
ยอดคน
ได้ยินมาว่า การที่จะเป็นยอดคนที่ได้รับความศรัทธาจากผู้คนนั้น จะต้องมีคุณสมบัติพิเศษ
ได้ยินมาว่า การที่จะเป็นยอดคนที่ได้รับความศรัทธาจากผู้คนนั้น จะต้องมีคุณสมบัติพิเศษ ขอย้ำว่า “พิเศษ” หรือ “วิเสส” จริงๆ นะครับ เพราะถ้าคุณสมบัติธรรมดาๆ ยังไม่ถือว่าเป็นยอดคนแน่
เพื่อความเข้าใจขอเปรียบเทียบให้เห็นง่ายๆ ระหว่างคนที่เป็นพระโพธิสัตว์กับคนทั่วไป ถ้าพูดถึงคุณธรรมย่อมมีความหนักแน่นยิ่งหย่อนกว่ากันแน่นอน
คนที่เป็นพระโพธิสัตว์ย่อมมีความหนักแน่นกว่าคนทั่วไปมากมายหลายเท่า แม้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็จะมั่นคงมักจะไม่แปรเปลี่ยน ต่างจากคนทั่วไปที่สามารถแปรเปลี่ยนได้ตลอดขึ้นกับสถานการณ์บ้าง จากเหตุปัจจัยต่างๆ บ้าง
พูดง่ายๆ คือ มีจุดยืนที่มั่นคง และจุดยืนนั้นจะต้องเป็นจุดยืนบนความถูกต้อง ถูกธรรม ซึ่งจะไปถูกใจใครหรือขัดใจใครก็แล้วแต่ ก็นับว่าเป็นยอดคนได้
และเคยได้ยินไหมครับ โบราณว่าไว้ ถ้าจะดูยอดคน ให้ดูที่ “ความอดทน” ที่เป็นเลิศ ซึ่งหมายความว่า จะไม่มีคำพูดประมาณว่า “ความอดทนมีขีดจำกัด” ออกมาจากปากบุคคลนั้นๆ จะไม่มีมีคำว่า “แรงมาก็แรงไป”
แล้วใครคือยอดคน?
ถ้าผมจะยกคนนั้นคนนี้ในปัจจุบันว่าเป็นยอดคน อาจมีคนเถียงว่า...ใช่เหรอ จริงเหรอ ตัวปลอม แต่ถ้าผมยก “พระพุทธเจ้า” พระบรมครูของโลก ใครจะแย้งก็สุดแต่ สำหรับผมทรงเป็นปุริสุตตโม “ยอดคน” อย่างแท้จริง
ทรงเป็นยอดคนอย่างไร
ขอยกตัวอย่างเหตุการณ์ครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นกับพระองค์ สมัยประทับอยู่ในเมืองโกสัมพี ซึ่งในเมืองนี้ก็มีทั้งคนที่ศรัทธาจำนวนมาก คนที่ไม่ศรัทธาก็มีเป็นธรรมดา
เผอิญว่าในบุคคลที่ไม่ศรัทธานั้น มีคนคนหนึ่งมีความเคียดแค้นพระพุทธเจ้าเป็นการส่วนตัว และเป็นถึงมเหสีของพระราชาพระนามว่า “อุเทน” ผู้ปกครองแคว้นโกศลด้วย ชื่อว่า “มาคันทิยา”
มเหสีองค์นี้พระสิริงดงามมาก เดิมเป็นลูกสาวของพราหมณ์คนหนึ่ง เรื่องของเรื่องก่อนมาเป็นมเหสีของพระเจ้าอุเทนนั้น พ่อได้ยกเธอถวายพระพุทธเจ้า แต่พระพุทธองค์ทรงปฏิเสธ ทำให้มาคันทิยาเคียดแค้นผูกอาฆาต คิดไปว่าถ้าวันใดได้เป็นใหญ่จะแก้แค้น
พอได้เป็นเจ้าใหญ่นายโตสมใจก็จ้องแก้แค้นพระพุทธเจ้ามาตลอด จนพระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับที่เมืองโกสัมพี จึงเห็นเป็นโอกาสที่จะได้จัดการ
โดยเริ่มแผนการด้วยการให้คนสนิทส่วนตัวไปติดสินบน โดยการว่าจ้างชาวบ้านชาวเมืองที่เป็นพวกทาส กรรมกรส่วนใหญ่ และพวกที่เป็นมิจฉาทิฐิที่ไม่ชอบพระอยู่แล้วให้ด่าพระพุทธเจ้า
