posttoday
"หยวนอ่อน"สะท้านเอเชียหวั่นสงครามค่าเงิน

"หยวนอ่อน"สะท้านเอเชียหวั่นสงครามค่าเงิน

25 มีนาคม 2557

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

แม้ว่าล่าสุดค่าเงินหยวนจะเริ่มกลับมาแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาได้อ่อนค่าลงอย่างหนัก ทว่าประเด็นการอ่อนค่าของสกุลเงินจากแดนมังกรก็ยังคงเป็นสิ่งที่พูดถึงกันอยู่มาก

โดยเฉพาะเมื่อค่าเงินหยวนของจีนจากที่เคยแข็งขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา ก็อ่อนค่าลงอย่างฮวบฮาบ โดยนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ค่าเงินแดนมังกรเมื่อเทียบกับเงินสกุลเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงไปแล้วถึง 2.8% หรือต่ำสุดในรอบ 13 เดือน ที่ 6.2250 หยวนต่อเหรียญสหรัฐ

แม้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จะมองว่าการอ่อนค่าลงของเงินหยวนจะมีปัจจัยมาจากการแทรกแซงของธนาคารกลางจีนเพื่อมุ่งลงโทษและสร้างบทเรียนแก่นักเก็งกำไรค่าเงิน ทว่าในอีกมุมหนึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการอ่อนลงของค่าเงินดังกล่าวก็มีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงมาด้วยเช่นกัน

โดยเฉพาะการเข้าแทรกแซงในตลาดค่าเงินของแบงก์ชาติจีนเพื่อกดเงินหยวนให้อ่อนลง โดยมีเป้าประสงค์จะช่วยพยุงภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังย่ำแย่ลงอย่างหนักในเวลานี้ หลังจากที่ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจหลายตัวต่างส่งสัญญาณดิ่งเหวกันเป็นทิวแถว ทั้งดัชนีภาคการผลิต ผลผลิตอุตสาหกรรม รวมไปถึงเงินเฟ้อ ที่ต่างก็ทำสถิติต่ำสุดในรอบหลายเดือน

เช่นเดียวกับมูลค่าการส่งออกของจีนในเดือน ก.พ.ที่ย่ำแย่อย่างหนัก โดยหดตัวลง 18% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีก่อน ซึ่งถือเป็นการลดลงของการส่งออกมากกว่าที่นักวิเคราะห์หลายสำนักคาดการณ์ไว้ และยังตกต่ำมากที่สุดในรอบ 6 ปีอีกด้วย

นอกจากนี้ ยิ่งเมื่อหลายประเทศในเอเชียประสบกับภาวะทุนไหลออก จนทำให้ค่าเงินร่วงลงอย่างหนัก สวนทางกับเงินหยวนจีนที่แข็งค่าขึ้น เนื่องจากมีระบบการควบคุมเงินทุนเข้าออกที่เข้มงวด ทำให้ศักยภาพการส่งออกของแดนมังกรลดลงอย่างหนักในหลายเดือนที่ผ่านมา

จึงทำให้แบงก์ชาติแดนมังกรตัดสินใจดึงค่าเงินหยวนให้อ่อนลง และไม่แน่ว่าหากเศรษฐกิจจีนยังคงชะลอตัวเช่นนี้อาจได้เห็นการแทรกแซงค่าเงินหยวนให้อ่อนลงมากกว่านี้ก็เป็นได้

โดยปัจจุบันข้อมูลจากนักวิเคราะห์จากสถาบันวิจัย แคปปิตอล อีโคโนมิก ในลอนดอน เผยว่า ยังไม่เห็นทีท่าของจีนในการเข้าพยุงค่าเงินของตนเองไม่ให้ร่วงต่ำลงไปกว่านี้เลยแม้แต่น้อย ซึ่งคาดว่าการที่ค่าเงินอ่อนลงน่าจะเป็นผลมาจากการที่ธนาคารกลางแดนมังกรได้ทุ่มเงินเข้าซื้อเงินเหรียญสหรัฐออกจากตลาดถึง 2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในเดือนที่แล้ว

ขณะเดียวกัน จีนก็ยังคงกอดเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีอยู่ถึง 3.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเอาไว้แน่น และไม่มีวี่แววจะนำไปใช้อุ้มค่าเงินหยวนที่อ่อนค่าลงอย่างหนักเลยแม้แต่น้อย

ด้วยเหตุนี้จึงเกิดกระแสความวิตกกังวลว่า การเข้าแทรกแซงค่าเงินหยวนหนนี้ของจีนอาจนำไปสู่ความเสี่ยงในการเปิดฉากการทำ “สงครามค่าเงิน” ในภูมิภาคเอเชียขึ้นอีกหน

เนื่องจากการอ่อนค่าของเงินหยวนทำให้กลุ่มประเทศคู่แข่งจีนที่ต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็น เกาหลีใต้ ไต้หวัน มาเลเซียโดนลดทอนศักยภาพและความสามารถทางการแข่งขันลง

เพราะเมื่อเงินหยวนอ่อนค่าลงย่อมทำให้สินค้าที่ส่งออกจากแดนมังกรกลับมาเป็นที่น่าสนอกสนใจของลูกค้าในต่างแดนยิ่งขึ้น เนื่องจากมีราคาถูกลง

ดังนั้น จึงมีโอกาสสูงที่หลายชาติในเอเชีย โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องพึ่งพาการส่งออก อาจจะหันมาดัมพ์ค่าเงินของตนเองลง เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันกับสินค้าที่ส่งออกจากจีนได้

