
วิจารณ์ไทยเผยข้อมูลเรดาร์ช้า
สื่อต่างชาติได้ออกมาวิจารณ์ไทยถึงความล่าช้าของการเปิดเผยข้อมูล ว่าพบสัญญาณที่มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นเครื่องบินของสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส เที่ยวบินเอ็มเอช 370 ที่หายไปอย่างลึกลับ ในช่วงเช้ามืดของวันที่ 8 มี.ค.ที่ผ่านมา และแก้ตัวว่าเนื่องจากไม่มีการประสานขอความร่วมมือในเรื่องดังกล่าว
สื่อต่างชาติได้ออกมาวิจารณ์ไทยถึงความล่าช้าของการเปิดเผยข้อมูล ว่าพบสัญญาณที่มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นเครื่องบินของสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส เที่ยวบินเอ็มเอช 370 ที่หายไปอย่างลึกลับ ในช่วงเช้ามืดของวันที่ 8 มี.ค.ที่ผ่านมา และแก้ตัวว่าเนื่องจากไม่มีการประสานขอความร่วมมือในเรื่องดังกล่าว
ด้านสำนักข่าวเอพีรายงานอ้างเจ้าหน้าที่ไทย ระบุว่า หน้าจอเรดาร์ของไทยจับสัญญาณเครื่องบินที่มีความเป็นไปได้ว่าเป็นเอ็มเอช 370 บินมุ่งหน้าช่องแคบมะละกา ซึ่งสอดคล้องกับถ้อยแถลงของ นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค ของมาเลเซีย ที่ว่าเครื่องบินลำดังกล่าวหันหัวกลับมายังทางชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย และเลี้ยวขึ้นไปทางตะวันตกเฉียงเหนือทางช่องแคบมะละกา อย่างไรก็ตาม กองทัพอากาศ ระบุว่า ขณะนั้นไทยไม่ได้ให้ความสำคัญกับเครื่องบินลำดังกล่าว เนื่องจากกองทัพจับตาเฉพาะสิ่งที่น่าจะเป็นภัยคุกคามต่อประเทศเท่านั้น
กรณีดังกล่าวส่งผลให้เกิดการตั้งคำถามต่อความร่วมมือในการแบ่งปันข้อมูลทางการทหารระหว่างกันโดยผู้เชี่ยวชาญ ระบุว่า อย่างน้อยการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวน่าจะช่วยลดเวลาในการค้นหาในทะเลจีนใต้และในมหาสมุทรอินเดียได้
นอกจากนี้ ยังกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันไปทั่ว โดย สก็อต เฮมิลตัน กรรมการผู้จัดการของ บริษัท ลีแฮม ที่ปรึกษาด้านการบิน ระบุว่า เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมากที่ไทยไม่เปิดเผยข้อมูลก่อนหน้านี้
“การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวอาจเป็นการสายเกินไปที่จะช่วยเหลือการค้นหา ทว่าไทยกับมาเลเซียควรให้ความร่วมมือทางการทหารระหว่างกันมากกว่านี้” เฮมิลตัน กล่าว
ด้านหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล เปิดเผยรายงานเชิงวิเคราะห์ว่า กรณีการขาดแคลนข้อมูลทางด้านเรดาร์ที่สามารถใช้การได้ นับเป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าภูมิภาคอาเซียน มีระบบป้องกันภัยทางอากาศที่อ่อนแอ และไม่มีความเต็มใจในการแบ่งปันข้อมูลทางการทหารระหว่างกัน
วอลสตรีท เจอร์นัล ได้ให้เหตุผลว่า เนื่องจากอาเซียนมีประวัติศาสตร์มีความขัดแย้งกันสูง ทำให้แต่ละประเทศไม่เต็มใจที่จะแบ่งปันข้อมูลทางการทหารระหว่างกันมากนัก ถึงแม้ว่าจะอยู่ในภาวะวิกฤตก็ตาม
นอกจากนี้ รายงานได้อ้างความเห็นของ ทิม ฮัคลีย์ กรรมการบริหารของสถาบันนานาชาติแห่งการศึกษากลยุทธ์เอเชีย ระบุว่า ประเทศในอาเซียนมักทุ่มเททรัพยากรไปกับการสรรหาอาวุธที่เป็นเกียรติภูมิแห่งชาติ เช่น เรือดำน้ำและเครื่องบินรบ ทว่ากลับไม่ค่อยให้ความสนใจพัฒนาอุปกรณ์พื้นฐาน เช่น เรดาร์







