posttoday
"สงครามเย็น"รอบสอง?

"สงครามเย็น"รอบสอง?

21 มีนาคม 2557

ทั่วโลกยังคงเกาะติดกับวิกฤตการณ์ระหว่าง “ยูเครน” และ “ไครเมีย” โดยเฉพาะสถานการณ์หลังจากผลประชามติ ร้อยละ 95 ของผู้มีสิทธิชาวไครเมียสะท้อนความต้องการผนวกกับ “รัสเซีย” ทำให้ “สหรัฐอเมริกา” และ “สหภาพยุโรป” (อียู) ขู่ใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและสังคมต่อรัสเซีย เพราะเห็นว่าการทำประชามติครั้งนี้ของไครเมียเป็นเรื่องละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศที่ยอมรับไม่ได้

ทั่วโลกยังคงเกาะติดกับวิกฤตการณ์ระหว่าง “ยูเครน” และ “ไครเมีย” โดยเฉพาะสถานการณ์หลังจากผลประชามติ ร้อยละ 95 ของผู้มีสิทธิชาวไครเมียสะท้อนความต้องการผนวกกับ “รัสเซีย” ทำให้ “สหรัฐอเมริกา” และ “สหภาพยุโรป” (อียู) ขู่ใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและสังคมต่อรัสเซีย เพราะเห็นว่าการทำประชามติครั้งนี้ของไครเมียเป็นเรื่องละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศที่ยอมรับไม่ได้

จนทำให้นักวิเคราะห์ประเมินกันว่า เราอาจเผชิญกับ “สงครามเย็น” กันอีกครั้ง

ปัญหาระหว่างยูเครนและไครเมีย ถือว่ามีความอ่อนไหวต่อเศรษฐกิจโลกอย่างมาก หากไม่สามารถจัดการแก้ไขด้วยวิธีที่สหรัฐอเมริกา โลกตะวันตก และรัสเซีย ยอมรับได้ วิกฤตการณ์นี้ก็อาจขยายวงกว้างออกไปจนกระทั่งมีความเป็นไปได้ว่าประเทศต่างๆ จะถูกบังคับให้เลือกขั้ว (Polarization) อย่างที่เคยเกิดขึ้นในสงครามเย็นช่วงปี 24902534

หากมีสงครามเย็นครั้งที่สองย่อมส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลกมากกว่าครั้งแรกแน่นอน

จะเห็นได้ว่าสงครามเย็นในอดีตเป็นเรื่องขัดกันของอุดมการณ์ทางการเมืองระหว่างค่ายเสรีประชาธิปไตยกับคอมมิวนิสต์

ผู้ที่เลือกขั้วเสรีประชาธิปไตยในเวลานั้น มีโอกาสทางการค้า การลงทุนดีกว่า และสามารถทำให้เศรษฐกิจของประเทศพัฒนาขึ้น ขณะที่ค่ายคอมมิวนิสต์อย่างจีนและสหภาพโซเวียตต่างทุ่มงบประมาณเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางการทหารมากกว่าพัฒนาเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจของประเทศเสื่อมถอยลง มีคนยากคนจนเพิ่มมากขึ้น จนเกิดปัญหาสังคม

ในที่สุดบรรดาประเทศที่ยึดระบอบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ ต้องยอมเปลี่ยนมาบริหารภาคเศรษฐกิจแบบทุนนิยม

จนกระทั่งปัจจุบัน สภาพเศรษฐกิจของจีนและรัสเซียไม่เหมือนเดิมแล้ว เพราะทั้งคู่ผงาดขึ้นเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจและเป็นผู้นำในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ที่จับมือกันเป็นแนวร่วมทางเศรษฐกิจ อย่าง BRICS (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้)

ดังนั้น หากเป็นไปตามข้อสังเกตของนักวิเคราะห์ ที่มองว่าโลกกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่การเผชิญหน้าแบบสงครามเย็นรอบใหม่จะเกิดความรุนแรงสูงกว่ารอบแรก ที่เคยมีผู้คนล้มตาย บาดเจ็บ และพิการมากมาย

ที่สำคัญในวันนี้สหรัฐอเมริกากับโลกตะวันตกไม่มีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจเหมือนในอดีต อำนาจต่อรองจึงไม่สูงพอที่จะสามารถปกป้อง คุ้มครองด้านความมั่นคง ด้านการค้ากับประเทศต่างๆ ที่ส่งออกสินค้ามายังตะวันตก ซึ่งรวมทั้งไทยได้อีกต่อไป

ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงไปมาก ระบบการค้าการขาย รวมถึงระบบการเงินเชื่อมต่อถึงกันหมด ตลาดการค้าของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเกิดใหม่ไม่ได้ค้าขาย ส่งออก จำกัดอยู่แค่สหรัฐอเมริกาหรืออียู แต่กลับกระจายไปทั่วโลก ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้เน้นไปที่จีนและภูมิภาคเอเชียมากกว่าที่อื่นๆ ดังนั้น การพึ่งพิงเศรษฐกิจจากโลกตะวันตกจึงลดลงมาก

การที่สหรัฐอเมริกาและอียูขู่ “คว่ำบาตร” รัสเซีย ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ไม่น่าจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจยูเครนและอียู ที่ยังต้องพึ่งพิงพลังงานนำเข้าจากรัสเซีย อีกทั้งจะไม่เกิดผลดีกับหลายบริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกาและอียูที่เข้าไปลงทุนในรัสเซียด้วย

ส่วนประเทศที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสถานการณ์นี้ ก็อาจถูกลากเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ต้องเลือกข้าง ซึ่งจะมีผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจโลก

เราคงต้องย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์เมื่อ 200 กว่าปี ที่ “ฝรั่งเศส” ซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจในยุโรป นำทัพโดย นโปเลียน โบนาปาร์ต บุกเข้ายึดกรุงมอสโกของรัสเซียในปี 2355 เป็นผลสำเร็จ แต่กลับเกิดเรื่องที่นโปเลียนไม่คาดฝัน เมื่อรัสเซียได้อพยพผู้คนออกจากมอสโกจนกลายเป็นเมืองร้าง

นโปเลียนยึดมอสโกได้เพียง 5 สัปดาห์ ก็ต้องยกกองทัพฝรั่งเศสออกจากมอสโก และระหว่างทางก็ต้องสูญเสียทหารจำนวนมากจากการลอบโจมตีของฝ่ายรัสเซีย จนทำให้กองทัพฝรั่งเศสที่เกรียงไกรในเวลานั้นกลายเป็นเพียงกองทัพเล็กๆ ไปในทันที จนนำไปสู่การเสื่อมถอยอำนาจของนโปเลียนและฝรั่งเศสในที่สุด

ผมไม่แน่ใจว่าประวัติศาสตร์ทำนองนี้จะหวนกลับมาอีกครั้งหรือไม่ หรือจะสามารถเปรียบเทียบกับสถานการณ์ครั้งที่สหภาพโซเวียตยอมถอยจากระบอบคอมมิวนิสต์ในปี 2534 และแบ่งแยกประเทศออกเป็นหลายๆ ประเทศได้หรือไม่

แต่ที่แน่นอนก็คือ วันนี้รัสเซียกลับขึ้นมาเป็นมหาอำนาจอีกรอบ และกำลังเผชิญกับคำขู่ของโลกตะวันตก

จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไปว่า รัสเซียจะทำอย่างไรกับสถานกาณ์ที่เกิดจากวิกฤตการณ์ยูเครนและไครเมียครั้งนี้

การต่อสู้ในเชิงอุดมการณ์ทางการเมืองระหว่างอภิมหาอำนาจ ที่สหรัฐอเมริการ่วมกับอียูกำลังเผชิญหน้ากับรัสเซีย ว่าด้วยเรื่องการต่อสู้ระหว่างคนรวยกับค่ายคอมมิวนิสต์ที่มีจำนวนคนยากจนมากมาย จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะปัจจุบันทั้งสหรัฐอเมริกากับอียูและรัสเซียต่างเป็น “คนรวย” ด้วยกันทั้งหมด

การเผชิญหน้าของอภิมหาอำนาจในครั้งนี้ แม้จะมีความอ่อนไหวและถูกมองว่าอาจเป็นอันตรายต่อประชาคมโลก แต่ผมยังเชื่อว่าสถานการณ์ไม่น่าจะพัฒนาไปสู่สงครามเย็นครั้งที่สองในรูปแบบเดียวกับสงครามเย็นในอดีต เพราะรอบนี้ไม่มีเรื่อง “อุดมการณ์ทางการเมือง” แต่เป็นเรื่อง “ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคง” ล้วนๆ ครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท