
ความหวังสุดท้ายเศรษฐกิจไทย
การออกมาประเมินภาวะเศรษฐกิจไทย ล่าสุดของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย แสดงให้เห็นถึงความห่อเหี่ยวของเศรษฐกิจไทย
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การออกมาประเมินภาวะเศรษฐกิจไทย ล่าสุดของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย แสดงให้เห็นถึงความห่อเหี่ยวของเศรษฐกิจไทย ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันที่อยู่ภายใต้รัฐบาลรักษาการ ทำให้เศรษฐกิจไทยตกอยู่ในภาวะสุญญากาศอย่างไม่รู้จุดหมายปลายทาง
สภาหอการค้าฯ ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้อย่างเก่งจะขยายตัวได้ 23% ต่อปี แต่อยู่บนข้อแม้ว่า ปัญหาการเมืองจะต้องจบก่อนครึ่งแรกของปีนี้ รวมทั้งสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ภายในไตรมาส 3 ของปีด้วย
ในทางตรงข้าม หากปัญหาการเมืองรุนแรงและยืดเยื้อจนเลยช่วงไตรมาส 3 ไปแล้วยังไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ เศรษฐกิจมีความเสี่ยงที่จะดิ่งเหว ขยายตัว 0% หรืออาจจะเลวร้ายถึงขั้นติดลบ 2% เนื่องจากปัญหาการเมืองตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาทำให้ธุรกิจเสียหายไปแล้วถึง 1 แสนล้านบาท ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศที่อยู่ในภาวะไม่มีผู้นำมาบริหารแก้ปัญหาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ตกอยู่ในฐานะลำบาก
การออกมาประเมินของสภาหอการค้าฯ ครั้งนี้ เป็นการประเมินจากผู้ประกอบการตัวจริงที่เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ เพราะก่อนหน้านี้บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ก็เคยออกมาประเมินว่า เศรษฐกิจไทยอาจจะขยายตัวได้ต่ำ 0.5% ต่อปี หากตั้งรัฐบาลไม่ได้ภายในครึ่งปีแรก และการส่งออกขยายตัวไม่ได้ตามเป้าที่ 57% ต่อปี
จะเห็นว่าผลกระทบจากการเมืองไทย การที่ประเทศไม่มีรัฐบาลตัวจริงเสียงจริงบริหาร ทำให้เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะมืดบอด
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยจะดิ่งลงเหวหรืออยู่รอดได้นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัญหาการเมืองอย่างเดียวเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับการส่งออกที่จะเป็นพระเอกฉุดดึงให้เศรษฐกิจไทยพ้นจากหายนะได้
การประเมินภาวะเศรษฐกิจของบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงผูกการขยายตัวของเศรษฐกิจในปีนี้ จะดีหรือแย่ขึ้นอยู่ปัจจัยสำคัญ 2 ตัว คือ นอกจากปัญหาทางการเมืองแล้ว ยังมีการขยายตัวของการส่งออกอีกปัจจัยด้วย แน่นอนว่าหากการเมืองไม่สามารถผ่าทางตันมีรัฐบาลก่อนสิ้นปีนี้ อาจจะกระทบกับเศรษฐกิจรุนแรง แต่หากการขยายตัวของมูลการส่งออกทำได้ตามเป้า 57% ต่อปี ก็น่าจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ 23% ต่อปี แต่หากการส่งออกไม่เป็นไปตามเป้า ก็หนีไม่พ้นที่เศรษฐกิจจะขยายตัวได้แย่กว่าที่คาดคิดไว้
ไม่ต่างกับความเห็นของ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่ระบุว่า การส่งออกเป็นความหวังเดียวของเศรษฐกิจไทยปีนี้ ส่วนตัวช่วยอื่นๆ หวังได้ยาก ทั้งการบริโภค การลงทุน และการใช้จ่ายภาครัฐ ที่ยังชะลอตัวรุนแรง จากปัญหาการเมืองที่ทำให้ผู้บริโภคและนักลงทุนไม่มั่นใจในการใช้จ่ายและลงทุน
รองผู้อำนวยการ สศค. มองว่า แม้การส่งออกของไทยในเดือน ม.ค. จะติดลบ 2% แต่เมื่อเข้าไปดูไส้ในของการส่งออก จะพบว่าการส่งออกไปสหรัฐ ยุโรป และประเทศในอาเซียนสามารถขยายตัวได้เป็นบวก ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีของการส่งออกไทยที่คาดว่าทั้งปีจะขยายตัวได้ไม่น้อยกว่า 5% ต่อปี
เอกนิติยังมองว่า การส่งออกของไทยยังขยายตัวได้ช้านั้น สาเหตุมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในสหรัฐและยุโรปและภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่ทำให้ยังไม่มีการนำเข้าสินค้า แต่จากการติดตามขณะนี้ จะเห็นว่าการฟื้นตัวของสหรัฐและยุโรปเริ่มมาจากการขยายตัวด้านการบริโภคและการลงทุนการผลิต ทำให้ต้องมีการนำเข้าสินค้าซึ่งจะส่งผลให้การขยายตัวการส่งออกของไทยเร็วขึ้น
นอกจากนี้ จากการติดตามของ สศค. ยังพบว่า การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทย มีการขยายตัวเป็นบวกมาหลายเดือนแล้ว จะมีปัญหาในภาคการเกษตรที่การส่งออกขยายตัวได้ไม่ดี จากปัญหาการส่งออกกุ้งเพราะมีโรค ราคายางพาราตกต่ำทำให้การส่งออกไม่ได้ราคา และปัญหาการส่งออกข้าวที่มีราคาสูงกว่าเพื่อนบ้านทำให้ส่งออกได้น้อย ซึ่งฝ่ายที่เกี่ยวข้องพยายามเร่งแก้ไข เพื่อสนับสนุนการส่งออกของไทยโดยรวมขยายตัวได้ดี ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกกับเศรษฐกิจอย่างมากในภาวะที่เครื่องยนต์ขับเคลื่อนอื่นๆ หวังไม่ได้
ขณะที่ สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระ ด้านเศรษฐกิจและการเมือง มองในแนวทางเดียวกันว่า ตัวช่วยเดียวของเศรษฐกิจไทยปีนี้ คือ การส่งออก เพราะการส่งออกเกี่ยวข้องกับปัญหาทางการเมืองน้อยกว่าเครื่องยนต์ขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจตัวอื่นๆ ไม่ว่า จะเป็นการบริโภค การลงทุน และการใช้จ่ายภาครัฐ ที่อ่อนไหวกับปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างมาก
สำหรับการขยายตัวการส่งออกของไทยจะขึ้นอยู่กับตลาดโลกเป็นสำคัญ หากเศรษฐกิจโลกดีการส่งออกของไทยย่อมดีตามไปด้วย และเศรษฐกิจโลกปีนี้ก็ดีกว่าหลายปีที่ผ่านมา โดยเศรษฐกิจสหรัฐมีการคาดการณ์ว่าจะขยายตัวได้ถึง 3% ต่อปี เศรษฐกิจของสหภาพยุโรปมีการคาดกันว่าจะขยายตัวได้ 1% ต่อปี หลังจากที่ขยายตัวติดลบมาเป็นเวลาหลายปี ขณะที่เศรษฐกิจของญี่ปุ่นแม้ว่ายังไม่ดีแต่ก็ไม่ได้แย่ ส่วนเศรษฐกิจของจีนก็ยังมีการคาดว่าจะขยายตัวได้ไม่น้อยกว่า 7.5% ต่อปี ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการขยายตัวการส่งออกของไทยได้มาก
สมชาย ยังมองว่า นอกจากการส่งออกก็มีการท่องเที่ยวที่เป็นตัวช่วยเศรษฐกิจได้บ้างแต่ไม่มาก แม้ว่ารัฐบาลจะมีการยกเลิกประกาศตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินไปแล้ว แต่การเมืองไทยยังไม่ปกติ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่เป็นเมืองหลวงของประเทศ ยังมีการยิงและปาระเบิดเป็นรายวัน ย่อมทำให้นักท่องเที่ยวหนีไปประเทศอื่นที่มีความปลอดภัยมากกว่า
สำหรับเครื่องยนต์ขับเคลื่อนตัวอื่นนั้น สมชาย มองว่า ไม่สามารถเป็นตัวช่วยเศรษฐกิจไทยได้ เพราะการบริโภคและการลงทุนของไทยจะขยายตัวได้ต่ำระดับ 12% เท่านั้น และอาจไม่ขยายตัวเลยหากปัญหาการเมืองยืดเยื้อไปถึงปลายปี ซึ่งมีความเป็นไปได้สูง โดยต้องดูผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 21 มี.ค.นี้ หากให้การเลือกตั้ง 2 ก.พ.ที่ผ่านมาเป็นโมฆะและต้องเลือกตั้งใหม่ กว่าจะเลือกตั้งสำเร็จเสร็จสิ้นก็ไม่เร็วไปกว่าไตรมาส 3 ปีนี้ และกว่าจะได้รัฐบาลใหม่ก็ล่วงเลยไปถึงไตรมาสสุดท้ายของปี
ในส่วนของการใช้จ่ายภาครัฐไม่ต้องหวังว่าจะเป็นตัวช่วยเศรษฐกิจ ในทางตรงกันข้ามจะเป็นตัวฉุดเศรษฐกิจ โดยคาดว่าการใช้จ่ายภาครัฐปีนี้จะติดลบ 710% แต่หากการเมืองยืดเยื้อตั้งรัฐบาลใหม่ไม่ได้ไปถึงปลายปี การใช้จ่ายภาครัฐอาจจะติดลบมากถึง 20% เพราะนอกจากงบปี 2557 จะเบิกจ่ายไม่ได้ตามเป้าแล้ว การจัดทำงบประมาณปี 2558 ก็ไม่สามารถดำเนินการได้อีกต่างหาก
ทั้งหมดจะเห็นว่าเศรษฐกิจมีความหวังเดียวอยู่ที่การขยายตัวการส่งออก ดูเหมือนจะเป็นปัจจัยที่จะเป็นชี้เป็นชี้ตายเศรษฐกิจไทย
อย่างไรก็ตาม การเทภาระการขยายตัวเศรษฐกิจไว้ที่การส่งออกของไทยอย่างเดียวก็เป็นภาระหนักเกินไป เพราะเศรษฐกิจโลกก็ยังมีความเสี่ยงกับความขัดแย้งระหว่างประเทศที่อาจจะนำไปสู่การสู้รบ จนทำให้เศรษฐกิจโลกหยุดชะงักได้อีก นั่นก็จะยิ่งทำให้การส่งออกของไทยได้รับผลกระทบและเศรษฐกิจก็หนีไม่พ้นวิกฤต
ทางออกที่ดีที่สุดของเศรษฐกิจตอนนี้ จึงหนีไม่พ้นการปลดชนวนปัญหาทางการเมืองให้เร็วที่สุด เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้ ทุกฝ่ายรวมถึงรัฐบาลรักษาการต้องจริงใจในการแก้ปัญหา เห็นประโยชน์ของประเทศมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว เพราะหากไม่สามารถก้าวผ่านจุดนี้ไปได้ เศรษฐกิจก็ยากที่จะข้ามผ่านหน้าผาสูงชันนี้ไปได้







