
ดองปิดบัญชีจำนำข้าวซุกขาดทุน-ข้าวล่องหน
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
นอกจากรัฐบาลต้องวุ่นกับการหาเงินมาจ่ายหนี้จำนำข้าวให้กับชาวนาอีก 1 ล้านราย เป็นเงินอีกเกือบ 7-8 หมื่นล้านบาท จนชาวนาเครียด ฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นทุกวัน
รัฐบาลยังกำลังพยายามที่จะกลบความเสียหายและความไม่ชอบมาพากล จากโครงการรับจำนำข้าว ด้วยการเตะถ่วงการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวอีกด้วย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่โครงการจำนำข้าวดำเนินการมาถึงเดือน มี.ค. 2557 แต่มีการปิดบัญชีล่าสุดเมื่อวัน 31 พ.ค. 2556 โดยรัฐบาลไม่เคยเปิดเผยว่ามีผลขาดทุนที่ทำให้ประเทศเสียหายมากน้อยเพียงใด
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่สามารถปิดความล้มเหลวจากโครงการรับจำนำข้าว โดยรายงานของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่รายงานการตรวจสอบและศึกษาวิเคราะห์โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลให้นายกรัฐมนตรีรับทราบเมื่อเดือน ม.ค. 2557 ที่ผ่านมานั้น สตง.ระบุว่า ได้รับข้อมูลปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวจากอนุกรรมการปิดบัญชีเมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2557 แต่เป็นการปิดบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 พ.ค. 2556 ถือว่าได้รับข้อมูลล่าช้ามาก ทั้งที่มีการปิดบัญชีมานานแล้ว
นอกจากนี้ บัญชีวันที่ 31 พ.ค. 2556 ยังเป็นการปิดบัญชีโครงการจำนำข้าวเพียง 3 รอบการผลิตเท่านั้น คือ รอบการผลิตข้าวนาปี ฤดูกาล 2554/2555 รอบการผลิตข้าวนาปรัง ฤดูกาล 2555 และรอบการผลิตข้าวนาปีฤดูการผลิตปี 2555/2556 ด้วยผลขาดทุนรวมถึง 3.32 แสนล้านบาท สูงขึ้นกว่าเมื่อครั้งที่ปิดบัญชีวันที่ 31 ม.ค. 2556 ที่มีผลขาดทุน 2.2 แสนล้านบาท มากถึง 1.11 แสนล้านบาท แสดงว่ายิ่งนับวันการขาดทุนยิ่งเพิ่มขึ้น
จากข้อมูลปิดบัญชี คณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ ยังตั้งข้อสังเกตว่า องค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) รายงานข้าวสารในคลังสินค้าไม่ถูกต้องครบถ้วน ล่าช้าไม่เป็นไปตามเวลาที่กำหนด รวมทั้งมีการแก้ไขข้อมูลบ่อยครั้ง จนไม่สามารถปิดบัญชีได้ทันเหตุการณ์ และยังมีการขอเพิ่มปริมาณข้าวสารคงเหลือ ณ วันที่ 27 มิ.ย. 2556 สูงถึง 2.98 ล้านตัน
ขณะเดียวกัน การระบายข้าวของกระทรวงพาณิชย์ยังถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ที่เกี่ยวข้อง เพราะพบว่าการทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) กับประเทศจีน ไม่มีจริง เพราะตรวจพบว่าไม่มีการส่งข้าวออกไปขายจริง
ข้อมูลของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ ชี้ให้เห็นว่า โครงการรับจำนำข้าวมี 3 เรื่องใหญ่ๆ ที่รัฐบาลต้องการซุกไว้ คือ 1.ผลขาดทุนจำนวนหลายแสนล้านบาท 2.ปริมาณข้าวในสต๊อกที่น้อยกว่าความเป็นจริง และ 3.การทุจริตเกิดขึ้น
ดังนั้น ทางเดียวที่รัฐบาลปิดข้อมูลดังกล่าวได้ คือ การยื้อปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวไว้ ส่งผลให้การทำบัญชีรับจำนำข้าวของรัฐบาลหยุดอยู่ที่ 31 พ.ค. 2556 เท่านั้น โดย รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง ที่รัฐบาลให้มาเป็นประธานอนุกรรมการปิดบัญชีฯ แทน สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า การปิดบัญชีจำนำข้าวล่าสุดยังอยู่ระหว่างเก็บข้อมูลเท่านั้น
ที่เป็นเช่นนี้ เพราะฝ่ายการเมืองได้สั่งการให้อนุกรรมการปิดบัญชีฯ ไม่ต้องเร่งรีบปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวรอบใหม่ เพราะมีข้อมูลหลายอย่างที่ไม่อยากให้โผล่ออกมา
เรื่องแรก คือ ผลขาดทุนจากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวจะพุ่งสูง นักวิชาการประเมินว่าจะมากกว่า 5 แสนล้านบาท ยิ่งการที่รัฐต้องเร่งระบายขายข้าวจำนวนมากเพื่อหาเงินมาจ่ายชาวนา ทำให้ยิ่งขาดทุนเพิ่มมากขึ้น ประเมินกันว่าช่วงที่เร่งขายข้าวนั้น รัฐบาลได้ราคาเพียงตันละ 8,0001 หมื่นบาทเท่านั้น ขณะที่ต้นทุนข้าวสารอยู่ที่ตันละ 2.4 หมื่นบาท และค่าบริหารจัดการ ค่าดอกเบี้ยเงินกู้ รัฐบาลจะขาดทุนถึงตันละ 1.4 หมื่นบาท หรือมากกว่าครึ่ง
ผลขาดทุนจำนวนมหาศาล ทำให้มีคำถามตามมาว่า เม็ดเงินที่เสียหายนั้นตกอยู่ในมือใคร ต้องย้อนกลับไปดูข้อมูลของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่ว่า โครงการรับจำข้าวที่ขาดทุนทุก 1 แสนล้านบาท จะตกถึงมือชาวนาที่ยากจนเพียง 17% หรือ 1.7 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ที่เหลือ 83% หรือ 8.3 หมื่นล้านบาท ตกอยู่ในมือชาวนาที่มีฐานะร่ำรวย นายทุน เจ้าของโรงสี และนักการเมือง
เรื่องต่อมา หากรัฐรีบปิดบัญชีจำนำข้าว จะทำให้ข้าวสารที่หายไปจากสต๊อกเพิ่มขึ้นจาก 1 ล้านตันในการปิดบัญชีครั้งก่อน เป็นเกือบ 3 ล้านตัน กลายเป็นสาเหตุหนึ่งที่รัฐบาลไม่ยอมเร่งระบายข้าว เพราะหากขายข้าวได้ราคาตันละ 8,0001 หมื่นบาท เท่ากับรัฐต้องขายข้าวในสต๊อกเกือบทั้งหมด เพื่อให้ได้เงิน 1 แสนล้านบาทมาใช้หนี้ชาวนา ซึ่งรัฐบาลรู้ดีว่าข้าวในสต๊อกนั้นมีอยู่น้อยกว่าที่รายงานไว้
ประการสุดท้าย การปิดบัญชีจะทำให้เห็นว่าการจำนำข้าวมีการทุจริต โดยอนุกรรมการปิดบัญชีฯ เคยตั้งข้อสังเกตรายงานให้รัฐบาลทราบ รวมถึง สตง.ก็ทำหนังสือเตือนรัฐบาลในลักษณะเดียวกัน แต่ไม่ได้รับการแก้ไข แม้แต่การรับจำนำข้าวล่าสุด ฤดูการผลิต 2556/2557 ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ได้ลงไปตรวจสอบการรับจำนำ ยังพบว่า มีการออกใบประทวนปลอมจำนวนมาก รวมทั้งโรงสีมีการเอาเปรียบเรื่องความชื้นข้าวกับชาวนาอีกด้วย
ยิ่งเมื่อ ป.ป.ช.กล่าวโทษ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ปล่อยให้มีการดำเนินโครงการรับจำนำจนเกิดความเสียหายโดยไม่ได้แก้ไข ทั้งที่มีหนังสือเตือนไปแล้ว รัฐบาลก็ยิ่งต้องลากการปิดบัญชีโครงการรับจำนำล่าสุดออกไปให้นานที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นหลักฐานตอกย้ำความผิดพลาดของนายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน กขช. ซึ่งจะถูกดำเนินการเอาผิดได้ ด้วยการถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งและเอาผิดทางอาญาอีกกระทงหนึ่งด้วย
โครงการรับจำนำข้าวเคยเป็นผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาล แต่มาถึงวันนี้กำลังกลายเป็นยาพิษที่หวนกลับมาฆ่ารัฐบาล โดยเฉพาะการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวจะกลายเป็นใบเสร็จที่แสดงให้เห็นว่าโครงการนี้ทำให้ประเทศเสียหายมากน้อยเท่าไหร่ และยังเป็นหลักฐานเอาผิดผู้เกี่ยวข้องที่ทำให้ประเทศชาติเสียหายอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม การยื้อปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวทำได้แค่ซื้อเวลาให้รัฐบาลเท่านั้น เพราะถึงที่สุดก็ต้องมีการปิดบัญชี โดยเฉพาะเมื่อมีรัฐบาลใหม่ที่ไม่ใช่รัฐบาลชุดเดิมเข้ามาบริหารประเทศ ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องเข้ามาสะสางความเสียหายที่เกิดขึ้นจำนวนสูงมากเป็นประวัติศาสตร์ของประเทศไทย นับจากวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540







