posttoday
บิทคอยน์

บิทคอยน์

20 มีนาคม 2557

แต่เดิมคิดว่าจะปล่อยให้เรื่องผ่านไป แต่เมื่อทราบว่ามีเว็บไซต์ภาษาไทย และมีคนไทยจำนวนหนึ่งเข้าไปซื้อขายด้วย จึงตัดสินใจเขียน เพื่อเป็นการเตือนสติคนที่คิดจะเข้าไปลงทุนหรือเก็งกำไร

แต่เดิมคิดว่าจะปล่อยให้เรื่องผ่านไป แต่เมื่อทราบว่ามีเว็บไซต์ภาษาไทย และมีคนไทยจำนวนหนึ่งเข้าไปซื้อขายด้วย จึงตัดสินใจเขียน เพื่อเป็นการเตือนสติคนที่คิดจะเข้าไปลงทุนหรือเก็งกำไร

บิทคอยน์เป็นข่าวมาตั้งแต่ปลายเดือนก่อน เมื่อบริษัท Mt.Gox ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรับฝากและแลกเปลี่ยนรายใหญ่ ประกาศล้มละลายและปิดเว็บไซต์ โดยอ้างว่าถูกแฮกเกอร์เจาะระบบและขโมยบิทคอยน์ทั้งของบริษัทและของลูกค้าเป็นจำนวนประมาณ 8.5 แสนบิทคอยน์ คิดเป็นราคาตลาดในขณะนั้นประมาณ 470 ล้านเหรียญสหรัฐ

สิ่งที่เกิดขึ้นนอกจากจะทำให้ลูกค้าของ Mt.Gox เกิดความสูญเสียแล้ว ยังทำให้ผู้ถือบิทคอยน์ทั้งตลาดเสียหายจากราคาที่ลดลงด้วย โดยราคาบิทคอยน์ดิ่งจากระดับสูงสุดก่อนหน้านั้นที่ระดับประมาณ 1,000 เหรียญสหรัฐ ลงมาอยู่ในระดับประมาณ 200 เหรียญสหรัฐ ก่อนที่จะดีดกลับขึ้นไปอยู่ในระดับประมาณ 500 เหรียญสหรัฐ

สำหรับประเทศไทย ผมเห็นตัวเลขประมาณบิทคอยน์ละ 1.9 หมื่นบาท

คนที่ผลักดันบิทคอยน์พยายามบอกกับสังคมว่า บิทคอยน์เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน หรือเงินสกุลใหม่ที่เป็นสากล ไม่อยู่ในความควบคุมของรัฐบาลหรือธนาคารกลางประเทศใดประเทศหนึ่ง ใช้แลกเปลี่ยนเป็นเงินสกุลต่างๆ ได้ และใช้ซื้อสินค้าแทนเงินได้ มีความมั่นคงปลอดภัย และที่สำคัญคือ มีปริมาณจำกัด ไม่เสื่อมค่า และไม่เฟ้อเหมือนการพิมพ์เงินของธนาคารกลาง

เหตุผลที่ยกขึ้นมาฟังดูเข้ากับยุคสมัย เพราะที่ผ่านมามีหลายคนเป็นห่วงว่าเงินในกระเป๋ากำลังเสื่อมค่าลงไปทุกวัน เพราะธนาคารกลางของประเทศใหญ่ๆ ทั้งสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ได้พิมพ์เงินออกมาเป็นจำนวนมหาศาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

คนเหล่านั้นพยายามแสวงหาแหล่งลงทุนที่ปลอดภัยกว่า บางคนซื้อทองมาเก็บ แต่ก็ต้องผิดหวัง เพราะ 2-3 ปีมานี้ นอกจากจะไม่ได้กำไรแล้ว ยังขาดทุนอีกด้วย ส่วนการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ แม้จะดูมั่นคงกว่า แต่ก็ซื้อไม่ง่าย ขายไม่คล่อง

แรงดึงดูดให้ผู้ลงทุนหรือนักเก็งกำไรจำนวนหนึ่งหันมาสนใจบิทคอยน์ คือราคาที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วใน 2 ปีหลัง จากเดิมไม่ถึง 10 เหรียญสหรัฐ เป็นหลายๆ ร้อยเหรียญสหรัฐ หรือสูงขึ้นนับสิบนับร้อยเท่า

ก่อนจะพูดเรื่องบิทคอยน์ต่อไป ผมขออธิบายหลักการพื้นฐานของสกุลเงินต่างๆ เสียก่อน

การสร้างเงินหรือการพิมพ์เงิน แม้โดยหลักการจะเป็นอำนาจรัฐ แต่ก็ใช่ว่านักการเมืองที่ชนะเลือกตั้งจะทำอะไรได้ตามใจชอบ เหมือนที่รัฐบาลรักษาการของเราต้องเรียนรู้ด้วยความเจ็บปวด เมื่อหาเงินมาใช้หนี้ชาวนาตามโครงการรับจำนำข้าวไม่สำเร็จ

มีหน่วยงานเฉพาะที่ทำหน้าที่ในการพิมพ์เงินและควบคุมปริมาณเงิน นั่นก็คือธนาคารกลาง หรือแบงก์ชาติ ซึ่งการดำเนินงานมีกฎหมายพิเศษรองรับ และในแต่ละขณะจะมีอิสระจากการเมืองตามสมควร

หลักการที่สำคัญในการพิมพ์เงิน คือ จะต้องมีทรัพย์สมบัติที่มีค่าในปริมาณที่ไม่น้อยกว่ากันเป็นหลักประกัน เช่น ทองคำ หรือทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ

ในกรณีของสหรัฐ แม้จะไม่ใช้ทุนสำรองเป็นหลักประกันในการพิมพ์เงิน แต่ก็ทดแทนด้วยความน่าเชื่อถือและความสามารถในการหารายได้ของรัฐบาลสหรัฐ

สำหรับบิทคอยน์ นอกจากจะถูกสร้างขึ้นมาโดยไม่มีทุนสำรองหรือหลักทรัพย์ค้ำประกันแล้ว ยังไม่มีกฎหมายใดๆ รองรับอีกด้วย

ผู้ถือบิทคอยน์จึงมีความเสี่ยงพอๆ กับคนเล่นหุ้นปั่น ซึ่งผลประกอบการของหุ้นมาจากการแต่งตัวเลขทางบัญชี

พูดถึงการแต่งบัญชี เพื่อให้การปั่นหุ้นสมจริง และเพื่อช่วยดึงดูดให้ผู้ลงทุนรายย่อยแห่เข้ามาซื้อตาม ต้องยอมรับว่าคนปั่นบิทคอยน์ก็ไม่เป็นรองใคร สามารถสร้างเรื่องขึ้นมาต่อยอดจนราคาบิทคอยน์ขึ้นไปสูงลิ่ว มีกระแสเงินหมุนเวียนนับพันล้านเหรียญสหรัฐ

บิทคอยน์มีลักษณะคล้ายกับพวกเกมออนไลน์ที่มีคะแนนสะสมสำหรับแลกเปลี่ยนเป็นของรางวัล เป็นโปรแกรมที่ไม่น่าจะเขียนยาก เพราะมีนักเขียนโปรแกรมที่มีประสบการณ์ในธุรกิจเกมออนไลน์เป็นจำนวนมาก

สังเกตให้ดีจะเห็นว่า ภาพกราฟฟิกของเหรียญบิทคอยน์มีลักษณะคล้ายของเล่นเด็กมากกว่าเงินจริง ตลอดจนชื่อ Mt.Gox ก็สื่อความเป็นนิยายมากกว่าความเป็นสถาบันที่น่าเชื่อถือ

แต่สิ่งที่ทำให้บิทคอยน์แตกต่างจากเกมทั่วไป คือ การจำกัดจำนวนบิทคอยน์ที่หมุนเวียนในระบบ และการมีร้านค้าจริงที่ยอมรับการชำระราคาสินค้าด้วยบิทคอยน์

หลักการของการใช้บิทคอยน์ชำระราคาสินค้าอาจจะคล้ายกับแสตมป์ที่เราได้จากร้านสะดวกซื้อ ซึ่งสามารถใช้แทนเงินสดในการซื้อสินค้าได้ ต่างกันเพียงรูปแบบที่บิทคอยน์ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์แทนกระดาษ

เมื่อหาสมาชิกหรือคนเล่นได้มากขึ้น ความต้องการใช้บิทคอยน์ในการแลกเปลี่ยนเป็นสินค้าก็มีมากขึ้น ในขณะที่ปริมาณบิทคอยน์มีจำกัด ราคาจึงขยับสูงขึ้น เกิดเป็นผลกำไรกับผู้ลงทุนสร้างบิทคอยน์ และคนที่มีบิทคอยน์อยู่ในบัญชี

กำไรส่วนหนึ่งถูกนำไปลงทุนต่อ เช่น สร้างเว็บไซต์เป็นภาษาต่างๆ เพื่อดึงดูดคนจากทั่วทุกมุมโลกให้มาลงทุนซื้อบิทคอยน์ เพิ่มจำนวนร้านค้าที่ยอมรับบิทคอยน์ ตลอดจนเพิ่มจำนวนผู้ให้บริการด้านอื่นๆ

ล่าสุดถึงกับมีบิทคอยน์เอทีเอ็มเครื่องแรกเปิดให้บริการในฮ่องกงแล้ว ประเทศต่อไปอาจเป็นสิงคโปร์หรือเม็กซิโก ซึ่งเงินลงทุนในการพัฒนาเอทีเอ็มคิดเป็นตัวเลขเพียงน้อยนิด เมื่อเปรียบกับกระแสเงินที่หมุนเวียนในธุรกิจ โดยผลได้จากการประชาสัมพันธ์น่าจะเกินคุ้ม

อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าธุรกิจของบิทคอยน์ไม่น่าจะไปต่อได้อีกไกล เหตุผลที่สำคัญมี 3 ประการ ดังนี้

หนึ่ง เมื่อธุรกิจมีขนาดใหญ่ขึ้น และในกรณีนี้มีลักษณะเป็นธุรกรรมทางการเงิน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของภาครัฐก็จะเข้ามาตรวจสอบและกำกับดูแล ซึ่งการจะยกระดับมาตรฐานการประกอบการให้ใกล้เคียงกับธนาคารหรือสถาบันการเงินไม่ใช่เรื่องง่าย

สอง คู่แข่งเกิดง่าย เช่นปัจจุบันมีสินค้าตัวใหม่ที่เรียกว่าไลท์คอยน์ ซึ่งคล้ายกับบิทคอยน์ แต่มีคุณสมบัติบางประการที่เหนือกว่า

ตั้งแต่เปิดตลาด ราคาของไลท์คอยน์ปรับขึ้นเร็วกว่าบิทคอยน์ ผู้ชำนาญบางคนทำนายว่า ในที่สุดไลท์คอยน์จะครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่า

ส่วนตัวผมเชื่อว่า หากธุรกิจนี้ยังไม่ล้มหายตายจาก อีกไม่นานจะมีสินค้าตัวใหม่ที่เหนือกว่าทั้งบิทคอยน์ และไลท์คอยน์

สาม ความสำเร็จที่ผ่านมาของบิทคอยน์น่าจะเกินความคาดหมายของทุกคนที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง เช่น อาจตั้งความหวังไว้ว่าให้มีกำไรถึง 1 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่กลับฟลุกได้มากกว่านั้นนับร้อยเท่า

แม้แต่การล้มละลายของ Mt.Gox ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งของการเก็บเกี่ยวผลกำไรของคนวงในบางกลุ่ม

ผมอยากเตือนผู้ที่เข้าไปลงทุนว่า ต้นทุนที่แท้จริงในการผลิตบิทคอยน์ หรือไลท์คอยน์ เกือบจะเป็นศูนย์ เมื่อใดที่ตลาดอิ่มตัว หรือคนปั่นราคาหยุดปั่น ผู้ลงทุนรายย่อยจะมีสภาพไม่ต่างจากแมลงเม่าที่บินเข้าไปในกองไฟ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท