posttoday
จับตา"ซมูไร"ขึ้นภาษีแวตชนวนวิกฤตศก.โลกรอบใหม่

จับตา"ซมูไร"ขึ้นภาษีแวตชนวนวิกฤตศก.โลกรอบใหม่

20 มีนาคม 2557

ขณะที่ความวิตกของนักลงทุนส่วนใหญ่จดจ่ออยู่กับสถานการณ์หนี้ของบริษัทภาคเอกชนและรัฐบาลท้องถิ่นในแดนมังกร

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

ขณะที่ความวิตกของนักลงทุนส่วนใหญ่จดจ่ออยู่กับสถานการณ์หนี้ของบริษัทภาคเอกชนและรัฐบาลท้องถิ่นในแดนมังกร รวมถึงสถานการณ์การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคยุโรป โดยเฉพาะแถบยุโรปใต้อีกหนึ่งประเทศที่ต้องจับตามองไม่แพ้กันคือ ประเทศญี่ปุ่น ที่กำลังดำเนินการโหมกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งอยู่ในภาวะเงินฝืดยาวนานอย่างจริงจัง ภายใต้นโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะ แห่งญี่ปุ่น หรือที่รู้จักกันดีในนาม “อาเบะโนมิกส์”

เหตุผลเพราะแม้สภาวการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันของญี่ปุ่นจะไม่น่าดึงดูดใจ สำหรับนักลงทุนทั่วโลกส่วนใหญ่ในขณะนี้มากนัก แต่เศรษฐกิจของแดนซามูไรแห่งนี้ยังคงมีความสำคัญและบทบาทหลักต่อระบบเศรษฐกิจโลก ในฐานะประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เทียบเท่าจีดีพีของฝรั่งเศส อิตาลี สเปน และโปรตุเกสรวมกัน และภาคอุตสาหกรรมยังคงมีศักยภาพเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของผู้ประกอบการสัญชาติสหรัฐ ยุโรป และเกาหลีใต้

เรียกได้ว่า ในกรณีที่เกิดความผิดปกติขึ้นกับเศรษฐกิจญี่ปุ่น ด้วยสถานะข้างต้นของประเทศก็เพียงพอแล้วที่จะจุดชนวนวิกฤตเศรษฐกิจระลอกให้เกิดขึ้น แถมยังมีความรุนแรงถึงขนาดที่ อานาโตลี คาเลทสกี นักวิเคราะห์ข่าวเศรษฐกิจประจำรอยเตอร์ส ระบุว่า รุนแรงพอที่จะทำให้เกิดวิกฤตการเงินรอบใหม่ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 1997 หรือที่รู้จักกันดีในนามวิกฤตต้มยำกุ้ง

แถมยังไม่นับรวมข้อเท็จจริงที่น่าหวาดหวั่นไม่แพ้กันว่า พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นกำลังอยู่ในภาวะฟองสบู่ ซึ่งสามารถระเบิดได้ทุกเมื่อหากแผนปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศไม่เป็นไปตามแผนที่นายกฯ อาเบะ แห่งญี่ปุ่น (อาเบะโนมิกส์) ซึ่งมุ่งจัดการเศรษฐกิจ 3ทาง คือ 1) ขยายการเงินการคลัง 2) กระตุ้นการใช้จ่าย และ 3) ปฏิรูปโครงสร้าง

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์หลายสำนักยอมรับตรงกันว่า นับตั้งแต่ที่เริ่มประยุกต์ใช้แผนการอาเบะโนมิกส์ในเดือน ต.ค.ปีที่ผ่านมาการกระตุ้นการใช้จ่ายด้วยการออกนโยบายส่งเสริมการแข่งขัน ปรับปรุงบริหารจัดการเงินบำนาญ และปฏิรูปปรับปรุงระบบโครงสร้างแรงงานล้วนให้ผลทางบวก ยกเว้นก็แต่เพียงการดำเนินแผนด้านนโยบายการคลังโดยเฉพาะการมุ่งจัดเก็บภาษีผู้บริโภคที่นักวิเคราะห์ล้วนออกโรงเตือนว่า วิธีการนี้กำลังกลายเป็นบูเมอแรงย้อนกลับมาทำลายตัวประเทศญี่ปุ่นเอง

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ นโยบายการจัดเก็บภาษีข้างต้นกำลังกลายเป็นอาวุธทำลายเศรษฐกิจญี่ปุ่น ซึ่งให้ผลลัพธ์รุนแรงที่ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่าย อดปริวิตกไม่ได้ว่าจะทำให้แดนปลาดิบแห่งนี้กลายเป็นชนวนวิกฤตเศรษฐกิจโลกรอบใหม่

ตามแผนการของนายกฯ อาเบะ ญี่ปุ่นจะเริ่มขึ้นภาษีผู้บริโภคภายในวันที่ 1 เม.ย.นี้จาก 5% เป็น 8% และจะปรับขึ้นเป็น 10% ในเดือน ต.ค. 2015 โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประเมินว่า จะส่งผลให้จีดีพีของญี่ปุ่นปีนี้หดตัวลงประมาณ 2.5% และหดตัวเพิ่มอีก 1% ในปีหน้า ซึ่งการประเมินครั้งนี้ตรงกับการคาดการณ์อย่างไม่เป็นทางการของกระทรวงการคลังญี่ปุ่น ที่ระบุว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นจะเติบโตชะลอลงจาก 2.5% ในปี 2013 มาอยู่ที่ 1.4% ในปีนี้

ขณะเดียวกัน คาเลทสกี นักวิเคราะห์จาก รอยเตอร์ส ระบุว่า สถานการณ์ตามความเป็นจริงน่าจะเลวร้ายกว่าที่ไอเอ็มเอฟและทางกระทรวงการคลังของญี่ปุ่นคาดการณ์ไว้มากมายนัก เพราะปัจจัยที่รัฐบาลนายกฯอาเบะ หวังและอ้างว่าจะเป็นตัวช่วยเพื่อชดเชยกรณีที่รัฐบาลจะขึ้นภาษีผู้บริโภคครั้งนี้ ยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือไร้ความคืบหน้าใดๆ

ปัจจัยพึ่งพาแรกสุดก็คือ การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีการดำเนินการผลักดันกลายเป็นร่างกฎหมายหลายฉบับและกำลังพิจารณาอยู่ในสภาไดเอตของญี่ปุ่นอยู่ในขณะนี้ โดยมีตั้งแต่การปฏิรูปอย่างเบาะๆ เช่น การเปิดทางให้แรงงานหญิง หรือการปรับปรุงระบบทำนา ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งเห็นตรงกันว่า ผลงานในด้านนี้ยังน่าผิดหวังและยังไม่ส่งผลกระทบสำคัญใดๆ ต่อการเติบโตของญี่ปุ่นภายในปี2 ปีนี้แน่นอน

ปัจจัยต่อมาคือการปรับเพิ่มเงินเดือน 3% หรือมากกว่านั้น ซึ่งตามหลักการแล้วน่าจะช่วยชดเชยรายได้ของแรงงานที่ต้องหายไปจากการเก็บภาษีผู้บริโภค กระนั้นรายงานการปรับขึ้นฐานเงินเดือนของแต่ละบริษัทในญี่ปุ่น ไม่เว้นแม้แต่ยักษ์ใหญ่อย่างโตโยต้า หรือฮิตาชิ ที่แม้จะมีรายงานผลประกอบการแซงหน้าบริษัทอื่น แต่การปรับขึ้นฐานเงินเดือนซึ่งไม่เกี่ยวกับโบนัสและสวัสดิการอื่นๆ ก็ยังคงต่ำกว่า 1% อยู่ดี