และยิ่งเมื่อในปีที่ผ่านมาหลายประเทศในเอเชียได้มองเห็นโมเดลความสำเร็จการกดค่าเงินเยนของญี่ปุ่น จนช่วยให้ภาคธุรกิจของประเทศกลับมาแข่งขันในตลาดโลกได้แล้ว

จึงคาดว่าหลายชาติในเอเชียจึงน่าจะเดินตามรอยญี่ปุ่นในการแข่งกันลดค่าเงินของตนเองลง เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันเอาไว้

“ความวิตกกังวลต่อภาวะค่าเงินในเอเชียจะเกิดขึ้นแน่นอน ถ้าหากธนาคารกลางจีนยังคงเข้าแทรกแซงเงินหยวนให้อ่อนค่าลงอยู่เช่นนี้ โดยจะกลายเป็นปัจจัยกดดันให้ธนาคารกลางในหลายประเทศโดยเฉพาะเอเชีย อาจต้องงัดเครื่องมือเพื่อปกป้องค่าเงินตนเองที่กำลังแข็งค่าขึ้น” เอสวาร์ ปาร์ซาสผู้เชี่ยวชาญด้านจีนแห่งมหาวิทยาลัยคอร์แนล กล่าว

ปัจจุบันสัญญาณการใช้อาวุธเครื่องมือผ่านทางนโยบายการเงินเพื่อกดให้ค่าเงินหยวนอ่อนลง แทบจะกลายเป็นอาวุธอย่างหนึ่งที่สำคัญในการใช้ต่อสู้กับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวไปแล้ว โดยล่าสุดหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล จากสหรัฐ รายงานอ้างแหล่งข่าววงในของธนาคารกลางจีนว่า แบงก์ชาติแดนมังกรกำลังจับตารอดูตัวเลขสำคัญเศรษฐกิจที่จะทยอยเปิดเผยออกมา เพื่อตัดสินใจว่าจะดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายหรือไม่

อย่างไรก็ดี ผลจากสัญญาณของการแทรกแซงค่าเงิน เพื่อช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านการส่งออกของจีน ก็ทำให้นักวิเคราะห์หลายฝ่ายเริ่มหันมาตั้งคำถามกับรัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับการเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจจริงจังแค่ไหน

โดยเฉพาะการปฏิรูปปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่การพึ่งพาตลาดภายใน และเพิ่มกำลังซื้อของคนในประเทศ จากเดิมที่พึ่งพาการส่งออกและการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมมาตลอด 30 ปีที่ผ่านมา

เนื่องจากทั้งๆ ที่จีนได้เริ่มดำเนินนโยบายหลายอย่างเพื่อเปิดทางให้กลไกตลาดเข้ามามีบทบาทในการจัดสรรทรัพยากรเศรษฐกิจแล้ว เช่น ในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวน ที่จีนยอมให้มีการเคลื่อนไหวขึ้นลงในแต่ละวัน (แบนด์) ได้ 2% จากเดิมที่ 1% ทว่าเอาเข้าจริงรัฐก็ยังคงควบคุมและกำกับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจอย่างเข้มงวดอยู่เป็นจำนวนมาก ดังเห็นได้จากการที่ค่าเงินหยวนยังคงดิ่งลง

อีกทั้งที่ผ่านมาตลอด 1 ปี การออกมาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจไปสู่โมเดลที่พึ่งพาตลาดการบริโภคในประเทศ และให้กลไกตลาดเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ก็ยังคงเป็นเพียงแค่แถลงการณ์บนแผ่นกระดาษเท่านั้น ยังไม่ได้ลงมือดำเนินการอย่างจริงจังอะไร

นอกจากนี้ หากจีนยังคงมุ่งแทรกแซงและปล่อยให้เงินหยวนอ่อนค่าลงกว่านี้ ก็อาจทำให้ตกเป็นเป้าของสหรัฐในการใช้มาตรการตอบโต้ก็เป็นไปได้

เห็นได้จากคำพูดของ เฟรด เบอร์สเตนนักวิจัยอาวุโสสถาบันเศรษฐกิจระหว่างประเทศปีเตอร์สันในสหรัฐ ที่เผยว่า รู้สึกแปลกใจที่จีนยังคงปล่อยให้เงินหยวนอ่อนค่าลงอยู่เช่นนี้ และหากยังเป็นเช่นนี้อยู่ก็อาจทำให้สภาคองเกรสของสหรัฐหันกลับมาเล่นงานจีนในเรื่องค่าเงินมากขึ้น

สอดรับกับรายงานของหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล ที่เผยว่า ปัจจุบันสมาชิกสภาคองเกรสบางส่วนได้เริ่มมีการปรึกษาหารือเรื่องการออกกฎหมายลงโทษจีนต่อการเข้าแทรกแซงค่าเงินแล้ว

ดังนั้น จึงนับเป็นเครื่องพิสูจน์ใจของผู้นำจีนอย่างยิ่งว่า จะเลือกงัดเครื่องมือการกดค่าเงินมาใช้เพื่อค้ำยันไม่ให้เศรษฐกิจชะลอ แต่อาจเจอผลข้างเคียงอย่างเพื่อนบ้านงัดนโยบายค่าเงินมาสู้ และโดนต่างชาติลงโทษ

หรือจะยอมเจ็บตัวบ้างในตอนนี้ ด้วยการไม่แทรกแซงค่าเงิน เพื่อแลกกับดอกผลที่จะได้รับจากการปฏิรูปในระยะยาว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท