
สงครามจริงเริ่มแล้ว
...จำลอง บูญสอง
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของประชาชนที่เรียนรู้ในท่ามกลางการ
“แย่งอำนาจทางการเมือง” ระหว่างเผด็จการชนชั้นสูง (เหลือง) กับเผด็จการชนชั้นกลาง (แดง) สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้ปกครองเหลืองอย่างเห็นได้ชัดมาตรการ
“ทั้งขู่ ทั้งปลอบ” ทั้ง “ลงมือจริง” ทยอยออกมาเป็นระยะๆ แต่ไม่ว่าจะใช้วิธีการใดๆ ก็ดี ก็ไม่สามารถทำให้มวลชนเร่าร้อนที่อยู่ภายใต้สถานการณ์ปฏิวัติกระแสสูง “ลดการไม่ยอมรับการปกครอง” และ “ความต้องการประชาธิปไตย” ของพวกเขาลงได้แต่อย่างใดRoad Map เพื่อการประนีประนอมจึงเป็นอีกมาตรการหนึ่งที่ถูกเสนอขึ้น พร้อมๆ กับโมเดล
“ประชาธิปไตยปลอม” ที่พวกเขาเรียกให้เก๋ไก๋ว่า “ปฏิรูปประเทศไทย” มรรควิธี “ปฏิรูปประเทศไทย” คือการเอา Change Agent หรือผู้นำธรรมชาติ (ซึ่งมักถูกหลอกยกให้มีสถานภาพเป็น “ปราชญ์ชาวบ้าน” หรือสถานภาพอื่นใด) มาเสนอการแก้ไขปัญหา แล้วเอาการแก้ไขปัญหาของผู้นำมวลชนทางธรรมชาติเหล่านั้นไป “ลดแรงกดดัน” ความต้องการประชาธิปไตยของประชาชนลง เพราะประชาชนจะเข้าใจผิดคิดว่า Change Agent ไปกระทำหน้าที่แทนพวกเขาแล้ว เพราะข้อเท็จจริงแล้วข้อเสนอของ Chang Agent ใดๆ จะไม่ได้ผลเลยตราบใดที่อำนาจอธิปไตยไม่ได้เป็นของปวงชนปฏิรูปประเทศไทยจึงเป็นเพียงเพทุบายเพื่อหลอกประชาชนที่กำลังตระหนักว่า
“การยุบสภา” (หรือรัฐประหาร) เพื่อเลือกตั้งใหม่ใดๆ ก็ได้ “เหล้าเก่าในขวดใหม่” ได้ “สภาผัวสภาเมีย” ได้ “นายทุนและชนชั้นสูงผูกขาด” เผด็จการทั้งเหลืองแดงเหมือนเดิม และเมื่ออำนาจอธิปไตยตกอยู่กับคนส่วนน้อย “รายได้แห่งชาติ” ย่อมตกอยู่กับคนส่วนน้อยที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับการปกครองประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อมเหมือนเดิม “ความไม่เสมอภาค” (Double Standard) “เสรีภาพหลอกๆ” ก็ยังอยู่คู่กับคนยากคนจนเหมือนเดิมท่านผู้อ่านจำการนำเสนอ
“ประชาธิปไตยปลอม” ในยุคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลก่อนปี 2540 ได้ใช่ไหมครับ! ครั้งนั้นนายมารุต บุนนาค รองหัวหน้าพรรค ปชป. โยน “ประชาธิปไตยปลอม” ภายใต้ชื่อ “ปฏิรูปทางการเมือง” ลงมาให้ หมอประเวศ วะสี ดำเนินการ มี ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ เป็นผู้วางหลักทฤษฎี ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ คุณธีรยุทธ บุญมี ฯลฯ รับมาปฏิบัติการ มีคุณคำนูญ สิทธิสมาน และหนังสือพิมพ์ผู้จัดการของนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นฝ่ายโฆษณา ชี้นำข้อดีข้องามของลัทธิธรรมนูญนิยม (Constitutionalism) ว่าดีอย่างโน้น ดีอย่างนี้ ครั้นเสร็จสิ้นกระบวนการปฏิรูปทางการเมืองจนคลอดรัฐธรรมนูญปี 2540 ออกมาได้แล้ว ผู้เข้าร่วมบางคนถึงกับร่ำไห้ แหกปากตะโกนลั่นว่า “ประชาชนชนะแล้วๆๆๆ” โดยไม่รู้เลยว่านอกจากคนร้องปากจะแหกแล้ว “ตา” ของเขายังถูก “แหก” อีกต่างหากผลสรุปของ
“ประชาธิปไตยปลอม” เพื่อ “ชะลอ” “ประชาธิปไตยจริง” ในครั้งนั้น ก็คือ “อนาธิปไตยไทย” ในวันนี้ไงครับ!10 กว่าปีที่เผด็จการเสพสุขอยู่บนกองทุกข์ของประชาชน ในที่สุดอำนาจและผลประโยชน์ที่หอมหวานก็สร้างความขัดแย้งระหว่างผู้ปกครองเหลืองกับผู้ปกครองแดงขึ้น เริ่มด้วย
“ทักษิณขาลง” และอื่นๆ มา ดิสเครดิต ตามหน้าสื่อ ใช้มาตรการมวลชน ใช้มาตรการทหาร ใช้มาตรการตุลาการภิวัฒน์จนได้อำนาจอธิปไตยมาครอง ฝ่ายแดงแม้จะแพ้ เสียทั้งอำนาจและเงิน แต่ก็ได้มวลชน “ไม่ยอมรับการปกครอง” จากสถานการณ์ปฏิวัติกระแสสูง พยุงเอาไว้ การได้กำลังประชาชนที่ไม่ยอมรับการปกครองดังกล่าว ทำให้รัฐบาล “เหลือง” ซึ่งแม้จะมีอำนาจรัฐอยู่เต็มมือ แต่ไม่สามารถทำให้การชุมนุมเลิกราไปได้แต่อย่างใด ทั้งๆ ที่ผู้มีอำนาจบางคนอยากจะใช้วิธีการ “6 ต.ค. 2519” ใจจะขาด แต่ก็กลัวมวลชน “ตายสิบเกิดแสน” แบบภาคใต้จะเกิดขึ้น บ้างก็กลัว “มือเปื้อนเลือด” กลัว “ไม่มีแผ่นดินจะอยู่” จะ “ยุบสภา”ก็ “ไม่กล้ายุบ” เพราะกลัวแดงจะเข้ามามีอำนาจรัฐแล้วยื่น “บิล” เช็กคืนย้อนหลัง ด้วยเหตุนี้ “ประชาธิปไตยปลอม” จึงถูกโยนลงมา “Fool” ประชาชนอีกครั้ง เช่นเดียวกับก่อนปี 2540“
มาจากปวงชน” ไม่ใช่ “เป็นของปวงชน” ฉันใด “ปฏิรูป” ก็ไม่ใช่“ปฏิวัติ” ฉันนั้นการปฏิรูปไม่ว่าจะเป็น
“ปฏิรูปการเมือง” หรือ “ปฏิรูปประเทศ” ขนาดไหน ก็แก้ไขปัญหาชาติไม่ได้เพราะอำนาจอธิปไตยยังตกอยู่ในมือของ “คนส่วนน้อย” ไม่ได้ตกอยู่ในมือของ “ปวงชน”นั่นเองระหว่างที่ผมเขียนเรื่องนี้อยู่ เสธ.แดง ผู้นำคนหนึ่งของฝ่ายแดง ถูกยิงด้วยปืนร้ายแรงเข้าโรงพยาบาลหัวเฉียว ดังที่ผมได้เรียนต่อท่านผู้อ่านไปฉบับก่อนๆ แล้วว่า การปราบ
“แดง” ด้วยความรุนแรงประการใดๆ ย่อมทำให้ “โหมด” “การต่อสู้” ระหว่างเผด็จการกับเผด็จการ กลายมาเป็น ประชาชนกับเผด็จการ ทันทีการแก้ไขปัญหาระหว่างผู้ปกครองกับผู้ปกครองนั้นไม่ยากเท่าใด เพราะเป็นเพียงกลุ่มผลประโยชน์กับกลุ่มผลประโยชน์ซึ่งสามารถสานประโยชน์กันได้ไม่ยากนัก การต่อสู้ระหว่างผู้ปกครองกับประชาชนนั้นแก้ไขได้ยากกว่าหลายร้อยเท่า ดังนั้นผู้ก่อสงครามจึงต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตน
เสรีภาพทางความคิดเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ การปิดสื่อไหนจะด้วยข้ออ้างประการใดก็ตาม เป็นการกระทำความผิดต่อเสรีภาพของประชาชนทั้งสิ้น







