
หนุนตั้งสหภาพขรก.ตัดทอนฝ่ายการเมืองล้วงลูก
เวทีเสวนาหนุนปฎิรูประบบราชการ แนะตั้งสหภาพข้าราชการตัดทอนฝ่ายการเมืองล้วงลูก
เวทีเสวนาหนุนปฎิรูประบบราชการ แนะตั้งสหภาพข้าราชการตัดทอนฝ่ายการเมืองล้วงลูก
คณะกรรมการประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข หรือ กปปส. ได้จัดเวทีเสวนาเพื่อระดมความการปฏิรูปประเทศไทย ครั้งที่ 6 ในหัวข้อ “การปฏิรูประบบราชการ”
โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. กล่าวเปิดว่า ความสำเร็จของการพัฒนาประเทศที่ผ่านมา คือ ความเข้มแข็งของระบบราชการ แต่ 30 ปีที่ผ่านมา แม้ภายนอกระบบราชการอาจดูเหมือนเดิม แต่ภายในกลับถูกบ่อนทำลาย โดยฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกแซง มีอิทธิพลเหนือระบบคุณธรรม ทำให้ข้าราชการของแผ่นดินกลายเป็นข้าราชการของนักการเมือง
ส่วนคุณธรรมจริยธรรมข้าราชการก็ถือเป็นส่วน ทำให้คุณค่าของข้าราชการด้อยลง อีกทั้ง ในยุคสมัยสังคมมีการพัฒนา ข้าราชการดีๆ มองไม่เห็นลู่ทางเติบโตในระบบราชการ จึงออกไปทำอาชีพเพื่อแสดงฝีมือและได้ผลตอบแทนสูง ทำให้ระบบราชการอ่อนแอลง ซึ่งปัญหาเหล่านี้ไม่สามรถแก้ไขปรับปรุงได้ในสถานการณ์ปกติ ดังนั้น จึงเป็นโอกาสแก้ไข และปฏิรูปเรื่องเหล่านี้ โดยให้เชื่อมโยงเรื่องอื่นที่จะปฏิรูป อาทิ การกระจายอำนาจ แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ
นายสีมา สีมานันท์ อดีตเลขาธิการสำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) กล่าวว่า การปฏิรูประบบราชการต้องเน้นเรื่องการบริหารทรัพยากรบุคคล เพราะนักการเมืองยุคหลังได้ทำลายระบบนี้ ด้วยการแต่งตั้งพวกตัวเอง ไม่คำนึงถึงผลงาน คุณภาพ ล้วงลูกตั้งแต่ระดับล่างจนถึงปลัด ส่งผลให้ข้าราชการประจำเห็นว่า ยอมนักการเมืองแล้วได้ดี จึงเกิดความสวามิภักดิ์ต่อนักการเมือง จนเกิดคำว่ามีวันนี้เพราะพี่ให้
นอกจากนี้ ควรมีการปฏิรูปความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำ โดยเฉพาะเรื่องการแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง ให้มีจุดเชื่อมโยงเฉพาะเท่าที่จำเป็น เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ข้าราชการที่ดีอยู่ได้ และข้าราชการเองควรมีมโนสุจริต ทำงานด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส ไม่มีการหาประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่
โดยเฉพาะหน่วยงานเกี่ยวกับการอนุมัติ อนุญาต หรือหน่วยงานเกี่ยวกับการตรวจสอบ ข้าราชการควรมีจิตสาธารณะ ส่วนการปฏิรูปในเรื่องวิธีการทำงานนั้น ควรมีการพัฒนาข้าราชการให้มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น และควรมีค่าตอบแทนเหมาะสมกับคนที่อยู่ในระบบราชการ ให้มีเกียรติมีศักดิ์ศรี
นายสีมา กล่าวต่อว่า ควรมีการบัญญัติค่านิยมสร้างสรรค์ และจรรยาบรรณข้าราชการ ในกฎหมายด้วย คือ 1.กล้ายืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้อง 2.ซี่อสัตย์และรับผิดชอบ 3.โปร่งใส ตรวจสอบได้ 4.ไม่เลือกปฏิบัติ แยกเรื่องส่วนตัวกับเรื่องราชการ และ 5.มุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน วิธีการทำงานเป็นการนำเอาเครื่องมือ
อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปโครงสร้าง รูปแบบ ของหน่วยงานภาครัฐต้องปรับปรุงใหม่ เพราะหลังจากที่มีการกระจายอำนาจ แต่ละท้องถิ่นจะมีอำนาจปกครองตนเอง ดังนั้น ควรให้แก้ปัญหาของตัวเอง เหมือนมีรัฐบาลย่อย แต่ระบบราชการที่จำเป็น ยังคงต้องอยู่กับส่วนกลาง อาทิ ความมั่นคง ต่างประเทศ เป็นต้น และควรมีระบบไอทีมาใช้ในการทำงาน เพื่อความทันสมัยและคล่องตัว
นายพันธุ์ชัย วัฒนชัย อดีตรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ความเห็นว่า การปฏิรูประบบราชการนั้น ส่วนกลางต้องลดขนาด โดยให้ข้าราชการภูมิภาคขึ้นอยู่กับท้องถิ่น เพื่อลดค่าใช้จ่ายส่วนกลาง เพราะขณะนี้มีการใช้เงิน 40% ของเงินงบประมาณแผ่นดินในการจ่ายเงินเดือนข้าราชการ และประชาชนควรมีส่วนร่วมในการตรวจสอบถ่วงดุลระบบราชการ ทั้งนโยบาย และการทำงาน
ทั้งนี้ แม้ระบบราชการจะมีผู้ตรวจแต่ละกระทรวง แต่ก็ไม่เคยมีการลงโทษข้าราชการแบบรุนแรง นอกจากนั้น หากมีความผิดทางอาญา ก็ควรให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสืบสวนด้วย และสิ่งสำคัญที่ต้องปฏิรูป คือ อิทธิพลเจ้าพ่อท้องถิ่น ซึ่งมีทั่วทุกภาคของประเทศ
ขณะที่ นายอัษฎา ชัยนาม อดีตเอกอัครราชทูไทยประจำสหประชาชาติ ระบุว่า ปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้น เพราะเมืองไทยยึดในระบบอุปถัมภ์ จึงเกิดสองมาตรฐาน ซึ่งวิธีแก้ คือ 1.ปฏิรูปเรื่องการแต่งตั้งข้าราชการ โดยให้ทุกกระทรวงมีสหภาพข้าราชการ เพื่อเข้ามามีอำนาจในการแต่งตั้งข้าราชการด้วย ซึ่งคล้ายกับรูปแบบการแต่งตั้งของทหาร ไม่ใช่ปล่อยให้ฝ่ายการเมืองแต่งตั้งคนใกล้ชิดเข้ามาทำหน้าที่
2.การคัดเลือกคนเข้ามาในระบบราชการ ควรมีความโปร่งใส และเปิดเผยต่อสาธารณชนได้ และ 3.กระบวนการยุติธรรม ต้องเปิดโอกาสให้ข้าราชการสู้อย่างเต็มที่ เพราะเมืองไทยมีการกลั่นแกล้งกันมาก มีระบบขัดแข่งขัดขา ทำให้คนที่ไม่มีพรรคพวกไม่สามารถอยู่ได้
นายภิญโญ ทองชัย อดีตเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปราการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) มองว่า ปัญหาอยู่ที่ระบบบริหารบุคคล เนื่องจากมีการใช้ระบบรวมศูนย์อำนาจ และระบบตรวจสอบที่ยังคงเป็นระบบปิด ดังนั้น ขอตั้งคำถามว่า 1.การบริหารบุคคลภาครัฐนั้น ก.พ.ควรจะขึ้นอยู่กับการเมืองหรือไม่ และควรจะเป็นมืออาชีพเรื่องการบริหารงานบุคคลหรือไม่
2.การแต่งตั้งโยกย้ายนั้นต้องมีการทบทวนระบบให้มีประสิทธิภาพหรือไม่ 3.ระบบตรวจสอบถ่วงดุลนั้นยังมีประสิทธิภาพหรือไม่ 4.ในเรื่องการต่อรองนั้นถ้าข้าราชการจะออกมาต่อสู้หากไม่ได้รับความเป็นธรรมควรเป็นสิทธิของราชการว่าจะใช้ช่องทางใดในการต่อสู้หรือไม่
ทั้งนี้ ส่วนตัวเห็นด้วยให้มีสหภาพข้าราชการ เพราะในอดีตเคยมีแนวคิดเรื่องดังกล่าว แต่ต้องทบทวนบทบาททางการเมืองซึ่งเข้ามามีบทบาทในการแต่งตั้งโยกย้าย อีกทั้ง จะต้องปรับบทบาทภาครัฐและมีการสร้างระบบการตรวจสอบให้เป็นระบบเปิด นอกจากนี้ จะต้องเอาระบบการสร้างธรรมาภิบาลมาใช้โดยกำหนดเป็นนโยบายสำคัญ
นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวด้วยว่า ปัญหานี้ที่ผ่านมา คือ การแต่งตั้ง ทำให้ระบบราชการเสีย และเสื่อมศักดิ์ศรี เพราะที่ผ่านมาคนอยากเป็นปลัดหรืออธิบดี ต้องไปต่างประเทศเพื่อให้ดูตัว ดังนั้น การแก้ปัญหาเรื่องนี้ กลไกต้องเป็นอิสสระ และการแต่งตั้งคนในระบบราชการ ควรแยกมาอีกหนึ่งอำนาจ นอกเหนือจาก อำนาจฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ







