posttoday
เลือกตั้งโมฆะดับฝันเศรษฐกิจโต

เลือกตั้งโมฆะดับฝันเศรษฐกิจโต

24 มีนาคม 2557

โดย...เสาวรส รณเกียรติ

โดย...เสาวรส รณเกียรติ

สถานการณ์ทางการเมืองที่สำนักด้านเศรษฐกิจหลายแห่งคาดหวังว่าจะหาข้อยุติ และสามารถจัดตั้งรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มได้ภายในครึ่งแรกปี 2557 นี้ เพื่อเดินหน้าการเบิกจ่ายงบประมาณ 2557 และจัดทำงบปี 2558 รวมทั้งการใช้จ่าย การลงทุนภาคเอกชน ต้องสะดุดหยุดกึกลงทันที หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2557 ที่ผ่านมาเป็นโมฆะ

และหากเป็นไปตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คาดไว้ ในกรณีที่ไม่มีเหตุอะไร ก็น่าจะจัดการเลือกตั้งได้ใน 5 เดือนข้างหน้า หรือประมาณเดือน ส.ค. 2557 แต่กว่าจะจัดการเลือกตั้งเพื่อให้ สส.ได้ครบ 95% เพื่อเปิดประชุมสภา และกระบวนการอื่นๆ ก็น่าจะได้รัฐบาลใหม่ประมาณปลายปี 2557 หรือต้นปี 2558

ซึ่งโอกาสที่จะเป็นไปตามโมเดลข้างต้นมีน้อยมาก หลังจากที่ผู้ชุมนุมทางการเมืองประกาศจะคัดค้านการเลือกตั้งทุกรูปแบบหากไม่มีการปฏิรูปประเทศก่อน ยิ่งทำให้การเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ช้าออกไปอีก

ผลที่จะเกิดขึ้นทันที ปี 2557 ต่อเนื่องไปถึงปี 2558 เศรษฐกิจคงซบเซาต่อเนื่อง จากเดิมที่หวังให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจครึ่งหลังปีนี้มาฉุดให้ทั้งปีฟื้นตัวขึ้น ด้วยสาเหตุ 23 ประการ

ประการแรก คือ นับจากนี้เม็ดเงินลงทุนของภาครัฐจะเข้าสู่ระบบน้อยลงอย่างต่อเนื่อง โดยปีงบประมาณ 2557 มีรายจ่ายลงทุน 441,510.4 ล้านบาทนั้น แต่ 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ ไม่มีการเบิกจ่ายงบลงทุนแน่นอนแล้ว 1.7 แสนล้านบาท และคาดว่าทั้งปีงบลงทุนเกือบทั้งก้อนก็คงไม่มีการเบิกจ่ายออกมา

ขณะที่งบประจำจำนวน 2,017,244 ล้านบาท ยังคงเบิกจ่ายปกติ แต่เงินก้อนนี้จะไปกระตุ้นการใช้จ่ายของข้าราชการมากกว่า ผิดกับงบลงทุนที่จะกระตุ้นให้เกิดการลงทุนด้านอื่นๆ ในระบบตามมา เช่น การก่อสร้าง การผลิตภาคอุตสาหกรรม เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น ฯลฯ ซึ่งจะมีผลต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ไปถึงการลงทุนอื่น รวมถึงการจ้างงาน

นอกจากนี้ ยังทำให้ไม่สามารถจัดทำงบประมาณ 2558 ที่ต้องเริ่มตั้งแต่เดือน ม.ค.-ก.พ. 2557 ส่งผลให้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2557 รัฐบาลต้องใช้กรอบงบรายจ่ายปี 2557 ไปก่อน เฉพาะงบประจำ คือ 2,017,244 ล้านบาท ขณะที่งบลงทุนหากอนุมานจากปีงบประมาณ 2557 เท่ากับจะหายไปอีกประมาณ 4.4 แสนล้านบาท รวม 2 ปี เท่ากับประเทศไม่มีเม็ดเงินลงทุนภาครัฐเข้าระบบเกือบ 1 ล้านล้านบาท

ประการต่อมา การเลือกตั้งที่ล่าช้าออกไป เชื่อว่าจะทำให้ผู้บริโภคชะลอการจับจ่ายใช้สอยต่อเนื่องไปอีก เนื่องจากจะคาดการณ์ว่าปัญหาการเมืองไม่ยุติ จึงไม่เชื่อมั่นที่จะใช้จ่าย เมื่อผนวกกับการที่ชาวนาอีกกว่า 1 ล้านราย ยังไม่ได้รับเงินจากการนำข้าวไปจำนำกับรัฐบาล และสินค้าเกษตรตัวอื่นมีราคาตกต่ำลง ยิ่งจะฉุดความเชื่อมั่นของผู้บริโภคให้ทรุดลงอีก หลังจากทำสถิติต่ำสุดในรอบ 26 เดือน เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา

ผลกระทบประการที่สาม คือ การลงทุนของเอกชนในโครงการขนาดใหญ่ที่รอการส่งเสริมการลงทุนจากรัฐบาลก็ชะงักตามไปด้วย เพราะนอกจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนจะหมดวาระไป และยังไม่มีการแต่งตั้งใหม่แล้ว โครงการที่ลงทุนเกิน 200 ล้านบาท และค้างอยู่ถึง 380 คำขอ มูลค่ากว่า 5 แสนล้านบาท (ณ สิ้นเดือน ก.พ. 2557) ก็ต้องค้างเติ่งต่อไป เนื่องจากต้องรอนายกรัฐมนตรีคนใหม่มานั่งเป็นประธานบอร์ดในการอนุมัติ

เรียกได้ว่าเสาหลักของเศรษฐกิจอย่างน้อย 3 เสา ซวดเซไปตามกันจากการไม่มีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการบริหารงานราชการ

สิ่งที่ต้องติดตามหลังจากนี้ก็คือ หน่วยงานสำคัญด้านเศรษฐกิจจะปรับลดคาดการณ์จีดีพีปีนี้อีกครั้งเหลือเท่าไหร่??

โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ ยอมรับหลังจากแถลงปรับลดคาดการณ์จีดีพีปีนี้ จาก 3% เหลือ 2.7% ว่า จีดีพีมีโอกาสที่จะลดต่ำกว่านี้อีก หากสถานการณ์การเมืองลากยาวออกไปเกินกว่าครึ่งปี

ด้าน สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ก็ออกมาทิศทางเดียวกันว่า หากยังตั้งรัฐบาลใหม่ไม่ได้ ก็มีโอกาสที่จีดีพีปีนี้จะเติบโตไม่ถึง 3%

ส่วน เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังรีรอที่จะปรับลดตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้ที่ 3% เพื่อรอติดตามอีก 2 ปัจจัย คือผลการตัดสินของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เรื่องทุจริตจำนำข้าว ที่อาจมีผลต่อความรุนแรงทางการเมือง และภาวะเศรษฐกิจจีนและญี่ปุ่นที่มีแนวโน้มชะลอตัวว่าจะกระทบต่อการส่งออกที่ปีนี้ที่ตั้งเป้าเติบโต 5% หรือไม่

เชาว์ เห็นว่า ถ้าการเมืองส่อเค้าเกิดความรุนแรงขึ้น หรือตัวเลขส่งออกไม่ดีอย่างคาด จีดีพีปีนี้ก็มีโอกาสจะโตต่ำกว่า 3%

สิ่งที่จะต้องติดตามต่อไป คือ ผลที่ตามมาหากจีดีพีปีนี้เติบโตต่ำกว่า 3% ติดต่อกันเป็นปีที่สอง หลังจากปี 2556 เติบโต 2.9% และชะลอตัวลงมากจากปี 2555 ที่จีดีพีเติบโตถึง 6.5%

โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่มักจะเป็นต้นตอของวิกฤตเศรษฐกิจประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐ ในวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่ผ่านมา รวมทั้งประเทศไทย กรณีต้มยำกุ้งปี 2540 ก็มาจากภาคอสังหาริมทรัพย์

แต่ครั้งนี้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้มีการเก็งกำไรจนกลายเป็นฟองสบู่ แต่เกิดจากความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนทรุดตัว ส่งผลให้ยอดการโอนบ้านที่อยู่อาศัยต่ำลง และมีแนวโน้มจะต่ำลงเกือบ 50% ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายกลางและรายเล็ก รวมถึงรายที่อยู่ในภูมิภาค เริ่มมีปัญหาสภาพคล่องจนมีโอกาสที่จะกลายเป็นหนี้เสียของธนาคารพาณิชย์ที่ปล่อยกู้ได้

ภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ประสบวิกฤต ยังส่งผลกระทบถึงธุรกิจเกี่ยวเนื่องอีกมากมาย เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น ผู้รับเหมาก่อสร้าง ฯลฯ

ปัญหาการเมืองที่กระทบต่อตัวเลขจีดีพี ยังจะส่งผลต่ออันดับเครดิตของประเทศอีกด้วย บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ ที่แม้จะคงเครดิตไทยไว้ก่อนหน้านี้ แต่ก็ส่งสัญญาณเตือนไว้ว่า หากปัญหาการเมืองยังยืดเยื้อและทวีความตึงเครียดขึ้น จะเป็นแรงกดดันต่ออันดับเครดิตของประเทศในที่สุด

ปัญหาการเมืองที่กระทบถึงเครดิตประเทศ ไม่ได้หมายถึงเพียงการที่ไทยจะมีต้นทุนเงินกู้ที่สูงขึ้นเท่านั้น แต่หมายถึงความน่าลงทุนของไทยจดลดฮวบลงในสายตาต่างประเทศอีกด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท