
คนหรือโครง
หลังวิกฤตเดือน พ.ค. 2535 กระแสปฏิรูปการเมืองเกิดขึ้นอย่างรุนแรง จนเกิดเป็นรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 จากนั้นก็มีการจัดตั้งองค์กรอิสระขึ้น ตามด้วยการเลือกตั้ง สว. และ สส. ใน พ.ศ. 2543 และ 2544 ตามลำดับ
ในครั้งนั้นเป็นการปฏิรูปเพียงแค่
“โครงสร้าง” ถ้าเปรียบกับการสร้างบ้านก็คือปรับเปลี่ยนรูปแบบตัวอาคารเสียใหม่ เปลี่ยนประตูหน้าต่างและวางฟังก์ชันหรือการใช้งานของห้องต่างๆ ให้ดูดีขึ้น โดยหวังว่าคนที่เข้ามาอาศัย ซึ่งก็หมายถึงนักการเมืองจะมีความประพฤติดีขึ้น สร้างบรรยากาศสิ่งแวดล้อมให้ขึงขังเพื่อจะคอยควบคุมตรวจสอบนักการเมืองเหล่านี้ไม่ให้ทุจริต สุดท้ายก็เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม “เลวๆ” ของนักการเมืองไม่ได้ จนต้องมีรัฐประหารวันที่ 19 ก.ย. 2549 แล้วเขียนรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2550 ขึ้นมา โดยเพิ่มเติมความ “ดุดัน” ให้มากยิ่งขึ้น แต่ก็ยังแก้ปัญหาความสกปรกโสมมพฤติกรรมนักการเมือง “ชั่วๆ” ไม่ได้นั่นเป็นเพราะเราเน้น
“แก้โครง” โดยหวังว่าจะช่วย “แก้คน” ให้เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นได้ ซึ่งผิดพลาดอย่างมหันต์ความเป็นจริงในทางสังคมวิทยาเขาก็มีทฤษฎีที่สั่งสอนกันมาหลายสิบปีอยู่แล้วว่า การจะแก้พฤติกรรมของคนจะต้องใช้กระบวนการ
“อบรมกล่อมเกลา” (Socialization) หมายถึง การสร้างลักษณะนิสัยของคนทั้งหลายโดยผ่านสถาบันทางสังคมต่างๆในวิชารัฐศาสตร์กล่าวไว้ว่า คนเราจะมีพฤติกรรมทางการเมืองอย่างไร ปัจจัยที่สำคัญที่สุดก็คือกระบวนการอบรมกล่อมเกลานี่เอง เช่น ถ้าคนจะเป็นประชาธิปไตย ก็ต้องถูกอบรมตั้งแต่เด็กให้มีวิถีชีวิตแบบประชาธิปไตย
ถ้าเป็นสังคมที่ไม่เป็นประชาธิปไตยก็เป็นเพราะเด็กถูกพ่อแม่เลี้ยงดูอย่างบีบบังคับ สอนให้เด็กไม่กล้า กลัวแม้กระทั่งสิ่งที่ไม่มีตัวตน เช่น ผี หรือการที่ตุ๊กแกจะมากินตับ ซึ่งผู้ใหญ่มักจะใช้
“หลอก” เด็ก ทำให้เด็กในชนชาติเติบโตมาท่ามกลางความ “ไร้เหตุผล” และอยู่ในความกลัวครั้นพอเข้าโรงเรียนก็จะถูกบังคับให้เชื่อให้จำ พอถึงวัยทำงานก็มีระบบเส้นสาย การเบ่งว่ามีอำนาจเหนือ ฯลฯ
คนในสังคมเหล่านี้จึงต้องเกรงกลัวต่อผู้มีอำนาจ ในขณะเดียวกันก็มุ่งแสวงหาแต่อำนาจ เพื่อมาใช้ข่มขวัญกันและกัน จนถึงการใช้อำนาจเหล่านั้นมาแสวงหาผลประโยชน์นานารูปแบบ สังคมจึงขาดความเสมอภาค และมีความขัดแย้งอยู่ในสังคมอย่างฝังรากลึก
ด้วยเหตุนี้กระบวนการอบรมกล่อมเกลาจึงต้องใช้เวลามาก ที่สำคัญคือจะต้องเริ่มตั้งแต่เด็ก
อย่างไรก็ตาม ในวิชารัฐศาสตร์ก็มีผู้เสนอ
“ทางลัด” ในการอบรมกล่อมเกลาไว้ 23 แนวคิดแนวคิดหนึ่งก็คือ
“ใช้สื่อมวลชน” เนื่องจากคนในทุกวันนี้นิยมบริโภคสื่อจนเป็นนิสัย ดังนั้นถ้าเราจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนก็อาจจะต้องใช้สื่อมวลขนเข้ามาช่วย อย่างเช่นเรารู้ว่าเด็กๆ ชอบดูทีวี ชอบเล่นเกม ก็สอดแง่คิดและรูปแบบพฤติกรรมที่พึงปรารถนาลงไปในสื่อเหล่านี้ ส่วนผู้ใหญ่นิยมอ่านหนังสือพิมพ์ สื่อหนังสือพิมพ์ก็ต้องนำเสนออะไรๆ ที่สร้างสรรค์ เพื่อชี้นำสังคมไปสู่พฤติกรรมที่ส่วนรวมต้องการ ที่นักนิเทศศาสตร์เรียกว่า “ทฤษฎีเข็มฉีดยา” นั่นเองแนวคิดที่สองก็คือ
“ปรับที่ตัวแบบ” อย่างในทางการเมืองก็คือนักการเมืองที่จะต้องทำตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดี สส.ก็จะต้องไม่ทะเลาะ ตบตี และชกต่อย หรือด่าทอกันและกัน จริยธรรมของนักการเมืองจะต้องมีมาตรฐานสูงกว่าคนทั่วไป สิ่งนี้ในวิชาการบริหารเขาเรียกว่า “Role Model” ที่จะต้องพัฒนาคนโดยอาศัยต้นแบบจากคนที่คนทั้งหลายเคารพเชื่อถือนั่นเองแนวคิดที่สามก็คือ
“การตัดนิ้วร้าย” อย่างที่รัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ก็พยายามทำแล้วแต่ยังไม่สำเร็จ คือจะต้องมีมาตรการ “เหี้ยมๆ” ไว้ในกฎหมายต่างๆ เพื่อควบคุมปรับเปลี่ยนนิสัยหรือพฤติกรรมที่ไม่ดีทั้งหลายของนักเลือกตั้งและนักธุรกิจการเมือง เป็นต้นว่า การยุบพรรค การตัดสิทธิทางการเมืองแก่นักการเมืองที่ทำผิด ฯลฯ แต่อาจจะต้องดูให้ดีกว่าเดิมถ้าจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ท้ายนี้เผื่อว่าคุณอภิรักษ์คิดที่จะทำการปฏิรูปประเทศให้สำเร็จเป็นชื่อเสียงและสร้างประวัติศาสตร์ให้แก่การเมืองไทย ผู้เขียนใคร่ที่จะเสนอกระบวนการในการ
“หล่อหลอมความคิด” สักกระบวนการหนึ่ง นั่นก็คือ การให้หน่วยปกครองระดับท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมและช่วยประสานแต่ก็ยังไม่เห็นว่าในภาคส่วนของ
“องค์กรปกครองท้องถิ่น” จะเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมระดับชาติในครั้งนี้ที่ตรงไหนอย่างไร