เรียกว่า “ปลุกม็อบ” ขึ้นมาด่าโดยเฉพาะ ไม่รู้ว่ามีมือตบตีนตบด้วยหรือเปล่า
วิธีการ เจอพระพุทธเจ้าที่ไหน ให้เข้าไปรุมด่าที่นั่น ตามที่พระมเหสีมาคันทิยาต้องการ คือ ให้พระพุทธเจ้าเสียหน้า เกิดความอับอายจนทนอยู่ไม่ได้ ต้องออกจากเมืองไป
แล้วก็มีคนประเภท “รับจ้างด่า” จำนวนไม่น้อยด้วยสิครับ พอพระพุทธเจ้าปรากฏพระองค์ที่ไหนก็จะมี “ม็อบด่า” ที่นั่น ด่าด้วยหยาบคายต่างๆ นานา เป็นต้นว่า เจ้าโจร เจ้าคนพาล เจ้าคนโง่ เจ้าอูฐ เจ้าโค เจ้าลา เจ้าสัตว์นรก เจ้าสัตว์เดรัจฉาน ฯลฯ
แต่พระพุทธองค์ก็ทรงนิ่งปกติไม่สะทกสะท้านเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่พระอานนท์ผู้เป็นปัจฉาสมณะนั้นทนไม่ได้ถึงกับกราบทูลให้เสด็จไปเมืองอื่น
พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ถ้าไปเมืองอื่นเขาก็ยังด่าอีก จะไปไหนล่ะ พระอานนท์ก็ทูลว่า ก็ไปเมืองอื่นต่อ แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ทำอย่างนั้นไม่ควร เรื่องเกิดที่ใดก็ขอให้จบที่นั้นก่อนแล้วค่อยไป
“พวกที่ด่านั้นเป็นพวกไหนกัน อานนท์” พระพุทธเจ้าตรัสถาม
“ส่วนใหญ่พวกทาสกรรมกร” พระอานนท์ ทรงกราบทูล
พระบรมครูจึงตรัสกับพุทธอุปัฏฐากว่า อานนท์ เราเปรียบเสมือนช้างที่เข้าสู่สงคราม ซึ่งต้องอดทนต่อลูกศรที่มาจากทั้งสี่ทิศ ช้างที่เข้าสงครามย่อมอดทนต่อลูกศรที่มาจากทั้งสี่ทิศฉันใด
การอดทนต่อคำล่วงเกินของผู้อื่นจึงเป็นหน้าที่ของเราฉันนั้น เชื่อเถิดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตถาคตครั้งนี้ไม่เกิน 7 วัน ก็จะสงบเรียบร้อย (ไม่ใช่ถูกสลาย...แต่) คนพวกนี้ก็จะเลิกด่าไปเอง
ปรากฏว่า เหตุการณ์ดำเนินมาได้ 7 วัน ชาวบ้านที่ด่าๆ กันนั้นก็เลิกด่า ทั้งนี้ เพราะพวกเขาไม่ได้ทำด้วยอุดมการณ์ ไม่ได้ทำด้วยใจ แต่มาจากการจ้างวาน ซึ่งเมื่อหมดสัญญาจ้างก็แยกย้ายกันกลับบ้าน
จึงเข้าทำนอง “เงินหมด คนหาย” เมื่อหมดท่อน้ำเลี้ยงม็อบก็ฝ่อ สุดท้ายก็แยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมัน แหม...พระพุทธเจ้าเนี่ยทรงรู้จริงและคาดการณ์อะไรไม่มีผิด
หันมาที่บ้านเมืองเราตอนนี้ ก็ได้แต่หวังว่า เมื่อไหร่หนอพี่น้องไทยทั้งหลายจะเลิกด่ากันเสียที กระนั้นก็อยากจะบอกว่า “คนที่ถูกด่า” แล้วอดทนได้ นิ่งดุจพญาช้างสารที่เข้าสู่สงคราม ไม่ตอบโต้ ถือว่าเป็นยอดคน
ในขณะเดียวกัน ก็อยากจะบอกว่า ไม่มีที่ไหนที่ “คนที่ชอบด่าคนอื่น” ปาวๆ จะเป็นยอดคนที่แท้จริงได้ครับ







