
มะกันดูดทุนกลับ
เป็นการส่งสัญญาณครั้งแรกของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ทีเดียว ถึงการเริ่มต้นการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ แม้ว่าจะมีการตีความกันออกไปต่างๆ นานา ถึงกรอบเวลาว่าเมื่อไหร่ที่เฟดจะเริ่มขึ้นดอกเบี้ยกันแน่ ว่าจะเป็นกลางปีหน้าหรือปลายปีหน้า
เป็นการส่งสัญญาณครั้งแรกของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ทีเดียว ถึงการเริ่มต้นการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ แม้ว่าจะมีการตีความกันออกไปต่างๆ นานา ถึงกรอบเวลาว่าเมื่อไหร่ที่เฟดจะเริ่มขึ้นดอกเบี้ยกันแน่ ว่าจะเป็นกลางปีหน้าหรือปลายปีหน้า
ตามที่ เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟด ได้ส่งสัญญาณเอาไว้ก็คือ เฟดจะสานต่อนโยบายเดิมคือการลดการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายทางการเงินแบบผ่อนปรนเชิงปริมาณ (คิวอี) ลงอย่างแน่นอน และจะไปสิ้นสุดโครงการนี้ในช่วงฤดูใบไม้ผลิของปีนี้ ก็ราวๆ ปลายปี หลังจากนั้นเฟดก็จะพิจารณาถึงการเริ่มต้นขึ้นดอกเบี้ยในช่วง 6 เดือนหลังจากนั้น
ข้อเท็จจริงที่ได้ก็คือ ประการแรก โครงการคิวอีจะสิ้นสุดลงแน่นอน และสอง ดอกเบี้ยของสหรัฐที่ถูกกดเอาไว้ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์มาตั้งแต่ปลายปี 2008 ที่00.25% นั้น จะต้องถูกปรับขึ้นแน่นอนในช่วงปีหน้า
เป็นสองปัจจัยที่ตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ต้องเตรียมรับมือ ซึ่งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นแน่ๆ ก็คือ ประการแรก กระแสทุนตะวันตกจะไหลกลับสู่ตลาดสหรัฐอย่างแน่นอนไม่ต้องสงสัย เพราะระบบการเงินของสหรัฐจะขาดสภาพคล่องที่เคยถูกเติมด้วยเงินจากเฟดมานาน และผลตอบแทนจากดอกเบี้ยในสหรัฐที่ปรับสูงขึ้นจะยิ่งดึงให้กระแสทุนไหลกลับไปยังสหรัฐครับ
ประการที่สอง ค่าเงินดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้นอย่างแน่นอน และนั่นเป็นสิ่งที่ตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ต้องรับมือ
แน่นอนว่า ค่าเงินของตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ทั้งในปีนี้และปีหน้า น่าจะมีแนวโน้มอ่อนตัวลงตามทิศทางการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องดีต่อการส่งออกของประเทศที่ยังต้องพึ่งการขายสินค้าไปยังต่างประเทศเป็นสำคัญ
แต่สิ่งที่น่ากลัวก็คือ การอ่อนค่าของค่าเงินนั้นจะกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อปัญหาเงินเฟ้อในหลายประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศที่ต้องนำเข้าสินค้าประเภทพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน ซึ่งบทเรียนนี้มีให้เห็นแล้วในญี่ปุ่น ที่การแทรกแซงค่าเงินเยนให้อ่อนลงนั้น แม้ว่าดีต่อการส่งออกของแดนปลาดิบ แต่รายจ่ายจากการนำเข้าพลังงานนั้นก็สูงมากขึ้น ส่งผลให้ญี่ปุ่นขาดดุลการค้าติดต่อกันหลายเดือนดังที่เห็น
กระนั้นก็ตาม ถือว่าการส่งสัญญาณของเฟดในครั้งนี้ก็เป็นเรื่องดีที่เราได้เห็นสัญญาณกันตั้งแต่เนิ่นๆ และภาครัฐก็ควรจะหามาตรการรับมือกับสถานการณ์นี้ไว้ก็จะช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้บ้าง
แต่พิจารณาทิศทางการเมืองไทยหลังการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. เป็นโมฆะแล้วก็ต้องบอกว่างานหนัก เพราะหมายความว่าไทยเราอาจจะไม่มีรัฐบาลไปจนถึงปีหน้า
คงต้องช่วยตัวเองกันต่อไป..!







