posttoday
กรีซ : ปัญหาเพิ่งจะเริ่ม

กรีซ : ปัญหาเพิ่งจะเริ่ม

14 พฤษภาคม 2553

...ชาติชาย พาราสุข

ในที่สุดประเทศกรีซก็สามารถบรรลุข้อตกลงในการรับการช่วยเหลือทางการเงินจากสหภาพยุโรป (European Union หรือ EU) เมื่อวันที่ 2 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยจะสามารถได้รับเงินกู้รวมสูงสุด 1.1 แสนล้านยูโร โดยสมาชิกของสหภาพยุโรปจะเป็นผู้ปล่อยกู้ 8 หมื่นล้านยูโร และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) จะปล่อยกู้ร่วมอีก 3 หมื่นล้านยูโร

โครงการเงินกู้นี้นับว่าเป็นโครงการเงินกู้ช่วยเหลือที่มีจำนวนสูงที่สุดในโลก โครงการที่มีวงเงินกู้สูงเป็นอันดับที่ 2 ของโลก คือโครงการเงินกู้ให้ประเทศ Mexico ตอนที่เกิด “วิกฤตค่าเงินเปโซ” ในครั้งนั้นสหรัฐอเมริกาเป็นโต้โผใหญ่ในการปล่อยกู้ โครงการดังกล่าวมีวงเกินกู้ 1.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 9,230 ล้านยูโร ส่วนประเทศไทยเมื่อครั้ง “วิกฤตต้มยำกุ้ง” ในปี 2540 Package เงินกู้สำหรับประเทศเราจาก IMF จิ๊บจ๊อยมาก แค่ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 3,100 ล้านยูโร นับว่าเป็นเศษเงินจริงๆ เมื่อเทียบกับ 3 หมื่นล้านยูโรสำหรับประเทศกรีซ

ถ้ามองในอีกมุมหนึ่ง ตอนประเทศไทยเราเกิดวิกฤตต้องการเงินแค่ 3,000 กว่าล้านยูโร (ขออนุญาตท่านผู้อ่านนะครับ ในบทความนี้จะขอใช้เงินยูโรเป็นสกุลอ้างอิงหลัก เพราะตัวเลขของกรีซจะเป็นเงินยูโรทั้งหมด สำหรับท่านผู้อ่านที่อาจจะไม่ค่อยจะชินกับเงินสกุลนี้ 1 ยูโร มีค่าเท่ากับ 43 บาท หรือราว 1.3 เหรียญสหรัฐ) แต่กรีซต้องการเงินกว่าแสนล้านยูโร มันก็บอกแล้วว่าขนาดของวิกฤตต่างกันกี่สิบเท่า และถ้าคนไทยยังจำความเจ็บปวดของวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ได้ ไม่คิดหรือว่าประชาชนชาวกรีซจะเจ็บปวดกว่าพวกเรากี่สิบเท่า

โครงการเงินกู้ขนาดใหญ่ที่สุดของโลกนี้ จึงเป็นโครงการที่ล้มเหลวตั้งแต่ต้น เพราะประเทศกรีซและประชาชนชาวกรีซไม่สามารถจะรับความเจ็บปวดขนาดนั้นได้ นี่ขนาดโครงการการปรับตัวทางเศรษฐกิจยังไม่ได้เริ่ม การประท้วงในกรีซก็ทำให้มีคนเสียชีวิตไปแล้ว 3 ราย รอให้โครงการเกิดเสียก่อนแล้วจะรู้สึก ในโครงการเงินกู้ภายใต้กรอบที่ IMF กำหนดนี้ ประเทศกรีซจะต้องลดการขาดดุลงบประมาณในระดับปัจจุบัน จาก 13.7% ของ GDP เหลือ 3% ของ GDP ภายใน 3 ปี (ทำได้ไงวะ ผมละเป็นงง) โดยในการนี้นอกจากจะตัดงบประมาณในส่วนสวัสดิการสังคมของรัฐแล้ว รัฐบาลกรีซยังจะต้องขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อีก 2% เพิ่มภาษีสรรพสามิตเหล้า บุหรี่ และภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงอีก 10% โอ๊ย ยังไม่หมดครับ งดโบนัสสำหรับพนักงานของรัฐ ซึ่งจะทำให้พนักงานของรัฐมีรายได้ลดลงเฉลี่ยราว 20% และที่ร้ายที่สุดคือจะไม่มีการขึ้นค่าแรงในภาคธุรกิจเอกชนเป็นเวลา 3 ปี ยังมีมาตรการปลีกย่อยอีกเยอะ ผมแค่คัดเอามาตรการเด็ดๆ มานำเสนอ

ลองย้อนกลับไปดูวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ของบ้านเรา รัฐบาลมีการปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มไหม? ไม่มี ก็ใช้ 7% มาตลอด รัฐบาลมีการเพิ่มภาษีสรรพสามิตอื่นไหม? ไม่มีนะ ภาษีน้ำมันใครจะกล้าแตะ มีแต่จะลด แล้วรัฐบาลมีการลดเงินเดือนข้าราชการไหม? ก็ไม่มีอีกเช่นกัน อย่างเก่งก็ไม่ขึ้นเงินเดือน และท้ายสุด มีการพูดถึงค่าแรงภาคเอกชนไหม? โอ๊ย ใครจะกล้าพูดถึง พ่อเจ้าประคุณจะได้ออกมาประท้วงเต็มถนนล่ะซิ

ขนาดการปรับตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยเมื่อปี 2540 ไม่แตะเรื่องร้อนแรงอย่างประเด็น ภาษี สวัสดิการ ค่าแรง ค่าจ้าง คนไทยยังไม่พอใจ IMF ขนาดนั้น แล้วประชาชนคนกรีซจะรับมาตรการเช่นนี้ได้อย่างไร หากจะถามทางวิชาการว่าแล้วประเทศไทยในขณะนั้นใช้นโยบายอะไรเป็นเครื่องมือในการปรับตัวทางเศรษฐกิจให้พ้นจากวิกฤต เราใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจมหภาคสำคัญ 2 เครื่องมือครับ นั่นก็คือ “อัตราดอกเบี้ย” และ “อัตราแลกเปลี่ยน” รัฐบาลได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อชะลอเศรษฐกิจเพื่อให้เศรษฐกิจกลับเข้าสู่สมดุล และได้มีการปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว เพื่อให้ทั้งเป็นการสนับสนุนการส่งออกและช่วยชะลอการสั่งสินค้าจากต่างประเทศ

ประเทศไทยใช้แค่ 2 มาตรการหลักนี้แหละ ประเทศก็ออกจากวิกฤตได้ ช้ำนะ แต่ไม่เจ็บปวด ด้วยมาตรการทั้งสองเป็นมาตรการเศรษฐกิจมหภาค จึงมิได้แตะต้องประชาชนทั่วไปโดยตรง โดยเฉพาะผู้มีรายได้ต่ำ วิกฤตการเมืองจึงไม่เกิด การประท้วงแบบรุนแรงจึงไม่มี แต่ประเทศกรีซไม่มีเครื่องมือที่ว่า ด้วยกรีซเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป กรีซจึงไม่สามารถจะมีนโยบายการเงินอิสระได้ แหม หากสหภาพยุโรปปล่อยให้แต่ละประเทศกำหนดอัตราดอกเบี้ยเอง เงินทุนในยุโรปก็ไหลเข้าประเทศโน้นออกประเทศนี้กันสนุกสนานล่ะซิ เพราะฝากที่ไหนก็ไม่มีความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ลองกรีซขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นสัก 10% ผมจะเอาเงินไปฝากธนาคารซิตี้แบงก์สาขาเอเธนส์ เพราะประเทศกรีซอาจจะเจ๊ง แต่ธนาคารซิตี้แบงก์คงไม่เจ๊ง (ล่ะมั้ง) ส่วนเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนไม่ต้องพูดถึง รู้อยู่แล้วว่ากรีซใช้เงินสกุลยูโร ไม่มีสิทธิปรับเปลี่ยนอัตราแลกเปลี่ยน

เมื่อนโยบายอัตราดอกเบี้ยและนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนไม่สามารถนำมาใช้ได้สำหรับประเทศกรีซ ทางออกก็มีเพียงนโยบายการคลังเท่านั้น แต่การใช้นโยบายการคลังเป็นการใช้แบบจุลภาค คือเป็นมาตรการรายตัว จึงมีผู้กระทบโดยตรง นั่นคือประชาชน ยิ่งประชาชนมีรายได้น้อย ยิ่งกระทบมาก ผมขอพูดตรงๆ จากประสบการณ์การทำงานใน IMF อยู่ 3 ปี ผมยังไม่เคยเห็นประเทศใดในโลกสามารถอยู่จนครบโครงการของ IMF จากการใช้นโยบายการคลังหนักๆ เลย

