posttoday
โจทย์ใหญ่หลังโมฆะ

โจทย์ใหญ่หลังโมฆะ

24 มีนาคม 2557

ในที่สุดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ. ต้องกลายเป็นโมฆะภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเมื่อวันที่ 21 มี.ค.

โดย...ทีมข่าวการเมือง

ในที่สุดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ. ต้องกลายเป็นโมฆะภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเมื่อวันที่ 21 มี.ค. ด้วยมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 เหตุผลหลักที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าการเลือกตั้งสมควรเป็นโมฆะ คือการไม่มีผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.ใน 28 เขตเลือกตั้งของจังหวัดพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งหากมีการจัดเลือกตั้งในเขตดังกล่าวจะมีผลให้การเลือกตั้งไม่เป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักรตามรัฐธรรมนูญ

“การที่พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2556 กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปในวันที่ 2 ก.พ. เมื่อได้ดำเนินการเลือกตั้งเป็นการทั่วไปในวันที่ 2 ก.พ.ไปแล้ว ผลปรากฏว่ายังไม่มีการจัดการเลือกตั้ง 28 เขต จึงถือได้ว่ามิได้เป็นวันเลือกตั้งวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร เป็นผลให้พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2556 เฉพาะในส่วนที่กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปในวันที่ 2 ก.พ. ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 108 วรรคสอง” สาระสำคัญส่วนหนึ่งในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ว่ากันถึงขั้นตอนตามกฎหมายหลังจากนี้จะเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ต้องไปหารือกันว่าจะกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ในวันใดผ่านการตราพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) แก้ไขเพิ่มเติมกําหนดวันเลือกตั้ง สส.เป็นการทั่วไปขึ้นมา โดยมีความเป็นไปได้ที่การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นใหม่ได้ภายในช่วง 60 วันนับแต่มีการประกาศ พ.ร.ฎ.ฉบับดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 108 ที่บัญญัติให้การเลือกตั้งต้องเกิดขึ้นในช่วง 45 วันถึง 60 วัน

ทุกกระบวนการจะย้อนกลับไปเหมือนกับที่เคยปฏิบัติกันมาเมื่อปี 2549 ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในช่วงเดือน พ.ค.ให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2549เป็นโมฆะ

กล่าวคือ กกต.ในขณะนั้นได้มีการจัดประชุมร่วมกับพรรคการเมืองเพื่อให้ได้ข้อตกลงร่วมกันว่า ควรกำหนดวันเลือกตั้งเป็นวันที่ 15 ต.ค.เพื่อให้ทุกพรรคได้มีเวลาเตรียมตัวหาเสียง จากนั้นคณะรัฐมนตรีจึงได้ดำเนินการตรา พ.ร.ฎ.ก่อนที่จะมีประกาศบังคับใช้ในวันที่ 20 ก.ค. แต่ทว่าการเลือกตั้งไม่ได้เกิดขึ้นตามกำหนดการเนื่องจากเกิดการรัฐประหารเสียก่อน

เมื่อดูแนวทางในอดีตที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การเลือกตั้งเดินหน้าไปได้ ขึ้นอยู่กับความเห็นร่วมกันของพรรคการเมือง ถ้าเห็นตรงกันทุกอย่างก็สามารถเดินหน้าไปได้ แต่ถ้าเป็นตรงข้ามนอกจากจะเดินหน้าไม่ได้แล้วยังจะนำไปสู่การเติมเชื้อไฟแห่งความขัดแย้งและความรุนแรงอีกด้วย

แต่ถึงกระนั้นความได้เปรียบยังอยู่กับพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลมากกว่าใครเพื่อน เนื่องจากผลจากคำวินิจฉัยไม่ได้ส่งผลสะเทือนต่อสถานะการเป็นรัฐบาลรักษาการ เท่ากับว่าจะอยู่ในตำแหน่งไปได้เรื่อยๆ จนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่ จะเหนื่อยก็ตรงที่ต้องไปลุ้นการตัดสินคดีทุจริตของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

เมื่อรัฐบาลอยู่ในสถานการณ์ที่ตัวเองได้เปรียบ ทำให้ความเสียเปรียบตกมาอยู่ที่ “พรรคประชาธิปัตย์” และ “กปปส.”

พลันที่ผลการเลือกตั้งเป็นโมฆะได้ก่อให้เกิดคำถามตัวใหญ่ตามมาว่า “พรรคประชาธิปัตย์จะลงสมัครหรือไม่”

ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติแน่นอนว่าพรรคประชาธิปัตย์ย่อมไม่มีความลังเล และพร้อมจะลงเลือกตั้งเพื่อพิสูจน์ศรัทธาของประชาชนที่มีให้กับพรรค แต่เวลานี้เป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติทำให้พรรคประชาธิปัตย์ต้องชั่งน้ำหนักพอสมควร

อย่าลืมว่าฝ่ายที่ต่อต้านการเลือกตั้งในปัจจุบัน คือ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ผู้ซึ่งเปรียบได้กับหนึ่งในผู้มีบารมีของพรรค ทั้งในฐานะอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ผู้จัดการรัฐบาลที่ผลักดันให้ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคได้เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 2551

เหนืออื่นใดฐานมวลชนของ กปปส.ยังเป็นส่วนหนึ่งของฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ด้วยแทบจะแยกกันไม่ออก

หากพรรคประชาธิปัตย์ตัดสินใจลงเลือกตั้งย่อมก่อให้เกิดการกินแหนงแคลงใจกับกปปส.ครั้งใหญ่ และแถมยังสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียฐานคะแนนสำคัญในหลายพื้นที่ที่เป็นจุดแข็งของพรรคด้วย โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ภาคใต้ หรือบางส่วนตามหัวเมืองใหญ่ในจังหวัดอื่นๆ

กลับกัน ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ลงเลือกตั้ง ย่อมหนีไม่พ้นการถูกโจมตีได้เช่นกัน โดยเฉพาะการถามถึงหลักการการต่อสู้ในทางการเมืองของพรรคว่า “กำลังให้ความสำคัญกับการต่อสู้ในระบบสภาน้อยกว่านอกสภาหรือไม่” ซึ่งจะมีผลต่อการเสียความนิยมในระยะยาวด้วย

เท่ากับว่าไม่ว่าในวันที่ 25 มี.ค.คณะกรรมการบริหารพรรคจะตัดสินใจอย่างไรก็ล้วนมีผลต่อพรรคเท่าๆ กัน

ขณะที่กลุ่ม กปปส.ใช่ว่าตัวเองจะถือไพ่เหนือกว่ารัฐบาล เพราะประกาศล้มเลือกตั้งอีกรอบและนัดระดมพลใหญ่วันที่ 29 มี.ค.ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีว่าจะได้รับชัยชนะในบั้นปลาย ตรงกันข้าม กปปส.อาจเสียแนวร่วมมากขึ้นด้วย ตัวอย่างมีให้เห็นมาแล้วภายหลังต้องปิดฉากแผนชัตดาวน์กรุงเทพฯ จนต้องย้ายการชุมนุมไปอยู่ในสวนลุมพินีแทน

ถึงกระนั้นต่อให้การเลือกตั้งจะสามารถเดินหน้าไปได้โดยไม่มีพรรคประชาธิปัตย์ลงสมัคร หรือจะฝ่ากระแสต้านของ กปปส.ไปได้ ก็คงไม่มีประโยชน์ถ้าตราบใดความขัดแย้งยังไม่ได้รับการแก้ไข

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69