
เชื่อมั่นผู้บริโภคเม.ย.ต่ำสุดรอบปีหวั่นจีดีพีหลุด3%
โพสต์ทูเดย์
— การเมืองทุบเชื่อมั่นผู้บริโภค เม.ย. ดิ่งสุดรอบปี ร่วงติดกัน 3 เดือน หอการค้าชี้ช่วงขาลงชัด หวั่นยืดเยื้อจีดีพีต่ำ 3% เตรียมปรับประมาณการณ์จีดีพีใหม่ หวั่นยืดเยื้อรุนแรงทำจีดีพีต่ำ 3%นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 2,239 ราย เกี่ยวกับความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่อเศรษฐกิจไทยเดือน เม.ย. 2553 พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นทุกรายการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และมีค่าดัชนีทุกรายการต่ำสุดในรอบปี
ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน เม.ย. เท่ากับ 75.0 ลดจากเดือน มี.ค. 77.3 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน 61.8 ลดจาก 64.2 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต 78.4 ลดลงจาก 80.7 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมเท่ากับ 67.2 ลดจาก 69.8 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน 66.5 ลดจาก 68.7 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต 91.2 ลดจาก 93.5
ผลดังกล่าวมาจากปัจจัยลบ โดยเฉพาะการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่มีการปะทะรุนแรงวันที่ 10 เม.ย. มีผู้บาดเจ็บล้มตาย กระทบด้านจิตวิทยาการเดินทางมาท่องเที่ยวและการใช้จ่ายประชาชนในประเทศ เห็นได้จากดัชนีความเชื่อมั่นสถานการณ์ทางการเมืองลดต่ำสุดรอบ 16 เดือนนับจากเดือน ม.ค. 2552 ที่มีการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ และยังกระทบกับดัชนีความเหมาะสมการซื้อรถยนต์คันใหม่ บ้านหลังใหม่ การลงทุนธุรกิจเอสเอ็มอี และการท่องเที่ยวให้ลดต่ำสุดในรอบปีเช่นกัน หลังจากที่ผ่านมาช่วงปลายปี 2552 ถึงต้นปี 2553 ดัชนีปรับตัวดีขึ้น
ขณะที่ปัจจัยกระทบรองลงมา ได้แก่ ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศเริ่มแพงเฉลี่ย 1090 สตางค์/ลิตร ปัญหาค่าครองชีพและราคาสินค้าที่สูงขึ้น สวนทางรายได้ที่ไม่เพิ่มขึ้น ความไม่ชัดเจนมาบตาพุด และวิกฤตหนี้ในกรีซ
นายธวรรธน์ กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นขณะนี้ตกลงจนน่าเป็นห่วง เพราะเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ลดลงถึง 2 จุดภายในเดือนเดียว สะท้อนว่าความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับเข้าสู่ขาลงชัดเจน ที่สำคัญดัชนีทุกรายการมีค่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในไตรมาสสี่ปี 2552 ด้วย ซึ่งหากสถานการณ์การเมืองและปัจจัยลบต่างๆไม่คลี่คลายในเร็ววัน ความเชื่อมั่นจะลดลงอีก จนทำให้การจับจ่ายใช้สอยไตรมาสสองชะลอตัว
“
ในระยะนี้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายจากประชาชน นอกจากนี้ปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่เกิดขึ้นได้บั่นทอนต่อความสุขในการดำเนินชีวิตให้ลดลงต่ำสุดในรอบ 48 เดือน นับตั้งแต่ พ.ค. 2549 ด้วย” นายธวรรธน์ กล่าวสำหรับการประเมินผลกระทบจากการชุมนุมจนถึงวันที่ 13 พ.ค.นี้ มีความเสียหายระดับ 67 หมื่นล้านบาท กระทบจีดีพีลดลง 0.40.6% แต่หากยืดเยื้อถึง 2 เดือน จะเสียหาย 69 หมื่นบาท และหากยืดเยื้อถึง 3 เดือน จะเสียหาย 9 หมื่นล้านบาทถึง 1.4 แสนล้านบาท กระทบจีดีพีลดลง 0.71% แต่ขณะนี้ยังเชื่อว่าจีดีพีปีนี้จะขยายตัวได้ 34% อย่างไรก็ตามอาจต้องมีการปรับประมาณการตัวเลขการขยายตัวเศรษฐกิจไทยใหม่ในช่วงปลายเดือนนี้เพราะหากสถานการณ์รุนแรงอาจกระทบจีดีพีให้ลดลงได้อีก“
สถานการณ์ขณะนี้ยังประเมินไม่ได้ หากสลายชุมนุมแล้วจบ จีดีพีปีนี้อาจขยายตัวได้ถึง 45% เพราะการส่งออกไทยขยายตัวเป็นบวกได้ถึง 1520% แต่หากการชุมนุมยืดเยื้อจีดีพีน่าจะขยายตัว 34% เว้นแต่เกิดเหตุรุนแรงทางการเมือง รวมถึงเศรษฐกิจภายนอก วิกฤตหนี้ในกรีซลุกลามกลายเป็นปัญหาใหญ่ระดับภูมิภาค อาจทำให้จีดีพีต่ำกว่า 3%” นายธนวรรธน์ กล่าว