สำหรับกรณีประเทศกรีซก็เช่นกัน ผมเชื่อว่าทุกฝ่ายรู้ดีว่าโครงการเงินกู้นี้ล้มเหลวตั้งแต่ต้น รัฐบาลกรีซก็ทราบดีว่าประชาชนของเขารับการปรับตัวขนาดนี้ไม่ได้หรอก สหภาพยุโรป และ IMF ก็ทราบดีกว่าสมมติฐานที่ใช้ในการคำนวณโครงการนั้นดีเกินไป หากให้กรีซปรับตัวขนาดนี้ เศรษฐกิจกรีซต้องหดตัวมากกว่าที่คาด โดยในการประมาณการได้คาดว่าอัตราการเติบโตของ GDP กรีซจะหดตัว 4% ในปีนี้ และหดตัวอีก 2% ในปีหน้า (พี่ ไม่มาดูประเทศไทยหน่อยหรือ ในปี 2541 เศรษฐกิจไทยหดตัวกว่า 10% เอาอะไรมาพูด ไอ้ 4% ที่ว่า) หากเศรษฐกิจกรีซหดตัวมากกว่าที่ประมาณการ โอกาสที่กรีซจะปรับลดการขาดดุลงบประมาณได้ก็ลดลง เนื่องจากรายได้ภาษีผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ

แต่โครงการนี้ก็เหมือนกับโครงการของ IMF ทั่วไปที่อย่างไรก็ต้องเกิด (ส่วนจะล่มหรือไม่ ค่อยมาว่ากันทีหลัง) มิฉะนั้นจะทำให้เกิดวิกฤตทันที คราวนี้วิกฤตจะลามไปทั่วยุโรป เพราะสเปนและโปรตุเกสกำลังรอคิวขึ้นเขียงอยู่ เงินก้อนแรก 8,500 ล้านยูโร ที่กรีซจะต้องใช้ชำระหนี้ต่างประเทศในวันที่ 19 พ.ค. อย่างไรเสียก็ต้องได้รัฐบาลกรีซต้องการเงินก้อนนี้ ไม่งั้นก็ต้องประกาศระงับการชำระหนี้ (Moratorium) ในขณะเดียวกันสหภาพยุโรปก็ไม่ต้องการให้วิกฤตลุกลามไปถึงสเปน (มีเกร็ดนิดหน่อย ขณะนี้ประธานสหภาพยุโรปเป็นประเทศสเปนพอดี) เมื่อประโยชน์สมกัน โครงการเงินกู้ช่วยเหลือจึงต้องเกิด ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงการต่อลมหายใจแบบลมๆ แล้งๆ ก็ตาม

โครงการเงินกู้นี้จึงมิใช่จุดจบของปัญหาที่จะทำให้เศรษฐกิจของกรีซเข้าสู่สมดุล แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาที่จะแสดงให้เห็นว่ากรีซไม่สามารถจะทำตามเงื่อนไขของ IMF ได้เพราะโหดเกินไป มีผลให้เศรษฐกิจปรับตัวลดลงมากกว่าที่คาด ก็จะไม่โหดได้อย่างไร คุณพี่ IMF มีแค่นโยบายการคลังอย่างเดียวให้ใช้ มันก็จำเป็นต้องใช้ให้แรงกว่าปกติ 3 เท่า ผมคาดเดาว่าการประท้วงในกรีซจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ขณะนี้คนกรีซกว่า 80% ยังเห็นด้วยกับโครงการเงินกู้ และ (ปากบอกว่า) พร้อมที่จะยอมรับความเจ็บปวดของการปรับตัวเนื่องจากเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่อย่าลืมว่าโครงการยังไม่ได้เริ่มนะจ๊ะ พอเริ่มแล้วพวกที่บอกว่ายอมรับได้ ยอมเจ็บปวดได้ จะออกมาประท้วงเสียเอง! ดังนั้น ด้วยแรงกดดันทางการเมือง ในที่สุดรัฐบาลกรีซชุดปัจจุบันคงต้องลาออก แต่เป็นการลาออกเพื่อชาติ เพราะตนเองไปเซ็นสัญญาโครงการนี้ เมื่อประเทศไม่ต้องการทำตามสัญญา ก็ต้องให้รัฐบาลใหม่มาฉีกสัญญา (ทาส) ฉบับนี้ทิ้งเสีย

ประเด็นทางการเมืองภายในของกรีซคงจะไม่ใช้ประเด็นใหญ่สำหรับโลก ประเด็นที่ใหญ่กว่า (มาก) คือจากการที่กรีซไม่สามารถจะกระทำตามโครงการของ IMF ได้ ซึ่งอาจจะนำไปสู่การปรับโครงสร้างหนี้ระดับชาติ (จะบ้าหรือ ให้กรีซจ่ายหนี้เต็ม ผมเป็นกรีซอย่างไรก็ต้องให้เจ้าหนี้ Hair Cut) คราวนี้วิกฤตการเงินจะต้องลามมาถึงประเทศอื่นอย่างสเปนและโปรตุเกสแน่ และอาจจะลามต่อเนื่องไปถึงอิตาลีด้วย

ขอให้จับตาดูแบบไม่ต้องกะพริบตานะครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท