posttoday
ปรับคิดเพื่อแข่ง

ปรับคิดเพื่อแข่ง

25 มีนาคม 2557

แล้วการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. ก็ถูกตัดสินให้เป็นโมฆะ เหมือนที่ได้มีการปล่อยข่าวออกมาก่อนหน้านี้ ซึ่งทำให้สื่อต่างประเทศหลายสำนักเสนอข่าวโดยให้ความเห็นว่าจะเป็นการเพิ่มปัญหาทางการเมืองของไทย และก็หวังว่า กกต.จะเร่งดำเนินการจัดการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่ยอมส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งจนทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ จะยอมกลับใจส่งผู้สมัครลงแข่งขันในการเลือกตั้งครั้งใหม่นี้ เพื่อประเทศจะได้เดินหน้าได้ ซึ่งหากการเลือกตั้งล่าช้าจะทำให้มีรัฐบาลล่าช้า และหากล่วงเลยไปถึงไตรมาส 3 แล้วยังไม่มีรัฐบาลใหม่ มีการคาดการณ์กันว่าเศรษฐกิจของไทยอาจจะเติบโตติดลบถึง 2% ได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบทำให้ประชาชนเป็นจำนวนมากเดือดร้อน

แล้วการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. ก็ถูกตัดสินให้เป็นโมฆะ เหมือนที่ได้มีการปล่อยข่าวออกมาก่อนหน้านี้ ซึ่งทำให้สื่อต่างประเทศหลายสำนักเสนอข่าวโดยให้ความเห็นว่าจะเป็นการเพิ่มปัญหาทางการเมืองของไทย และก็หวังว่า กกต.จะเร่งดำเนินการจัดการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่ยอมส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งจนทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ จะยอมกลับใจส่งผู้สมัครลงแข่งขันในการเลือกตั้งครั้งใหม่นี้ เพื่อประเทศจะได้เดินหน้าได้ ซึ่งหากการเลือกตั้งล่าช้าจะทำให้มีรัฐบาลล่าช้า และหากล่วงเลยไปถึงไตรมาส 3 แล้วยังไม่มีรัฐบาลใหม่ มีการคาดการณ์กันว่าเศรษฐกิจของไทยอาจจะเติบโตติดลบถึง 2% ได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบทำให้ประชาชนเป็นจำนวนมากเดือดร้อน

เมื่อกล่าวถึงพรรคประชาธิปัตย์ หลายท่านคงได้ชมการแลกเปลี่ยนความเห็นทางทีวีระหว่าง กรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลังของรัฐบาลที่แล้ว กับกิตติรัตน์ ณ ระนอง รักษาการรองนายกฯ และ รมว.คลังในปัจจุบัน ซึ่งผู้เขียนอยากจะให้ข้อมูลที่ถูกต้องดังนี้

1) โครงการรถไฟรางคู่มีแผนงานมากว่า 10 ปีแล้วตั้งแต่สมัย ดร.วีรพงษ์ รามางกูร เป็นประธานบอร์ดการรถไฟ มิได้ริเริ่มในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ตามที่กรณ์กล่าวอ้างแต่อย่างไร แต่เนื่องจากการที่ต้องอาศัยงบประมาณประจำปีจึงมีการโยกงบประมาณไปใช้ในด้านอื่นหมดการดำเนินโครงการรถไฟรางคู่จึงล่าช้ามาโดยตลอด และเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลก็มีการเปลี่ยนนโยบาย ทำให้โครงการรถไฟรางคู่ที่เคยมีอยู่นี้ไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้

2) จากข้อมูลของกรณ์ที่อ้างว่าพรรคประชาธิปัตย์เห็นความสำคัญของโครงการรถไฟรางคู่อย่างมาก แต่อนุมัติงบประมาณไว้ปีละ 5,000 ล้านบาท ซึ่งหากเป็นโครงการของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่ต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 1.7 แสนล้านบาท จะต้องใช้เวลาดำเนินการถึง 34 ปี กว่าจะแล้วเสร็จ และหากเป็นโครงการของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่มีระยะทางของรางมากกว่าต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 4 แสนล้านบาท จะต้องใช้เวลาลงทุนประมาณ 80 ปี ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการลงทุนโดยใช้งบประมาณปกติจะต้องใช้เวลานานกว่าจะแล้วเสร็จ เพราะในแต่ละปีจะกู้เงินในงบประมาณได้ไม่เกิน 20% และกว่า 80% ของงบประมาณจะถูกใช้เป็นรายจ่ายประจำ เหลืองบลงทุนไม่ถึง 20% หรืออาจจะเรียกได้ว่าเงินกู้กับเงินลงทุนจะมีประมาณใกล้เคียงกัน ซึ่งจะต้องจัดสรรให้กับทุกกระทรวง และการพัฒนาประเทศจะต้องพัฒนาในทุกด้านไปพร้อมๆ กัน หากจะมุ่งลงทุนทางด้านคมนาคมอย่างเดียว ความพร้อมด้านอื่น เช่น การศึกษา การสาธารณสุข ฯลฯ ก็อาจจะถูกพัฒนาด้อยลงไป และยังไม่ได้พูดถึงโครงการรถไฟความเร็วสูง ซึ่งหากใช้งบประมาณปกติตามพรรคประชาธิปัตย์กำหนด อาจจะต้องใช้เวลาถึง 150 ปี ทั้งนี้หากจะพูดถึงการชวนต่างประเทศเข้ามาลงทุน ก็จะมีปัญหาความเสียเปรียบทางการต่อรองมาก เพราะนักลงทุนต่างประเทศก็อาจจะเรียกร้องผลตอบแทนในรูปอื่นๆ ที่จะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงมาก เหมือนกับที่จีนขอที่ดินตามแนวรถไฟความเร็วสูงทั้งหมดจากลาว ซึ่งที่ดินเหล่านี้จะเป็นจุดการเจริญเติบโตของประเทศในระยะยาว หากให้นักลงทุนต่างชาติไป ประโยชน์จะไปตกกับนักลงทุนต่างชาติอย่างมหาศาล เป็นต้น

3) กรณ์ได้พูดถึงการใช้เงินนอกงบประมาณเหมือนกับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ดี ไม่น่าจะทำ แต่หากจำกันได้ในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ ได้มีเงินกู้ไทยเข้มแข็ง ซึ่งก็เป็นเงินนอกงบประมาณเช่นกัน โดยในสมัยนั้นผู้เขียนก็ได้ทักท้วงถึงเรื่องการใช้เงินอย่างไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน มีการซอยโครงการย่อยๆ จนปัจจุบันประชาชนยังไม่ทราบว่าโครงการไทยเข้มแข็งที่ใช้เงินไปแล้ว 4 แสนล้านบาท ประเทศไทยได้อะไรกลับมานอกจากข่าวคราวการทุจริตคอร์รัปชั่น เช่น สถานีตำรวจ 396 สถานีที่สร้างไม่เสร็จ ทุจริตการจัดซื้อครุภัณฑ์กรมอาชีวะที่ล่าสุดรักษาการ รมว.ศึกษาธิการ ได้มีการเซ็นปลดข้าราชการระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการที่เคยรับผิดชอบโครงการนี้แล้ว ถนนไร้ฝุ่นที่ประชาชนไม่ได้รู้สึกถึงการพัฒนาเลย ฯลฯ ซึ่งถ้าหากมีการนำงบนี้มาใช้พัฒนารถไฟรางคู่ตามที่กรณ์แจ้งว่าพรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญแล้ว ประโยชน์ที่ประเทศได้รับจะเพิ่มขึ้นมากและจับต้องได้

4) หากจำกันได้ งบไทยเข้มแข็งมีสองส่วนคือ พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท และ พ.ร.บ. อีก 4 แสนล้านบาท รวม 8 แสนล้านบาท แต่เนื่องจากการใช้งบ พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาทแรก มีปัญหาอย่างมากในการใช้อย่างไม่มีเป้าหมาย จนกระทั่งสมาชิกวุฒิสภาในขณะนั้นประกาศจะคว่ำ พ.ร.บ. 4 แสนล้านที่สองนี้กลางสภา ทำให้รัฐบาลในขณะนั้นต้องขอถอนเรื่องออกและอ้างว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวแล้ว

แต่เรื่องที่ผู้เขียนไม่เห็นด้วยทั้งกับกรณ์และกิตติรัตน์ คือเรื่องการจัดงบประมาณสมดุล เพราะเห็นว่าประเทศไทยมีความจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในทุกด้านเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอีกหลายปีข้างหน้า และฐานะการเงินการคลังของไทยก็มั่นคง การทำงบประมาณสมดุลจะเป็นการทำเพื่อเอาใจต่างประเทศ แต่จะทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสในการพัฒนาอย่างมาก

การแข่งขันของโลกปัจจุบันทวีความรุนแรงมากขึ้น ขนาดงานสงกรานต์ของเรายังถูกสิงคโปร์นำไปโปรโมทประเทศเขา นับประสาอะไรกับการแข่งขันด้านอื่น ซึ่งถ้าหากเราไม่ปรับตัวจะเสียโอกาสมาก

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท