
ระวังยุโรปติดหล่ม ฉุดศก.โลกดิ่งเหวรอบ 2
...ทีมข่าวต่างประเทศ
หลังสหภาพยุโรป (อียู) และไอเอ็มเอฟประกาศอุ้มวิกฤตกรีซเป็นเงินมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ นั่นก็เป็นข่าวดีเพียงชั่วครู่ชั่วยาม เพราะหลังจากนั้นตลาดหุ้นทั่วโลกยังดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งค่าเงินยูโรเองที่อ่อนค่าลงไม่เว้นวัน
เป็นการตอกย้ำคำเตือนจากหลายฝ่ายที่เชื่อว่าเงินช่วยเหลือดังกล่าวก็เป็นแค่เพียงยาที่ประคองไข้ คือ มีผลเพียงในระยะสั้นๆ เท่านั้น
เรื่องนี้คาดว่าเหล่าผู้นำอียูต่างก็รู้อยู่แก่ใจ จนกระทั่งล่าสุดความหวาดกลัวอีกเรื่องหนึ่งที่ทั่วโลกกำลังหวั่นวิตกว่าวิกฤตหนี้ของกรีซก็กำลังเป็นโรคร้ายที่ระบาดมายังประเทศอื่นๆ ในยุโรปก็ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อวันที่ 12 พ.ค. ที่ประชุมอียูร้องให้ประเทศสมาชิกที่ใช้เงินสกุลยูโร ร่วมมือกันพิจารณาจัดการแก้ไขและลดปัญหาหนี้สินของตน รวมทั้งต้องการให้แต่ละประเทศมีมาตรการรัดเข็มขัด ควบคุมการใช้จ่ายมากขึ้น ก่อนที่ทุกประเทศจะจมหายลงไปในเรือลำเดียวกัน
สเปน เป็นหนึ่งในประเทศที่ออกมาตอบรับกับมาตรการการลดรายจ่ายมากที่สุดประเทศหนึ่ง
โฮเซ หลุยส์ โรดริงเกวซ ซาปาเตโร นายกรัฐมนตรีสเปน ประกาศแผนที่จะลดเงินเดือนข้าราชการลง 5% และจะไม่มีการปรับเพิ่มเงินเดือนข้าราชการ แต่ที่สำคัญที่สุดคือตัดรายจ่ายการลงทุนของรัฐจำนวนมหาศาล และตัดแผนพัฒนาและช่วยเหลือของภาครัฐลง
สเปนหลังมาตรการดังกล่าวนี้ จะช่วยลดรายจ่ายลงอีกราว 1.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ไปอยู่ที่ 6.37 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
ไม่เว้นแม้กระทั่งฝรั่งเศส อีกหนึ่งประเทศสมาชิกอียูที่มีตัวเลขหนี้ต่อจีดีพีถึงราว 92.5% ได้ประกาศที่จะระงับการใช้จ่าย และกำลังเตรียมแผนที่จะตัดรายจ่ายเพิ่มขึ้นอีก
ทว่าในทางกลับกัน มาตรการรัดเข็มขัดเป็นอีกหนึ่งสัญญาณว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ในยุโรปจำต้องหยุดชะงักลงในทันที ทั้งที่ยุโรปเองก็ยังอยู่ในภาวะที่กำลังคืบคลานจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างช้าๆ
ตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนว่า ประเทศอียูยังคง
“ติดหล่ม” อยู่ นั่นก็คืออัตราการว่างงานของชาวอังกฤษ หนึ่งในประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของอียูที่ยังคงมีคนว่างงานอยู่สูงลิ่ว ขนานไปกับตัวเลขปัญหาหนี้ต่อจีดีพี ซึ่งมีอยู่ถึง 83.1% สะท้อนให้เห็นถึงภาวะการถดถอยทางเศรษฐกิจยังคงเรื้อรังตัวเลขการว่างงานในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ของเมืองผู้ดี เพิ่มขึ้น 5.3 หมื่นคน ไปอยู่ที่ 2.51 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 1994
ยังไม่รวมถึงอัตราตัวเลขการขาดดุลในเดือน มี.ค. ที่ทวีมูลค่าสูงขึ้นจาก 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในเดือน ก.พ. ไปอยู่ที่ 5,500 ล้านเหรียญสหรัฐในเดือน มี.ค.
จอห์น ฟิลพอตต์ จากสถาบันซีไอพีดี (the Chartered Institute of Personnel and Development) องค์กรวิชาชีพด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลชื่อดังของอังกฤษ ระบุว่า ข้อมูลล่าสุดเป็นการเน้นย้ำว่ารัฐบาลพรรคร่วมของอังกฤษจะต้องเผชิญกับความท้าทายมากเพียงใด
มุมมองของผู้เชี่ยวชาญอย่าง ฟิลพอตต์ ยังชี้ว่าตัวเลขดังกล่าวทำให้งานใหญ่ของรัฐบาลก็คือจะต้องกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไป ในขณะที่ก็ต้องพยายามจัดการกับภาวะขาดดุลด้วยในเวลาเดียวกัน
นั่นเป็นโจทย์ที่ยากไม่ใช่น้อย...
อิริก เซเยอร์ นักเศรษฐศาสตร์และรองผู้อำนวยการของหน่วยงานเฝ้าสังเกตการณ์ทางเศรษฐกิจของฝรั่งเศสในกรุงปารีส กล่าวว่า ถ้ามีการตัดตัวเลขรายจ่ายทั้งหมดก่อนที่ประเทศนั้นๆ จะมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ และเป็นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนแล้ว นั่นจะเป็นการค่อยๆ ทำลายสิ่งที่ทำมาทั้งหมดก่อนหน้านั้น
ยอดอัตราการว่างงานจะเพิ่มสูงขึ้น และสุดท้ายก็ทำให้รายได้ของภาครัฐลดลง และรายจ่ายเพิ่มมากขึ้นกว่าที่ประเทศได้รัดเข็มขัดไว้ ทำให้ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ปรากฏยังคงห่างไกลจากการฟื้นตัวอย่างยั่งยืน
ดังนั้น สรุปเอาง่ายๆ ว่า ปัญหาที่ตามมาก็คือ ยิ่งมีการประกาศควบคุมงบประมาณการใช้จ่ายมากขึ้นเท่าไหร่ นั่นก็ยิ่งหมายถึงยุโรปก็จะหนีไม่พ้นกับการถูกดูดลงไปสู่ภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจอีกครั้ง
แน่นอนว่าเมื่อภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจของยุโรปกลับมาอีกระลอกครั้งนี้ ก็เป็นเรื่องที่คู่ค้ายักษ์ใหญ่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐหรือจีนก็ต้องคิดหนัก
ตัวเลขจากสำนักงานสถิติของจีน ระบุว่า มูลค่าการส่งออกของจีนไปยังประเทศต่างๆ ในยุโรปอยู่ที่ 2.36 แสนเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเกือบ 20% ของมูลค่าการทั้งหมดของจีน
อียูเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของจีน ทันทีที่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของอียูมีทีท่าว่าจะถูกลากลงก้นเหวอีกครั้ง สถานการณ์การส่งออกของจีนกลายเป็นเรื่องที่น่ากังวลมากยิ่งขึ้น
ดูทีท่าว่าการรัดเข็มขัดของยุโรปในเวลา จึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกที่ถูกเวลา และตรงจุดเท่าไหร่นัก
โลกอาจจะกำลังตกสู่
“การชะลอทางเศรษฐกิจระลอก 2” ในเวลาอันใกล้ ถ้ายังคงมุ่งหน้าหั่นตัวเลขงบประมาณรายจ่ายสะบั้นแบบไม่เลือกทางออกหนึ่งของการยับยั้งการขาดดุลที่พุ่งขึ้นเรื่อยๆ ก็คือ การมีวินัยในการใช้จ่าย และ
“เลือก” หั่นในสิ่งที่ไม่กระทบต่อการฟื้นตัว ไปจนกระทั่งเห็นแสงสว่างที่ชัดเจนของการฟื้นตัว หรือเรียกว่าปล่อยเศรษฐกิจแกร่งมากพอที่รัฐจะถอยร่นออกมาได้แม้แนวทางดังกล่าวจะใช้เวลาและเนิ่นช้าไม่ทันใจตลาดมากนัก แต่นั่นก็เป็น
“ทางเบี่ยง” ไม่ให้เกิดความเสี่ยงที่ยุโรปจะชะลอตัวและฉุดประเทศอื่นๆ ดิ่งเหวไปตามๆ กัน






