
เวทีกปปส.ชงปฏิรูปสกัดนายทุนพรรคการเมือง
กปปส.จัดเวทีปฏิรูประบบการเมือง-เลือกตั้ง รื้อระบบพรรคการเมืองให้มาจากประชาชนอย่างแท้จริง สกัดนายทุนครอบงำ เปิดช่องร้องศาลหากรัฐบาลกระทำผิด
กปปส.จัดเวทีปฏิรูประบบการเมือง-เลือกตั้ง รื้อระบบพรรคการเมืองให้มาจากประชาชนอย่างแท้จริง สกัดนายทุนครอบงำ เปิดช่องร้องศาลหากรัฐบาลกระทำผิด
เมื่อวันที่ 19 มี.ค. คณะกรรมการประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข หรือ กปปส. ได้จัดเวทีระดมความคิดเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ครั้งที่ 5 ภายใต้หัวข้อ “การปฏิรูประบบการเมืองการเลือกตั้ง และพรรคการเมือง”
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. กล่าวเปิดการเสวนาว่า เป้าหมายสำคัญของประชาชน คือ ต้องการเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ซึ่งเป็นภาระที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ดังนั้น เรื่องสำคัญจึงต้องปฏิรูปการเมืองให้ตรงกับเจตนารมณ์ของประชาชนส่วนใหญ่
นายสุเทพ กล่าวต่อว่า ความตั้งใจของ กปปส.นั้น การปฏิรูปในด้านการเมืองไม่ใช่เฉพาะกฎหมายเลือกตั้ง หรือกฎหมายที่เกี่ยวกับพรรคการเมืองเท่านั้น แต่ต้องมองถึงภาพรวมทั้งหมดของการเมืองในประเทศในอนาคต เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนที่ผ่านมา
“เราต้องการที่จะให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ ไม่มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียง เพื่อให้ได้ตัวแทนของประชาชนมาทำงานในด้านบริหาร และนิติบัญญัติอย่างแท้จริง ดังนั้น การปฏิรูปกฎหมายการเลือกตั้งอย่างเดียวจึงไม่พอ ต้องคิดไปถึงพรรคการเมืองด้วย ซึ่งต้องเป็นพรรคการเมืองของประชาชน ไม่ใช่พรรคการเมืองของกลุ่มทุน ครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง”นายสุเทพ กล่าว
อย่างไรก็ตาม จุดเริ่มต้นที่สำคัญต้องเขียนกฎหมายพรรคการเมืองขึ้นใหม่ ออกแบบใหม่ เพื่อให้เป็นพรรคการเมืองของประชาชน โดยจะต้องเกิดจากการรวมตัวของประชาชนจำนวนมาก 5-10 % ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในประเทศ ที่มีแนวคิดทางการเมืองเหมือนกัน ไม่ใช่คนมีเงินแล้วมาตั้งพรรคการเมือง ซึ่งจะไม่เป็นประชาธิปไตย นอกจากนั้นการใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองต้องมีความเข้มงวด โดยต้องไม่มีเงินนอกระบบมาเกี่ยวข้อ เพราะถือเป็นต้นทางของการทุจริต
นายสุเทพ กล่าวด้วยว่า ต้องหารือกันว่า สส.บัญชีรายชื่อยังจำเป็นอยู่หรือไม่ เพราะสส.ที่มาจากระบบดังกล่าว ไม่มีความรับผิดชอบกับประชาชน เป็นคนที่พรรคการเมืองต้องการใช้ ไม่รู้เป็นใครมาจากไหนก็มาเป็นสส.ได้ นอกจากนั้นต้องหารือกันว่า อำนาจของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังมีเพียงพอที่จะดำเนินการเลือกตั้งให้สุจริตและโปร่งใสหรือไม่
"วันนี้กกต.ต้องรอให้คนไปฟ้อง แต่ไม่ได้ระงับยับยั้งการทุจริตก่อนที่จะเกิดขึ้น รวมทั้งเรื่องวุฒิสภาก็เป็นเรื่องที่ต้องทบทวนว่ายังจะมีวุฒิสภาหรือไม่ จะเป็นแบบสภาเดี่ยวหรือสภาคู่ และหากยังมีอยู่จะมาจากการสรรหาหรือเลือกตั้ง เพราะที่ผ่านมาสว.เลือกตั้งจะมีความใกล้ชิดพรรคการเมือง และสว.สรรหาก็มักจะถูกซื้อตัวจากพรรคการเมือง ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าสำคัญ ไม่อย่างนั้นการปฏิรูปประเทศไทยจะไม่บรรลุเป้าหมาย"นายสุเทพกล่าว
ขณะที่ นายธีรภัทร เสรีรังสรรค์ ประธานสภาพัฒนาการเมือง สถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า การปฏิรูปการเมือง ต้องมีการพัฒนาการเมืองให้เกิดความสมบูรณ์และมีคุณภาพ ซึ่งตั้งแต่ปี 2540 เกิดปัญหาการไม่ได้รับการตอบสนองตามรัฐธรรมนูญ มีการเอากติกามาครอบสังคมโดยไม่สอดคล้องกัน ดังนั้น แนวทางแก้ไขเรื่องนี้ต้องมองจากข้างล่างขึ้นข้างบน หรือทำให้เกิดการกระจายอำนาจ
ทั้งนี้ สภาพัฒนาการเมืองได้ทำแผนพัฒนาการเมือง โดยมี 6 ยุทธศาสตร์ คือ 1.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ของภาคประชาสังคม 2.การสร้างวัฒนธรรมการเมืองประชาธิปไตย 3.คุณธรรม จริยธรรมของนักการเมือง 4.การสร้างธรรมภิบาลการเมือง 5.ความมั่นคง ในสิทธิเสรีภาพ และ 6.การสร้างความเป็นธรรมในการกระจายทรัพยากร ทั้งนี้ สิ่งที่จำเป็นต้องทำคู่ขนานไปกับการปฏิรูปการเมือง คือ การทำให้ประชาชนมีความเข้มแข็งในด้านการเมือง
“ขณะนี้ประเทศไทยผูกขาดเพียง 2 พรรคการเมือง ต่อไปใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีก็จะต้องมาจากพรรคประชาธิปัตย์ หรือไม่ก็พรรคเพื่อไทย ขณะที่นายกฯต้องใช้เสียงการลงมติในสภาฯ ซึ่งมองว่าไม่เป็นระบบประชาธิปไตย แต่เป็น "ระบบคณาธิปไตย" เพราะเวลาสส.โหวตเลือกนายกฯ ก็ต้องเลือกพรรคพวกตัวเอง”
อย่างไรก็ดี อยากเสนอแนวทางแก้ปัญหา คือ 1.แยกระบบนิติบัญญัติออกจากฝ่ายบริหาร หากใครที่จะมาเป็นสส.ก็ต้องเป็นสส.อย่างเดียวไม่สามารถเป็นรัฐมนตรี หรือลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในสภาได้ ซึ่งในการเลือกตั้งนั้นให้มีการเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว โดยไม่มีระบบบัญชีรายชื่อ ขณะที่การเลือกนายกฯนั้น ให้มีการเลือกจากประชาชนโดยผ่านการเลือกตั้ง ซึ่งจะได้ผู้นำเข้มแข็งมีความชำนาญมาเป็นรัฐบาลที่มีเอกภาพ
นอกจากนี้ ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการร้องต่อศาล หากรัฐบาลมีการกระทำผิด รวมถึงต้องมีการเพิ่มมาตรการความรับผิดชอบทางแพ่งหากมีการกระทำผิด 2.มีการเลือกตั้งเช่นเดิมโดยให้หัวหน้าพรรคที่ให้คะแนนสูงสุดเป็นนายกฯ 3.มีการเลือกตั้งแบบเดิมคือระบบเขตและบัญชีรายชื่อ แต่ให้นำสส.บัญชีรายชื่อมารวมกันไม่เกิน 45% ของจำนวนสส.ทั้งหมด 4.ใช้ระบบเลือกตั้งเหมือนเดิมทุกอย่าง และ5.ทำอย่างไรให้นักการเมืองมีคุณธรรมจริยธรรมสามารถตรวจสอบได้
ขณะที่ นายบรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า การปฏิรูปโครงสร้างทางการเมืองเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากปฏิรูปการเมืองไม่ได้ เศรษฐกิจและสังคมก็ปฏิรูปไม่ได้ ซึ่งสภาพปัญหาของระบบการเมืองไทย คือ เผด็จการรัฐสภาด้วยพรรคการเมืองนายทุน บังคับให้สส.สังกัดพรรค และการให้สมาชิกพรรคพ้นจากสส. หากไม่เห็นด้วยกับพรรค
นอกจากนั้นยังมีระบบการอุปถัมภ์ โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณ ทำให้สส.ทำเพื่อพรรคการเมืองมากกว่าผลประโยชน์ประชาชน และระบบพรรคการเมืองไทยไม่มีพรรคการเมืองที่เป็นพรรคมวลชน กลายเป็นสมบัติของกลุ่มทุน การมีส่วนร่วมของประชาชนไม่เข้มแข็ง ทำให้ระบบการเลือกตั้งมีปัญหาด้วย
ทั้งนี้ การแก้ปัญหาระบบพรรคการเมือง คือ 1.ยกเลิกกฎหมายพรรคการเมือง ปล่อยให้กระบวนการพัฒนาการเมืองเป็นไปตามอิสระ โดยให้กกต. เข้าไปควบคุมบางเรื่องที่ขัดกับรัฐธรรมนูญเท่านั้น 2.การเสนอนโยบายต้องบอกความเป็นไปได้ รวมถึงที่มาของงบประมาณ 3.ในการสรรหาผู้สมัครต้องใช้ระบบสมาชิกพรรคโหวต ไม่ใช่เจ้าของพรรคเลือก และ 4.สนับสนุนประชาชนให้เข้าถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งเท่าเทียมกัน
นอกจากนี้ ขาดตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์ที่หลากหลาย โดยมีข้อเสนอ 1.ยกเลิกการบังคับสังกัดพรรค ที่ใช้มติพรรคทำให้สส.ต้องพ้นจากตำแหน่ง และตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์ความมีอิสระในการทำหน้าที่ 2.นอกจากมีสส.เขตและบัญชีรายชื่อ ต้องมีสส.จากกลุ่มอาชีพหลัก เช่น เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน พาณิชย์อุตสาหกรรม วิชาการ ข้าราชการรัฐวิสาหกิจ และอื่นๆ โดยให้มีสส.เขตและบัญชีรายชื่อ 380 คน และสายอาชีพ 120 คน พร้อมให้เอาสส.บัญชีรายชื่อ เป็นตัวตั้งในการคำนวณจำนวนที่นั่งสส.ในสภา
ปัญหาการเลือกตั้ง ยังใช้ระบบการเลือกตั้งผสมอยู่ ซึ่งการแก้ปัญหาแบ่งการเลือกตั้งเป็นกลุ่มอาชีพ ตามรายภาค โดยแต่ละภาคมีตัวแทนอาชีพ 30 คน 4 ภาค 120 คน กลุ่มอาชีพมีตัวแทนภาคละ 5 คน เป็น 6 กลุ่ม ทำให้ระบบการเลือกตั้งมี 2 ระบบ คือ เลือกพรรคอิสระ กับเลือกอาชีพ และเปิดให้มีการลงทะเบียนว่าอยู่อาชีพไหน
