
เผยคดีเมาแล้วขับยังอันดับ1กทม.ครองแชมป์เมืองนักซิ่ง
กรมคุมประพฤติ ผนึก สสส.-สคล.รณรงค์“สงกรานต์ปลอดภัย มอเตอร์ไซค์..งดเหล้า” หวังกระตุ้นผู้ขับขี่งดดื่ม-ปฏิบัติตามกฎหมาย
กรมคุมประพฤติ ผนึก สสส.-สคล.รณรงค์“สงกรานต์ปลอดภัย มอเตอร์ไซค์..งดเหล้า” หวังกระตุ้นผู้ขับขี่งดดื่ม-ปฏิบัติตามกฎหมาย
ที่ลานกิจกรรมใต้สะพานพระราม 8 เมื่อเวลา10.00 น. สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครือข่ายเฝ้าระวังแอลกอฮอล์กรุงเทพฯ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)ร่วมกับกรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม จัดกิจกรรมรณรงค์ “สงกรานต์ปลอดภัย มอเตอร์ไซค์งดเหล้า” เพื่อเชิญชวนผู้ใช้รถจักรยานยนต์งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งก่อนและขณะขับขี่หรือซ้อนท้าย รวมถึงตระหนักต่อพฤติกรรมเสี่ยงช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยมีนางสาวรื่นฤดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม เป็นประธานปล่อยขบวนรถจักรยานยนต์ ภายในงานมีผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 100 คน
นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า กิจกรรมในวันนี้จัดขึ้นเพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นเตือนให้ประชาชนผู้ใช้รถจักรยานยนต์ปฏิบัติตามพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนรถ ซึ่งครอบคลุมถึงรถจักรยานยนต์ ฝ่าฝืนโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และรณรงค์ดื่มไม่ขับ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมาวันที่ 27 ธันวาคม 2556–2 มกราคม 2557มีสถิติคดี พ.ร.บ.จราจรทางบกที่ศาลมีคำสั่งคุมประพฤติ จำนวน 4,508 คดี จำแนกเป็น คดีขับรถ ขณะเมาสุรา จำนวน 3,797 คดี คดีขับรถประมาท จำนวน 24 คดี และคดีอื่นๆ687คดี เมื่อเปรียบเทียบคดีขับรถขณะเมาสุรา เทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2556 ซึ่งมีจำนวน 4,635 คดี พบว่าสถิติคดีขับรถขณะเมาสุรา ลดลง18.07%
ทั้งนี้จากสถิติสงกรานต์ปีที่ผ่านมา ช่วงวันที่ 11-17 เม.ย.พบผู้กระทำผิดคดี พ.ร.บ.จราจรทางบก ที่ศาลสั่งคุมประพฤติทั่วประเทศ 4,862 คดี เกือบทั้งหมดเป็นคดีเมาแล้วขับ4,691 คดี ตามมาด้วยคดีขับรถประมาท 63 คดี และคดีอื่นอีก 108 คดี ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับปี2555 ซึ่งมีคดีเมาแล้วขับ 5,005 คดี พบว่าสถิติเมาแล้วขับลดลง 6.27 % โดยจังหวัดที่มีคดี พ.ร.บ.จราจรทางบก มากที่สุด คือ กรุงเทพฯ 416คดี
“ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด คือ รถจักรยานยนต์ คิดเป็น78.71%ซึ่งพฤติกรรมการดื่มแล้วขี่และซ้อนท้าย ของผู้ใช้จักรยานยนต์เป็นพาหนะ เป็นปัจจัยหลักของอุบัติเหตุ ที่สำคัญ การเล่นน้ำสงกรานต์กับผู้ที่ใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะ ปกติมีความเสี่ยงจากถนนลื่นจากการเปี๊ยกน้ำและแป้งอยู่แล้ว แต่จะอันตรายมากขึ้นหลายเท่าเมื่อทั้งผู้ขี่และผู้ซ้อนท้ายดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยังไม่นับรวมพฤติกรรมการคุกคามทางเพศ ทะเลาะวิวาท ซึ่งมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยกระตุ้น” นางสาวรื่นฤดี กล่าว
นายธีระ วัชรปราณี ผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.) กล่าวระหว่างเสวนา “มอเตอร์ไซค์+สุรา ความสูญเสียสงกรานต์หายนะที่หยุดไม่ได้จริงหรือ”ว่า กลุ่มที่เกิดปัญหาอุบัติเหตุมากที่สุดคือผู้ใช้รถจักรยานยนต์ จากข้อมูลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ปีที่ผ่านมาช่วงสงกรานต์7วันอันตราย พบว่า มีผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจรทางบก 3,040 รายและเสียชีวิต321รายถือว่าทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ แต่ที่ยังเป็นปัญหาต่อเนื่องทุกปีคือ เมาสุรายังเป็นสาเหตุหลัก คิดเป็น 39.11% รถจักรยานยนต์ยังเป็นเจ้ายานพาหนะอันตรายมากถึง70-80%ของอุบัติเหตุทุกปี ขณะที่ผู้ใช้จักรยานยนต์เป็นพาหนะกระทำผิดและถูกดำเนินคดีเมาสุรา14,514 คดี สูงขึ้นจากปี 2555 จำนวน 681คดีและข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข พบว่า จักรยานยนต์มีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บรุนแรงมากกว่ารถยนต์สี่ล้อ ถึง4 เท่า ที่สำคัญ ผู้ขับขี่กว่า 50% คิดว่าไม่จำเป็นต้องใส่หมวกเพราะไปใกล้ๆ25%คิดว่าการขี่ย้อนศรไม่อันตรายหากเพิ่มความระวัง ขณะที่ 20% มองว่าการดื่มแต่ยังครองสติได้ ก็ยังพอขี่รถได้ ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด
“การตั้งด่านเพื่อควบคุมพฤติกรรมเมาแล้วขับเล่นน้ำ ไม่สวมหมวกนิรภัย ขับรถเร็ว ขับตัดหน้า ยังถูกปล่อยปละละเลย โดยเฉพาะตามต่างจังหวัดและในชุมชน เมื่อเจอด่านก็ปล่อยไปไม่เอาผิด ดังนั้นขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตระหนักบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง รวมถึงเอาผิดร้านค้าที่ขายสุราให้เยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี ขายให้คนเมาขาดสติ ซึ่งจะทำให้มีความคึกคะนอง ขับรถเสี่ยงอันตราย และเร่งจัดโซนนิ่งพื้นที่เล่นน้ำที่ปลอดภัย หากปล่อยไว้อย่างนี้อุบัติเหตุช่วงสงกรานต์คงไม่ลดลงอย่างแน่นอน” นายธีระ กล่าว
ด้าน นายสัณห์ สอนรักษ์ อายุ 39 ปี เหยื่อเมาแล้วขับ กล่าวว่า ปัจจุบันตนต้องการเป็นคนพิการนั่งวิลแชร์ เพราะเมื่อ20ปีที่แล้วถูกคนเมาขับรถกระบะชนท้าย แล้วรถจักรยานยนต์ที่ตนขับอยู่กระเด็นไปชนราวสะพาน จนทำให้เส้นเลือดใหญ่และเบ้าหัวไหล่แตก ต้องผ่าตัดเอากระดูกจากสะโพกมาหนุนต้นคอ ลูกสะบ้าที่ขาต้องใส่น็อต ส่วนคนที่ขับพอชนแล้วหนีไม่รับผิดชอบ และตอนนี้คดียังไม่มีความคืบหน้า
“แรกๆยังทำใจไม่ได้ ปรับตัวไม่ถูกเพราะไม่คิดว่าตัวเองจะต้องกลายเป็นคนพิการตลอดชีวิต เพียงเพราะคนเมาที่ดื่มบนรถแล้วขับมาชน ตอนนี้ยังทำใจไม่ได้ ต้องฟื้นฟูร่างกายและสามารถช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว อย่างไรก็ตาม อยากฝากเตือนผู้ขับขี่โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์ที่ใกล้เข้ามาถึงนี้ ว่าอย่าประมาท ต้องใส่หมวกนิรภัย เมาไม่ขับ ไม่ดื่มสุราบนรถ ที่สำคัญควรมีความรับผิดชอบต่อสังคม” นายสัณห์ กล่าว







