
ไม่เลิกชุมนุม....เสื้อแดงมีแต่แผ่ว
8...ทีมข่าวการเมือง
กลับมาสู่บรรยากาศตึงเครียดกันอีกครั้ง สำหรับการเผชิญหน้าระหว่าง
“เสื้อแดง” กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และรัฐบาล ที่สุดท้ายยังไร้ข้อสรุป ไม่สามารถเดินหน้า “โรดแมป” ปูทางปรองดองร่วมกันได้นำมาสู่มาตรการโต้กลับเปิดเกมบีบ
“เสื้อแดง” ด้วยแผนตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดสาธารณูปโภค โทรศัพท์ การเดินทางสาธารณะ ตั้งแต่รถเมล์ รถไฟฟ้า เส้นทางน้ำในคลองแสนแสบ บริเวณพื้นที่ชุมนุมทั้งหมด ปิดเส้นทางเข้าออกป้องกันการส่งกำลังบำรุงสู่ผู้ชุมนุมแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ทว่าแกนนำเสื้อแดงยังไม่ยอมอ่อนข้อไปตามแรงบีบของรัฐบาล กลับประกาศเดินหน้าปักหลักราชประสงค์ชุมนุมต่อไปแบบไม่สนใจแรงบีบจาก
“รัฐบาล” ที่เปลี่ยนมาใช้ “ไม้แข็ง” ตอบโต้กลุ่มผู้ชุมนุม หลังจากที่เน้นบทนิ่มนวลมาโดยตลอดหลังจากเหตุการณ์ 10 เม.ย.ส่วนหนึ่งมาจากปัญหา
“เอกภาพ” ภายในบรรดาแกนนำเสื้อแดง ถึงขั้นทำให้ทิศทางการเคลื่อนไหวของ “เสื้อแดง” ช่วงนี้ออกอาการ “เป๋” แกว่งไปมา เหมือนจะคล้อยตามรับข้อเสนอโรดแมปในช่วงแรกก่อนพลิกมายื่นเงื่อนไขต่อรองไม่ยอมยุติการชุมนุมยิ่งในวันที่
“รอยร้าว” ขยายวงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ระหว่าง วีระ มุสิกพงศ์ ประธาน นปช. กับกลุ่มฮาร์ดคอร์แดง ไม่ว่าจะเป็น จตุพร พรหมพันธุ์ อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ฯลฯ แม้แต่ เสธ.แดง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ที่อ้างสัญญาณจากต่างแดนไม่ยอมยุติการชุมนุมทำให้
“พี่ใหญ่” สายพิราบ อย่าง “วีระ” ซึ่งรับหน้าเสื่อไปตกปากรับคำร่วมกันหาทางลงกับ “รัฐบาล” ปิดฉากการชุมนุมอย่างผู้ชนะด้วยกันทุกฝ่าย ต้องไปต่อไม่เป็น เมื่อเสื้อแดงสายเหยี่ยวยังติดลมบนไม่ยอมลงง่ายๆถึงขั้นนำมาสู่การ
“แตกหัก” จน “วีระ” ถึงขั้นประกาศลาออกจากแกนนำ แต่มีการประสานขอร้องให้อยู่ต่อเพื่อไม่ให้กระทบกับภาพลักษณ์การเคลื่อนไหวของเสื้อแดง แต่ “วีระ” ก็ต้องเฟดตัวเองออกไปจากเวทีราชประสงค์ แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย และความเห็นที่ไปกันคนละทางกันนี่เอง ที่ทำให้แม้ทาง นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. จะพยายามออกมา “สยบ” ข่าวความขัดแย้งภายในเสื้อแดงแต่ที่เห็น “วีระ” หายไปเพราะต้องไปพักรักษาตัว เนื่องจากไม่สบายจับอาการ
“เสื้อแดง” ช่วงนี้ เหตุผลสำคัญที่ทำให้บรรดาแกนนำไม่อาจตัดใจ ยุติการชุมนุมได้ มาจากความไม่มั่นใจในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะบรรดาแกนนำกว่า 20 คน ที่ถูกตีตราด้วยหมายจับ และตอกย้ำด้วย พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ซึ่งอาจจะปิดโอกาสประกันตัวระหว่างต่อสู้คดีนั่นกลายเป็นที่มาให้เสื้อแดงตั้งเงื่อนไขให้อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ และสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ต้องเข้ามอบตัว เพื่อเป็นบรรทัดฐานว่าจะได้รับการประกันตัว ทว่า เมื่อ
“สุเทพ” แก้เกมด้วยการไปรับทราบข้อกล่าวหากับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่มองว่าอยู่ฝั่งเดียวกับรัฐบาล แทนที่จะเป็นกองปราบฯ นำมาสู่การไม่ยอมรับในการมอบตัวครั้งนี้ และยืนยันจะชุมนุมต่อไปงานนี้ฝ่ายเสียหายจึงกลายเป็น
“เสื้อแดง” ที่กระแสนิยมดำดิ่งลงทุกวัน หลังจากตัดสินใจผิดบุกโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จนถูกรุมกระหน่ำเสียขบวน เสียมวลชน เสียแนวร่วม และกลายเป็นฝ่าย “รัฐบาล” ที่พลิกเกมอาศัยความได้เปรียบเล่น “ไม้แข็ง”ทั้งการขู่ไม่เดินตามโรดแมป ยุบสภา เดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งในวันที่ 14 พ.ย. ตามแผนเดิมหาก
“เสื้อแดง” ยังไม่ยอมส่งสัญญาณลดราวาศอกด้วยการยุติการชุมนุมทันที ก่อนจะงัดไม้แข็งด้วยการตัดน้ำตัดไฟ บีบให้กลุ่มผู้ชุมนุมต้องสลายตัวหรือลดจำนวนลงพอที่จะสลายการชุมนุมได้อย่างไม่เกิดความเสียหายที่สำคัญความ
“ชอบธรรม” ของรัฐบาลกับการเดินหน้าเอาจริงกับกลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มมีมากขึ้น แถมได้แรงหนุนจากกระแสสังคมที่เบื่อหน่ายกับ “เสื้อแดง” ซึ่งเอาแต่เปิดฉากต่อรองแบบ “ได้คืบเอาศอก” ไม่จบไม่สิ้น หนำซ้ำยังถูกนำไปเชื่อมโยงกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นในช่วงหลังทว่า เงื่อนไขต่างๆ รอบตัวเวลานี้
“แกนนำ” ต่างรู้ดีว่ามีแต่จะส่งผลเสียต่อเสื้อแดงให้ต้องอ่อนกำลังลงไป หากคิดจะปักหลักชุมนุมต่อเนื่องไหนจะช่วงเปิดภาคเรียนของเด็กนักเรียนที่เริ่มจะเปิดภาคเรียนกันในสัปดาห์หน้า ซึ่งหาก
“เสื้อแดง” ไม่ตัดสินใจยุติการชุมนุม ย่อมเกิดแรงเสียดทานจากกลุ่มนักเรียน ครู ผู้ปกครอง ตามมากดดันเพิ่มเติม จากหลายกลุ่มที่ออกมาหนุนรัฐบาลไหนจะช่วงใกล้หน้านา บรรดาเสื้อแดงจังหวัดต่างๆ เริ่มต้องกลับไปเตรียมตัวทำนา การจะเปิดเกมชุมนุมยาวต่อไปย่อมมีปัญหาเรื่องมวลชน ซึ่งทุกวันนี้ก็ร่อยหรอลงกว่าแต่เดิมมาก
ไหนจะช่วงใกล้เทศกาลฟุตบอลโลกในอีกไม่กี่สัปดาห์ แม้ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ย่อมส่งผลต่อกระแสการเคลื่อนไหว ยิ่งในช่วงที่สังคมเริ่มเบื่อหน่ายกับการเคลื่อนไหวแบบไร้เป้าหมายของเสื้อแดง
นี่จึงนับเป็นการตัดสินใจผิดครั้งสำคัญ กับการเปิดเกมยื้อของเสื้อแดง ที่นับวันย่อมมีแต่จะทำลายสิ่งที่เสื้อแดงต่อสู้ตามหา
“เป้าหมาย” ที่อยู่ตรงหน้าแต่กำลังเริ่มไกลออกไปทุกทีสุดท้าย กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกฯ อาศัยความได้เปรียบชิงจังหวะออกมาประกาศ
“ล้มเงื่อนไข” ปูทางสู่การเลือกตั้ง 14 พ.ย. ออกไป ด้วยเหตุผลที่เสื้อแดงไม่ยอมยุติการชุมนุมยอมรับเงื่อนไขเข้าสู่กระบวนการปรองดองนับจากนี้ไป... การเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงจึงอยู่ในช่วงขาลง ทั้งจากปัจจัยภายนอกที่รุมเร้ากดดัน และปัจจัยภายในที่ขัดแย้งกันเอง ซึ่งทั้งหมดจะย้อนกลับมาฉุดให้การเคลื่อนไหวของเสื้อแดงมีแต่ต้องนับถอยหลัง ยิ่งในช่วงกระแส
“รัฐบาล” กำลังจะเริ่มตีกลับอีกครั้ง