องค์กรการจัดการเลือกตั้ง เช่น กกต. แต่ที่พบปัญหาค่อนข้างมากเป็นกกต.จังหวัดในการจัดการเลือกตั้ง จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้เกิดความอิสระ แต่ประเด็นสำคัญ ต้องเพิ่มอำนาจประชาชน ด้วยการเพิ่มองค์กรภาคประชาชนที่เป็นเหมือนองค์กรกลางเข้าไปทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบการเลือกตั้ง
นอกจากนี้ คุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ให้นำระบบไพรมาลีโหวตมาคัดตัวผู้สมัครรับเลือกตั้ง ดังนั้น ใครมีสิทธิลงสมัครต้องผ่านระบบดังกล่าว หรือผ่านระบบการเลือกในพื้นที่ของสมาชิกพรรค รวมถึงต้องมีการนำระบบเปิดเผยทรัพย์สินและหนี้สินมาใช้กับผู้สมัครรับเลือกตั้งและให้ประชาชนตรวจสอบได้ จะทำให้เกิดการโปร่งใสมากขึ้น
ส่วนเรื่องการซื้อสิทธิขายเสียง ผู้สมัครที่ทุจริตจะต้องถูกตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต และที่เป็นประเด็นสำคัญ คือ การสัญญาว่าจะให้ ซึ่งเรื่องนี้กกต.ต้องไปวางเกณฑ์ว่านโยบายใดที่สามารถทำได้ หรือเป็นประชานิยม ต้องชัดเจนในเรื่องนี้ และเข้ามาคุมตั้งแต่ต้น เพราะจะทำให้ระบบการเลือกตั้งมีประสิทธิภาพมากขึ้น และที่สำคัญ คือ การกระจายอำนาจ การปฏิรูปเชิงทุจริต และการลดความเหลื่อมล้ำ ที่จะเข้ามาช่วย เพื่อให้ฝ่ายการเมืองไม่ฉวยสภาพสังคมอ่อนแอเข้ามาหาประโยชน์
ด้านนายทวี สุรฤทธิกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ เสนอว่า การเลือกตั้งที่ตนสังเคราะห์ออกมาได้เป็นการเลือกตั้งแบบอารยะเป็นข้อเสนอนักศึกษาหลายกลุ่ม ซึ่งการเลือกตั้งแบบนนี้สามารถสรุปได้ 3 แบบคือ 1.ผู้แทนแบบจิตอาสา เป็นแบบสังคมเล็กๆ 2.แบบสังคมคัดสรร ที่อยู่ในรูปแบบนี้ส่วนใหญ่ คนที่เป็นตัวแทนทำงานเพื่อสังคมเหล่านั้น และ3.แบบที่มีการบ่มเพาะ
ซึ่งแบบสังคมคัดสรรเห็นว่า เรื่องสภาประชาชนที่พูดกันนั้นจะคัดสรรอย่างไร ซึ่งในสังคมยุคใหม่ ใครจะมาเป็นสภาผู้แทนราษฎรต้องเข้มแข็งเป็นที่ประจักษ์ต่อสังคม ระหว่างนี้ได้หล่อหลอมความคิดประชาชนมานานพอสมควร ส่วนคุณภาพของนักการเมืองต้องดี ต้องดำเนินการให้เข้มแข็งเป้นความหวังสำคัญมาก หากจัดการควบคุมเชือดไก่ให้ลิงดูได้แล้วการเมืองจะดีมากกว่านี้
นายสกุล สื่อทรงธรรม ตัวแทนมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย เสนอว่า การเลือกตั้งต้องปฏิรูป 5 ส่วน คือ 1.พรรคการเมืองที่แสวงหาอำนาจ 2. กกต. 3.ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 4.สื่อมวลชน และ5.ระบบเลือกตั้ง โดยบางส่วนต้องแก้กฎหมาย ซึ่งเงื่อนไขพื้นฐานการเลือกตั้ง ต้องให้สิทธิและเปิดโอกาสในพลเมืองได้มีส่วนน่วมในการปกครองและบริหารกิจกรราของรัฐ การมีเสรีภาพในการแดสงความคิดเห็น มีเสรีภาพในการสมาคม มีเสรีภาพการชุมนุม มีเสรีภาพการเดินทาง มีเสรีภาพที่จะไม่ถูกเลือกปฏิบัติ และมีสิทธิได้รับการเยียวยาทางกฎหมายที่มีประสิทธิผล







