posttoday
แบ่งแยก-ปกครองอำนาจตำรวจลักลั่น

แบ่งแยก-ปกครองอำนาจตำรวจลักลั่น

19 มีนาคม 2557

สถานะของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเวลานี้ ถือเป็นเครื่องมือของรัฐบาลยิ่งลักษณ์อันเดียวที่ยังค้ำให้รัฐบาลยังมีอำนาจอยู่

โดย...ทีมข่าวการเมือง

สถานะของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเวลานี้ ถือเป็นเครื่องมือของรัฐบาลยิ่งลักษณ์อันเดียวที่ยังค้ำให้รัฐบาลยังมีอำนาจอยู่ ซึ่งทาง กปปส.ต้องการจะปฏิรูปมากที่สุด

ความจริงโครงสร้างการบริหารภายในของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเวลานี้มีความลักลั่นกันอยู่มาก อันเนื่องมาจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ต้องการให้รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งมีอำนาจหรือผูกขาดในการคุมตำรวจแบบเบ็ดเสร็จ เพื่อป้องกันไม่ให้สร้างอิทธิพลภายในพรรคเพื่อไทยและรัฐบาล จึงต้องมีการกระจายความรับผิดชอบไปให้กับรัฐมนตรีหลายคน

ทั้งนี้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรี ยังคงเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ขณะเดียวกันก็ได้มอบให้ สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี เบอร์ 1 และ รมว.ต่างประเทศ กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วน พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.)

ทว่า ในการสั่งการจัดกำลังตำรวจสู้กับ กปปส.เวลานี้ กลับมอบให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) ดำเนินการแทน จึงทำให้ตำรวจมึนกันไปทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

สภาพความเป็นจริง บิ๊กตำรวจดูเหมือนจะไม่ค่อยฟังสุรพงษ์มากนัก แต่กลับไปนิยมชมชอบ ร.ต.อ.เฉลิม ที่มีมือดีอย่าง “บิ๊กย้อย” พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และตำรวจในสังกัดอย่าง “บิ๊กแจ๊ด” พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่างผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ที่เข้ามาช่วยทำงาน การสั่งการของสุรพงษ์บางครั้งจึงไร้ความหมาย แม้จะมีอำนาจโดยตรงแต่ตำรวจก็ไม่ได้รับฟัง เพราะด้วยบารมีของ ร.ต.อ.เฉลิม ที่ใกล้ชิดสนิทสนมกับบิ๊กตำรวจหลายๆ นายมากกว่าสุรพงษ์ ทำให้การทำงานยังยึดโยงกับทางเจ้าของบ้านริมคลอง

ขณะที่ พล.ต.อ.ประชา ก็ถือว่าเป็นอดีตบิ๊กตำรวจเก่าที่มีตำรวจในสังกัดสนิทสนมอยู่มากมาย แต่อำนาจของ พล.ต.อ.ประชา ขณะนี้ในสายตาสังคมภายนอกถือว่ามีเพียงแค่ตรวจสอบรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจเท่านั้น แต่ถึงกระนั้นหน้าที่ของ พล.ต.อ.ประชา กลับมีความสำคัญพอดูในวงการตำรวจ เพราะถือเป็นคนที่สามารถโยกย้ายได้เบ็ดเสร็จ และเข้ามาล้วงลูกโผของตำรวจสัญญาบัตรในทุกระดับ รวมถึงอีกหน้าที่คือดูแลพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่มีบทบาทอะไรที่ชัดเจนนัก แม้จะได้ดูในเรื่องของงบประมาณที่จะลงไปในพื้นที่ก็ตาม

ดังนั้นจะเห็นภาพได้อย่างชัดเจนว่า ขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีภาพการทำงานของตำรวจที่ไปคนละทิศทาง ไม่ต่างจาก “บิ๊กอู๋” พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ขณะนี้ลอยตัวอยู่เหนือการควบคุมต่างๆ โดยการไปผนึกกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก เพื่อนเตรียมทหารรุ่นเดียวกัน

พล.ต.อ.อดุลย์ เหลืออายุราชการอยู่อีกเพียงไม่ถึง 200 วันเศษก็จะเกษียณออกไป ดังนั้น กระแสและภาพลักษณ์การทำงานภายใต้คำสั่งของทางการเมือง พล.ต.อ.อดุลย์ จึงนิ่งเฉยเสีย ด้วยต้องการให้ลงจากตำแหน่งด้วยความสวยหรูไร้มลทิน

จากการลอยตัวอยู่เหนือปัญหา กอปรกับการไม่กล้าตัดสินใจอะไรกับกลุ่มผู้ชุมนุมของ พล.ต.อ.อดุลย์ ทำให้ ร.ต.อ.เฉลิม จึงเลือกไม่สั่งการไปยังบิ๊กอู๋ แต่มาใช้กำลังตำรวจที่สั่งการได้อย่าง พล.ต.อ.วรพงษ์ และ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ แทน ก่อนที่จะไปวัดว่า พล.ต.อ.คนไหนที่จะมาขึ้นแท่นนั่งเก้าอี้ตำแหน่ง “พิทักษ์ 1” แทนบิ๊กอู๋ ซึ่งถึงตอนนั้นชื่อของ พล.ต.อ.ประชา จะกลับมามีความสำคัญอีกครั้ง

ขณะที่ความพยายามจะคุมเกมของตำรวจไว้ได้ทั้งหมดของ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับกลายเป็นเรื่องข้อผิดพลาดในขณะนี้ เพราะการจะแบ่งอำนาจให้กับ 3 คน คือ สุรพงษ์ ร.ต.อ.เฉลิม และ พล.ต.อ.ประชา ทำให้การทำงานของตำรวจไม่เป็นเอกภาพ เพราะแต่ละคนก็จะมีตำรวจในสังกัดที่เลือกใช้งาน การที่ใครคนหนึ่งไปสั่งการตำรวจซึ่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งนั้นอาจจะทำให้เกิดเกียร์ว่างในการทำงานของรัฐบาลได้

อย่าลืมว่ากำลังตำรวจหลักในการใช้งานของรัฐบาลไปตกอยู่ที่ ร.ต.อ.เฉลิม เพราะ พล.ต.อ.วรพงษ์ และ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ สองเพื่อนร่วมรุ่น นรต. 30 ทำงานเข้าขากันเป็นอย่างดี แม้ลึกๆ แล้วทั้งสองคนจะมีเรื่องผิดใจกันอยู่บ้าง แต่ชื่อชั้นของ ร.ต.อ.เฉลิม ก็สามารถประสานให้นายตำรวจทั้งสองมาทำงานร่วมกันรับใช้รัฐบาลได้เป็นอย่างดี

อีกทั้งในการจัดกำลังตำรวจเพื่อภารกิจของรัฐบาลในภาวะการชุมนุมทั้งหลายต่อหลายเหตุการณ์ที่เกิดการปะทะ หรือแม้แต่จัดกำลังลงพื้นที่ดูแลความเรียบร้อย แม้ว่าอำนาจสั่งการโดยตรงจะอยู่ที่สุรพงษ์ในการกำชับออกคำสั่งให้ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ แต่ ร.ต.อ.เฉลิม เป็นคนสั่งการตัวจริงอีกเช่นเคย ด้วยการดึงนายตำรวจที่ชิดใกล้เข้ามาทำหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจจากกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ภาค 5 หรือภาค 7 และใน กทม.ก็ไม่ต้องห่วง เพราะยังมีน้องรักอย่าง พล.ต.ท.คำรณวิทย์ เป็นคนคุมพื้นที่นครบาล

ดังนั้น แม้ว่าภาพของสุรพงษ์ และ พล.ต.อ.ประชา ยังคงมีบทบาทในการดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่เรื่องของกำลังตำรวจที่ถือเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลในการรับมือกับกลุ่มผู้ชุมนุม อำนาจนี้ยังคงอยู่ในมือของ ร.ต.อ.เฉลิม ทำให้ทั้งสองบิ๊กการเมืองของฝั่งเพื่อไทยกลายเป็นง่อยไม่มีความสำคัญแม้ว่าจะมีชื่อในสารบบของอำนาจที่ พ.ต.ท.ทักษิณ มอบให้ก็ตาม

ส่งผลต่อเนื่องให้ตำรวจที่ใกล้ชิดกับบุคคลทั้งสามจึงอาจจำเป็นต้องปล่อยให้มีเกียร์ว่างเกิดขึ้นได้ เพราะหากนายใครไม่ใช่นายตนมาสั่งการก็คงจะเลือกปฏิเสธไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ทำให้ตำรวจชั่วโมงนี้กลายเป็นทำงานเพื่อสนองต่อนายของตนเองที่จะทำให้ได้เป็นใหญ่เป็นโตเท่านั้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท