรัฐบาลรัสเซีย เกิดขึ้นก่อนที่ ฟิทช์ เรทติ้งส์ จะปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือทางเครดิตของรัสเซียลง จาก มั่งคง เป็น แย่ เสียอีก นับเป็นความเคลื่อนไหวที่ชัดเจนว่านักลงทุนไม่ให้ความเชื่อถือในรัฐบาลรัสเซียอีกต่อไป
ในเวลาเดียวกันนี้ บรรดาบริษัทในรัสเซียก็ได้รับผลกระทบจากการคว่ำบาตรเช่นเดียวกัน โดยลูกค้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทจากซีกโลกตะวันตกชะลอการสั่งซื้อสินค้า ถึงแม้ว่าด้านรัฐบาลทำเนียบขาวกับอียูยังไม่ได้ออกมาตรการคว่ำบาตรทางการค้าใดๆ
“เราไม่ได้รับการโทรศัพท์หรืออีเมลเกี่ยวกับข้อตกลงทางธุรกิจเลย ทั้งๆ ที่ข้อตกลงต่างๆ ควรจะเสร็จภายในอาทิตย์นี้” บริษัทรัสเซียผู้ไม่เปิดเผยชื่อแห่งหนึ่ง เปิดเผยแก่สำนักข่าวซีเอ็นบีซี
ผลกระทบในแง่ลบต่อสภาพเศรษฐกิจดังกล่าวได้แสดงให้เห็นแล้วว่าการคว่ำบาตรเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังที่นานาชาติสามารถใช้เพื่อกดดันทางเศรษฐกิจได้ โดยจากการศึกษาสถาบันปีเตอร์เซน ระบุว่า การใช้มาตรการคว่ำบาตรในการกดดันประเทศคู่ขัดแย้ง มักประสบความสำเร็จถึง 1 ใน 3
การศึกษาดังกล่าวยังเปิดเผยอีกว่า การคว่ำบาตรเพื่อกดดันในประเด็นที่ไม่สำคัญมาก เช่น การคว่ำบาตรเพื่อกดดันให้ปล่อยนักโทษการเมืองนั้นมีโอกาสที่จะสำเร็จสูงถึง 50% ขณะที่การคว่ำบาตรเพื่อกดดันในประเด็นหนักๆ เช่น การปรับนโยบายหลักอาจมีความเป็นไปได้ในการประสบความสำเร็จราว 30% เท่านั้น
อาทิเช่น การที่สหรัฐคว่ำบาตรด้วยการปิดกั้นการค้าน้ำมันและการอายัดเงินของอิหร่านในสหรัฐ เป็นหนึ่งในการกระตุ้นให้อิหร่านหันหน้าเจรจากับประเทศมหาอำนาจของโลก เพื่อให้นานาชาติยกเลิกการคว่ำบาตรแลกกับการที่อิหร่านจะยอมระงับโครงการนิวเคลียร์ชั่วคราวเป็นเวลา 6 เดือน
กระนั้นก็ตาม การคว่ำบาตรไม่ได้ประสบความสำเร็จทุกครั้งไป ในกรณีการคว่ำบาตรคิวบาของรัฐบาลทำเนียบขาวตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการคุกคามมาตรฐานชีวิตของคนคิวบา และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนระบอบการปกครองของคิวบาแต่ประการใด
อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจในโลกยุคโลกาภิวัฒน์นั้นเชื่อมโยงถึงกันหมด จึงเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อประเทศใดก็ตาม อาจส่งผลกระทบในแง่ลบต่อสภาพเศรษฐกิจทั้งโลก แม้แต่ประเทศผู้ทำการคว่ำบาตรเอง
ในกรณีการคว่ำบาตรอิหร่านในปี 2012 นั้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นไปถึง 110 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเลยทีเดียว
ขณะที่รัสเซียเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่และมีความสำคัญในฐานะประเทศผู้นำเข้าและผู้ส่งออกรายใหญ่ โดยเฉพาะด้านพลังงาน การคว่ำบาตรรัสเซียย่อมส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หากเกิดการคว่ำบาตรการส่งออกพลังงานจากรัสเซียย่อมส่งผลให้ราคาพลังงานโลกพุ่งสูงขึ้น ซึ่งแน่นอน ไม่เพียงแต่ยุโรปเจ้าเก่าที่จะได้รับผลกระทบ แต่ยังรวมถึงประเทศที่ไม่ได้พึ่งพาพลังงานจากรัสเซียโดยตรงอย่างสหรัฐเช่นกัน
เนื่องจากสหรัฐถือว่าเป็นผู้บริโภคพลังงานรายใหญ่ที่สุดของโลก การที่ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นย่อมส่งผลให้สหรัฐต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านพลังงานจำนวนมหาศาลเช่นกัน
ขณะเดียวกัน สำนักข่าวซีเอ็นบีซีรายงานว่า ภาคเอกชนจะได้รับผลกระทบด้วยเช่นเดียวกัน โดย บริษัท โบอิ้ง บริษัทผู้ผลิตเครื่องบินรายใหญ่จะเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการคว่ำบาตรดังกล่าว เพราะว่าโบอิ้งต้องใช้ไทเทเนียมจากรัสเซียในการผลิตเครื่องบิน นอกจากนี้ บริษัท เจเนอร์รัล อิเล็กทริกซ์ (จีอี) ผู้ผลิตเครื่องบินให้สายการบินสัญชาติรัสเซียหลายเจ้า อาจต้องยอมรับกำไรที่หายไปจากการคว่ำบาตรดังกล่าว
นอกจากนี้ ประเทศสมาชิกอียูจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการคว่ำบาตรรัสเซียมากที่สุด โดยการสั่งอายัดเงินจะส่งผลเสียต่ออังกฤษ เนื่องจากมีสถาบันการเงินอังกฤษหลายเจ้าที่เข้าไปลงทุนอยู่ในรัสเซีย ขณะที่หากมีการคว่ำบาตรการค้าอาวุธ ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นประเทศผู้ค้าอาวุธรายใหญ่ให้รัสเซียก็จะได้รับผลกระทบเช่นกัน
นอกจากนี้ยังมีกรีซและไซปรัสที่จะได้รับผลกระทบจากการสั่งห้ามคนรัสเซียเดินทางเข้ามาในยุโรป เนื่องจากสองประเทศนี้ต้องพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวเป็นหลัก
วิกฤตไครเมียที่ดูจะตึงเครียดขึ้นทุกวัน ยังเป็นปัจจัยหนุนให้นักลงทุนทิ้งการถือครองสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง เช่น หุ้น และหันไปถือครองสินทรัพย์ที่มีความผันผวนต่ำ เช่น ทองคำ และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ดิ่งลงกันถ้วนหน้า
ดังนั้น การคว่ำบาตรรัสเซียจึงเปรียบเสมือนดาบสองคมที่สหรัฐและอียูต้องระมัดระวังในการใช้ให้ดี มิฉะนั้นมาตรการคว่ำบาตรที่ต้องการใช้เพื่อกดดันรัสเซียอาจกลายเป็นมาตรการที่ส่งผลสะท้อนกลับในด้านลบต่อเศรษฐกิจของประเทศตนเองก็เป็นได้