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญระบุชัดว่าฐานเงินเดือนคือ ปัจจัยหลักสำคัญที่มีผลต่อการบริโภคใช้จ่ายของคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ การที่ฐานเงินเดือนยังอยู่เท่าเดิม แต่การจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้นย่อมผลักดันให้ผู้บริโภคประหยัดอดออมมากกว่าเดิม

ส่วนปัจจัยที่สามที่รัฐบาลญี่ปุ่นนำมาใช้ก็คือ การลดหย่อนภาษีให้กับบรรดาบริษัทเอกชน เพื่อกระตุ้นการลงทุนและชดเชยนโยบายการคลัง ที่จนแล้วจนรอด ไม่ค่อยจะได้รับการอ้าแขนต้อนรับจากเอกชนสักเท่าไรนัก เนื่องจากต่างไม่ต้องการได้รับการลดหย่อนภาษี เพื่อให้รัฐบาลมีข้ออ้างดำเนินการจัดเก็บภาษีผู้บริโภค ซึ่งส่งผลเสียหายร้ายแรงเพราะกระทบกับความต้องการบริโภคของคนญี่ปุ่นในประเทศมากกว่า จนอาจเรียกได้ว่าข้อแลกเปลี่ยนนี้เป็นสิ่งที่เอกชนเห็นตรงกันว่าได้ไม่คุ้มเสีย

สำหรับปัจจัยที่สี่ที่รัฐบาลนำมากล่าวอ้าง เพื่อให้การขึ้นภาษีผู้บริโภคเป็นไปอย่างราบรื่นก็คือ การเพิ่มงบประมาณใช้จ่ายของภาครัฐ ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นเพิ่งจะประกาศออกมาว่าจะใช้งบประมาณในส่วนนี้ในปี 2014 สูงถึง 5 ล้านล้านเยน ทว่า ตัวเลขงบประมาณดังกล่าวไม่ได้เพิ่มขึ้นจากปี 2013 แต่อย่างใด ขณะที่ความสามารถในการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลก็มีอยู่อย่างจำกัด เพราะขาดแคลนโครงการปรับปรุงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่เหมาะสม อีกทั้งยังขาดแคลนแรงงานและอุปกรณ์วัสดุที่ต้องมีการนำเข้า ซึ่งน่ากลัวว่าจะผลักดันให้ดุลการค้าของญี่ปุ่นขาดดุลมากยิ่งขึ้นไปอีก หลังทำสถิติขาดดุลเป็นเดือนที่ 20 ติดต่อกันแล้ว

และปัจจัยสุดท้ายก็คือ การกระตุ้นความเชื่อมั่นของผู้บริโภคให้หันมาใช้จ่ายด้วยการอัดเงินเข้าระบบ ซึ่งนักวิเคราะห์อดตั้งคำถามไม่ได้ว่าวิธีการนี้จะช่วยกระตุ้นการเติบโตของภาคเศรษฐกิจจริงได้มากน้อยแค่ไหน เพราะที่ผ่านมาวิธีการที่ว่านี้ส่งผลให้ตัวเลขการซื้อขายในตลาดหุ้นหวือหวา น่าลุ้นน่าติดตามเสียยิ่งกว่าการเติบโตของภาคเศรษฐกิจจริงเสียอีก

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากปัจจัยที่รัฐบาลญี่ปุ่นหวังใช้เป็นตัวช่วยชดเชยการขึ้นภาษีผู้บริโภคสำหรับการหาเงินเข้ากระเป๋าของรัฐ ในแต่ละทางเลือกแทบจะไม่สามารถฝากความหวังไว้ เพื่อบรรเทาลดทอนผลกระทบที่จะเกิดจากการขึ้นภาษีผู้บริโภคได้เลย จนความหวาดวิตกที่ญี่ปุ่นจะก่อชนวนวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่เริ่มมีความเป็นไปได้มากขึ้น แม้จะไม่มีใครคาดหวังอยากให้เกิดขึ้นก็ตาม

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน