
อย่าซ้ำเติมท่องเที่ยว
หลังรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่จะฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวให้กลับมาเป็นเส้นเลือดใหญ่ในการหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางภาวะที่ไม่มีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม เอกชนไม่มีความเชื่อมั่นในการลงทุน ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอย และภาคการส่งออกยังไม่ฟื้นตัวอย่างที่คาดหมายกันไว้
หลังรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่จะฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวให้กลับมาเป็นเส้นเลือดใหญ่ในการหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางภาวะที่ไม่มีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม เอกชนไม่มีความเชื่อมั่นในการลงทุน ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอย และภาคการส่งออกยังไม่ฟื้นตัวอย่างที่คาดหมายกันไว้
แต่ทว่าความหวังที่จะได้เห็นภาคการท่องเที่ยวกลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะถึงนี้ ดูเหมือนจะเลือนรางริบหรี่ไปเสียแล้ว เมื่อคู่ขัดแย้งทางการเมืองและฝ่ายที่เกี่ยวข้องกำลังสาดน้ำมันเข้ากองเพลิงแห่งความขัดแย้งให้ปะทุขึ้นมาอีก
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ประกาศนัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 29 มี.ค. เพื่อแสดงพลังว่าสังคมไทยต้องการปฏิรูปก่อนมีการเลือกตั้ง แกนนำร่างแผนจะเคลื่อนขบวนนำมวลชนจากสวนลุมพินีไปยังลานพระบรมรูปทรงม้า และเคลื่อนต่อไปยังอนุสาวรีย์พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่รัฐสภา ซึ่งสุ่มเสี่ยงจะนำไปสู่การปะทะกันระหว่างมวลชนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นัดหมายระดมมวลชนเสื้อแดงเพื่อชุมนุมใหญ่ในวันที่ 5 เม.ย. ก่อนจะเคลื่อนพลไปยังพื้นที่เป้าหมาย ซึ่งยังไม่มีการกำหนดว่าเป็นกรุงเทพฯ หรือในพื้นที่แห่งใด
เหตุการณ์ประลองกำลังมวลชน ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าจะมีความรุนแรงเกิดขึ้นหรือไม่ แต่ย่อมส่งผลร้ายต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะแม้กรุงเทพฯ จะไม่ใช่ประเทศไทย แต่ทุกเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดในเมืองหลวง ล้วนแล้วแต่เป็นข่าวดังแพร่สะพัดไกลไปทั่วโลก และคงไม่มีนักท่องเที่ยวชาติใดจะมีกระจิตกระใจเข้ามาท่องเที่ยวในดินแดนที่มีเค้าเงื่อนของความรุนแรง
ที่สำคัญ ความไม่ชัดเจนทางการเมือง หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. เป็นโมฆะ ทำให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนอยู่ในภาวะหนักใจที่จะเดินหน้าโหมแคมเปญกระตุ้นตลาดท่องเที่ยว แผนทำการตลาดเพื่อเชิญชวนนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวเมืองไทย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากเอเชีย ซึ่งเป็นตลาดที่ฟื้นตัวได้เร็วที่สุด ต้องชะงักลง เพราะไม่อาจพูดได้เต็มปากว่าการเมืองเข้าสู่ภาวะสงบ สันติ ไม่มีความรุนแรง
ในภาวะเช่นนี้ รัฐบาลรักษาการตลอดจนกลุ่มการเมืองต่างๆ ที่ออกมาเคลื่อนไหวในยามนี้ จะต้องเห็นแก่ผลประโยชน์ของประเทศชาติ และเห็นแก่ปากท้องของประชาชนคนไทยด้วยกัน ต้องไม่จุดชนวนหรือกระทำการใดๆ ที่อาจสุ่มเสี่ยงว่าจะนำไปสู่เหตุการณ์ความรุนแรงในทุกกรณี เพื่อไม่ให้กระทบภาคการท่องเที่ยว ไม่ซ้ำเติมเศรษฐกิจให้หนักหน่วงไปกว่านี้







