
ออก พรก.ฉุกเฉินคลุม 16 จว. ปิดถนน-ตัดน้ำไฟราชประสงค์
คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้ประกาศพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเพิ่มอีก 7 จังหวัด และประกาศเพิ่มเติมในอำเภอที่ยังได้ประกาศในพื้นที่เดิมอีก 9 จังหวัด รวมเป็น 16 จังหวัด เพื่อสกัดไม่ให้กลุ่มคนเสื้อแดงเดินทางเข้ามาชุมนุมที่กรุงเทพฯ ขณะเดียวกันศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้สั่งตัดน้ำ ตัดไฟ ปิดถนนหลัก 5 เส้นทางรอบราชประสงค์ พร้อมสั่งเป็นเขตห้ามบิน หลังพบว่ากลุ่ม นปช.มีการใช้เครื่องบินบังคับวิทยุติดตั้งกล้องเพื่อสอดแนมการทำงานของเจ้าหน้าที่
สำหรับพื้นที่ที่ได้ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 15 จังหวัด ประกอบด้วยพื้นที่ กทม. ภาคกลาง จ.นนทบุรี สมุทรปราการปทุมธานี และพระนครศรีอยุธยา ภาคตะวันออก จ.ชลบุรี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ขอนแก่น อุดรธานี ชัยภูมิ นครราชสีมา ศรีสะเกษ และภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ เชียงราย น่าน ลำปาง และนครสวรรค์
ขณะที่ ศอฉ.ได้ประกาศผ่านสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เรื่องห้ามการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะใน 5 เส้นทาง คือ 1.ถนนเพชรบุรี ตั้งแต่แยกขึ้นทางด่วนเพชรบุรีถึงสี่แยกราชเทวี 2.ถนนพญาไท ตั้งแต่สี่แยกราชเทวีถึงสี่แยกสามย่าน 3.ถนนวิทยุ ตั้งแต่สี่แยกถนนวิทยุถึงแยกขึ้นทางด่วนเพชรบุรี 4.ถนนภายในพื้นที่ที่ห้ามตามข้อ 1 ถึงข้อ 3 จนถึงแนวถนนพระราม 4 และ 5.ถนนราชปรารภ ตั้งแต่สี่แยกประตูน้ำถึงสี่แยกมักกะสัน
พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศอฉ. แถลงว่า ศอฉ.จะเสนอปรับโครงสร้าง ศอฉ.ในภูมิภาค ยกระดับให้แม่ทัพภาคที่ 2 และแม่ทัพภาคที่ 3 เป็นผู้บัญชาการ ศอฉ.ภูมิภาค โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด 16 จังหวัดที่มีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นผู้บัญชาการกองกำลังจังหวัด ที่มีความใกล้เคียง ศอฉ.ส่วนกลาง
สำหรับกองทัพอากาศเตรียมออกประกาศเขตหวงห้ามการบิน ห้ามไม่ให้มีเครื่องบิน เครื่องร่อน และอากาศยานทุกชนิดบินเหนือพื้นที่แยกราชประสงค์ในระดับความสูงจากพื้นดิน 6,000 ฟุต ในรัศมี 3.6 กิโลเมตร เนื่องจากตรวจสอบพบว่ากลุ่ม นปช.มีการใช้เครื่องบินบังคับวิทยุติดตั้งกล้องเพื่อสอดแนมการทำงานของเจ้าหน้าที่
นอกจากนี้ ศอฉ.ยังยึดแนวทางปฏิบัติเดิมเพื่อปิดล้อมสกัดกั้นพื้นที่แยกราชประสงค์ ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันที่ 13 พ.ค. เพื่อกระชับวงล้อมรอบพื้นที่ชุมนุม โดยตัดการบริการสาธารณะทุกชนิดทั้งไฟฟ้า น้ำประปา การจราจร รถไฟฟ้าบีทีเอส รถไฟฟ้าใต้ดิน รถประจำทาง และเรือโดยสารทางคลองแสนแสบ เพื่อให้ส่งผลกระทบและกดดันต่อกลุ่มผู้ชุมนุม เพื่อให้ยุติการชุมนุมแล้วออกจากพื้นที่โดยเร็ว และไม่ต้องการให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนที่พักอาศัยและทำงานในพื้นที่ดังกล่าว
สำหรับการใช้รถหุ้มเกราะนั้น พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่มีความจำเป็นต้องใช้รถหุ้มเกราะเพื่อป้องกันการถูกโจมตีจากกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่อยู่ในพื้นที่ หลังมีการข่าวที่น่าเชื่อถือได้ว่ามีการเตรียมใช้จรวดอาร์พีจียิงทำร้ายเมื่อเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน
อย่างไรก็ตาม การใช้อาวุธ เช่น ปืนทราโว่ หรือปืนกลเอ็ม 16 เจ้าหน้าที่จะปฏิบัติตามกฎการใช้กำลัง 3 กรณี เริ่มตั้งแต่ 1.การยิงข่มขวัญขึ้นฟ้า 2.ยิงเพื่อป้องกันเจ้าหน้าที่ที่ถูกทำร้าย และ 3.ยิงไปยังบุคคลที่มีอาวุธอยู่ในมือไม่ว่าจะเป็นปืนหรือลูกระเบิด ซึ่งเจ้าหน้าที่จะยิงปืนทีละนัด ไม่ได้ยิงแบบอัตโนมัติ เพื่อกดดันผู้ชุมนุมให้ออกจากพื้นที่
นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่พลแม่นปืน หรือสไนเปอร์ ทำหน้าที่ในการระวังป้องกัน และใช้ยิงผู้ก่อการร้ายที่มีอาวุธ โดยเจ้าหน้าที่จะไม่มีอาวุธหนักอื่น โดยไม่มีการใช้ลูกระเบิดขว้าง ระเบิดเอ็ม 79 หรือปืนที่นอกเหนือไปจากนี้ เพื่อเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจ
ทั้งนี้สำนักงานรอบราชประสงค์ปิดให้พนักงานกลับบ้านแล้ว และศาลอนุญาตให้ตัดสัญญาณมือถือได้ครั้งละ 6 ชั่วโมงต่อเนื่อง
พล.ต.ต.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ภายหลังเกิดเหตุระเบิดที่บริเวณแยกราชประสงค์และสีลมในช่วงค่ำ ได้รับรายงานว่า มีการยิงระเบิดชนิดเอ็ม 79 เข้าไปในพื้นที่ชุมนุมประมาณ 5 ลูก และมีกระสุนปืนยิงเข้าไปในพื้นที่ด้วย ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บได้รับรายงานว่าถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลตำรวจ 1 คน โรงพยาบาลจุฬาฯ 1 คน รวมถึงพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล รวมเป็น 3 คน ล่าสุดมีผู้เสียชีวิต 1 คน ส่วนผู้บาดเจ็บถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลหัวเฉียว 20 คนนั้นยังไม่แน่ชัด และไม่ได้รับการยืนยันว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารได้รับบาดเจ็บหรือไม่







