
เลือก สว.อย่างไรดี?
วันอาทิตย์ที่ 30 มี.ค. 2557 จะมีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดละ 1 คน รวม 77 คน
วันอาทิตย์ที่ 30 มี.ค. 2557 จะมีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดละ 1 คน รวม 77 คน
หลายคนชอบกล่าวว่าการเลือกตั้งเป็นหลักการสำคัญของประชาธิปไตย เพื่อให้ประชาชนเลือกตัวแทนมาปฏิบัติงานแทนตน แต่ในทางวิชาการแล้วไม่ใช่เพียงแค่นั้น
ทั้งนี้ เพราะบุคคลผู้ได้รับเลือกนั้นต้องมาปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจ และใช้อำนาจรัฐแทนประชาชนตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด จึงต้องเลือกคนที่ทำงานได้และไม่มีแนวโน้มที่จะใช้อำนาจโดยมิชอบ
ด้วยเหตุนี้ การเลือกผู้แทนไม่ว่าจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ผู้บริหารท้องถิ่น สภาท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประชาชนจึงต้องเลือก “คนดี” เป็นพื้นฐาน
“คนดี” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงบุคคลที่ทำประโยชน์ให้กับผู้เลือกจนเป็นที่ชื่นชอบเท่านั้น แต่ควรเป็นคนที่มีวินัยในการปฏิบัติตนตามกฎ กติกา มารยาทของสังคม และเป็นคน “ซื่อตรง” (Integrity) กล่าวคือ เป็นคนที่เห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน และปฏิบัติตนเป็นคนดีอย่างสม่ำเสมอทั้งต่อหน้าและลับหลัง
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงนิพนธ์ไว้ในหนังสือ “หลักราชการ” ว่า ข้าราชการของรัฐจะต้อง “ซื่อตรงต่อหน้าที่” และ “ซื่อตรงต่อบุคคลทั่วไป”
“ซื่อตรงต่อหน้าที่” หมายถึง ซื่อสัตย์สุจริต วิริยอุตสาหะ และทำงานให้สำเร็จตามเป้าหมายอย่างงดงาม
ส่วน “ซื่อตรงต่อบุคคลทั่วไป” หมายถึง รักษาคำมั่นสัญญาวาจาสัตย์ และทำตนให้เป็นที่น่าเชื่อถือศรัทธา ดังนั้น คนที่ชอบโกหกสีขาว (White Lie) อย่าเลือกมาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพราะไม่น่าเชื่อถือ
นอกจากเลือก “คนดี” แล้ว ประชาชนต้องเลือกคนที่มีความรู้ ความสามารถในการ “ใช้อำนาจรัฐ” ที่จะได้รับมอบปฏิบัติหน้าที่ได้ และมีคุณลักษณะพิเศษที่เหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่นั้นด้วย
ในประเด็น “ความรู้ ความสามารถ” ทฤษฎีการบริหารทรัพยากรมนุษย์กำหนดไว้ว่า “ใช้คนให้ถูกกับงานในจังหวะเวลาที่เหมาะสม” (Put the Right Man on the Right Job at the Right Time)
เมื่อท่านจะเลือก สว.ต้องเข้าใจว่าสมาชิกวุฒิสภามีหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน แต่งตั้งและถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนด
ดังนั้น สมาชิกวุฒิสภาจึงควรมีความรู้ในการบริหารราชการแผ่นดิน และถ้ามีประสบการณ์ด้วยก็ยิ่งดี ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างละเอียด รอบคอบ และมีโลกทัศน์ที่กว้างไกลพอที่จะวินิจฉัยกลั่นกรองกฎหมายที่จะถูกตราขึ้นเพื่อไปบังคับพี่น้องประชาชนว่า “เหมาะสม เป็นไปได้ ยอมรับได้ และเป็นธรรมหรือไม่”
ส่วนการพิจารณาแต่งตั้งและถอดถอนเจ้าหน้าที่ของรัฐ ควรเลือกคนที่ “เก่งคน” ซึ่งหมายถึงว่า ต้องเคยปกครองและบังคับบัญชาคนจำนวนมาก จึงจะมีคุณสมบัติ “อ่านคนออก บอกคนได้ ใช้คนเป็น” เพียงพอที่จะใช้วิจารณญาณเลือกคนให้เหมาะกับงานและถอดถอนบุคคลเมื่อกระทำผิดได้อย่างมีประสิทธิผล
อย่างไรก็ดี การแต่งตั้งบุคคลให้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 279 วรรคท้าย ได้บัญญัติไว้ว่า
“การพิจารณา สรรหา กลั่นกรอง หรือแต่งตั้งบุคคลใดเข้าสู่ตำแหน่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้อำนาจรัฐ รวมทั้งการโยกย้าย การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนเงินเดือน และการลงโทษบุคคลนั้น จะต้องเป็นไปตามระบบคุณธรรมและคำนึงถึงพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลดังกล่าวด้วย”
เมื่อเป็นเช่นนี้จะเห็นได้ว่า สิ่งที่ยากที่สุดในการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐ คือ การแสวงหา “ข้อมูลด้านพฤติกรรมทางจริยธรรมในอดีตของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อ”
ในระบบการบริหารงานบุคคลนิยมยึดถือหนังสือรับรองความประพฤติของบุคคลที่เคยบังคับบัญชาเป็นหลักฐานยืนยันพฤติกรรมทางจริยธรรม ซึ่งการเสนอชื่อผู้สมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมือง โดยพรรคการเมืองและการเสนอชื่อเพื่อสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภาโดยองค์กรนิติบุคคล จึงพอจะยืนยันความประพฤติที่ดีได้
แต่ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาไม่มีคนรับรองความประพฤติ จึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนักในการล่วงรู้ถึงพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้นั้นก่อนที่จะตัดสินใจเลือก
เมื่อย้อนกลับไปดูรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 112 บัญญัติให้ “ผู้สมัครรับเลือกตั้งสามารถหาเสียงได้ก็แต่เฉพาะที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานในหน้าที่ของวุฒิสภา”
และมาตรา 118 บัญญัติให้ “มีการเลือกตั้งใหม่ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่วาระของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมาจากการเลือกตั้งสิ้นสุดลง”
จากบทบัญญัตินี้อาจวิเคราะห์ได้ว่า รัฐธรรมนูญมีเจตนารมณ์ที่จะไม่ให้มีการรณรงค์หาเสียงการเลือกตั้ง สว.ในลักษณะเดียวกับ สส. จึงพออนุมานได้ว่า ประชาชนควรเลือกคนที่มีความรู้ ความสามารถ และสร้างสมความดีงามจนมีความซื่อตรงเป็นที่ประจักษ์ในจังหวัดของตนมาเป็นสมาชิกวุฒิสภา
อย่างไรก็ดี การปฏิบัติหน้าที่สมาชิกวุฒิสภามีลักษณะการทำงานที่รัฐธรรมนูญมาตรา 122 บัญญัติว่า
“...สมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย โดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติ มอบหมาย หรือความครอบงำใดๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์”
ด้วยเหตุนี้จึงมีหลักสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา คือ “มีความอิสระและเป็นกลางทางการเมือง” เพื่อให้การใช้ดุลยพินิจตามอำนาจหน้าที่อย่างเที่ยงตรงและเป็นธรรมตามหลักธรรมาภิบาล โดยยึดประโยชน์สุขของประชาชนเป็นสำคัญ
บทเรียนในอดีตสอนให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งตระหนักดีว่าเมื่อเข้าไปเป็นสมาชิกรัฐสภาแล้ว มักจะใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ประชาชนมอบให้ เพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องเสมอ
จากประสบการณ์ในการทำหน้าที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและสมาชิกวุฒิสภาสรรหา 2 สมัย ขอเสนอคุณลักษณะเฉพาะของสมาชิกวุฒิสภาที่ไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติ มอบหมาย ครอบงำใดๆ ว่า จำเป็นต้องมีคุณลักษณะพิเศษ 3 ประการ คือ “ขอไม่ได้ สั่งไม่ได้ และซื้อไม่ได้”
ในสังคมไทยที่ยังเป็นระบบอุปถัมภ์ มักมีการ “ขอ” เมื่อมีการใช้อำนาจดุลยพินิจเสมอ ดังนั้น สมาชิกวุฒิสภาจึงต้องมีความสามารถในการตัดสินใจทางจริยธรรม ด้วยการยึดประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน
เรื่องการตกอยู่ใต้อิทธิพลที่ “สั่ง” ให้สมาชิกวุฒิสภาใช้ดุลยพินิจตามคำสั่งนั้น เป็นปฏิภาคโดยตรงกับบุญคุณในการเข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภา
ด้วยเหตุนี้รัฐธรรมนูญจึงออกแบบให้สมาชิกวุฒิสภาเป็นผู้บริสุทธิ์ทางการเมือง เข้ามาทำหน้าที่ตามระบบคุณธรรม ไม่มีใครเป็นผู้มีพระคุณ หรือ “เจ้าชีวิต” ในการให้มาทำงานในสภา และเป็นเหตุผลที่กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภาเป็นได้สมัยเดียว เพื่อไม่ให้มีการแปดเปื้อนกับเรื่องผลประโยชน์ทางการเมืองมากนัก
ส่วนเรื่อง “ซื้อ” นั้น ตามปกติไม่น่าเกิดขึ้นในกลุ่มปัญญาชนเช่นนี้ แต่ “กิเลสและอำนาจเงินตรา” ทำให้คนเปลี่ยนแปลงได้เสมอ สมาชิกวุฒิสภาจึงต้องเป็นคนที่สมบูรณ์ในตัวเอง (Mature) และมีความ “พอเพียง”
สรุปแล้วบุคคลที่สมควรเลือกมาเป็นสมาชิกวุฒิสภา คือ มีความรู้ ความสามารถเพียงพอในการปฏิบัติหน้าที่สมาชิกวุฒิสภาได้เป็นอย่างดี มีความสมบูรณ์ในตนเอง ไม่คิดใช้อำนาจตามตำแหน่งหน้าที่เพื่อประโยชน์ของตนในอนาคต รวมถึงต้องยึดมั่นปฏิบัติตนในกรอบศีลธรรมอันดีของศาสนาที่นับถือด้วย







