
รัฐรายได้ทรุด-หนี้พุ่งสะเทือนเสถียรภาพเศรษฐกิจ
เวลาผ่านไปยังไม่ถึงครึ่งปีงบประมาณ 2557 กระทรวงการคลังก็ออกมายกธงขาวแล้วว่าจะจัดเก็บรายได้ทั้งปีไม่ถึง 2.27 ล้านล้านบาท ตามที่ตั้งเป้าไว้ในเอกสารงบประมาณ
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
เวลาผ่านไปยังไม่ถึงครึ่งปีงบประมาณ 2557 กระทรวงการคลังก็ออกมายกธงขาวแล้วว่าจะจัดเก็บรายได้ทั้งปีไม่ถึง 2.27 ล้านล้านบาท ตามที่ตั้งเป้าไว้ในเอกสารงบประมาณ
สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า การเก็บรายได้ปี 2557 จะต่ำกว่าเป้าไม่น้อยกว่า 5 หมื่นล้านบาท แม้ว่าไม่กระทบการเบิกจ่าย เพราะยังมีเงินคงคลังมากถึง 3 แสนล้านบาท รองรับได้ แต่การเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าก็เป็นสัญญาณที่ไม่ดีด้านการเงินการคลังของประเทศ ซึ่งจะกระทบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในที่สุด
สาเหตุที่เก็บรายได้ต่ำกว่าเป้า เพราะเศรษฐกิจชะลอตัวจากปัญหาเศรษฐกิจโลก และที่สำคัญจากปัญหาการเมืองในประเทศที่ยังไม่สามารถเลือกตั้งใหม่ได้ ทำให้นักลงทุนไม่กล้าลงทุน ประชาชนไม่กล้าบริโภค การส่งออกขยายตัวได้ต่ำ
กระทรวงการคลังรายงานตัวเลขล่าสุดรอบ 4 เดือนของงบประมาณ ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2556 ม.ค. 2557 รัฐบาลเก็บรายได้ 6.54 แสนล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 1,500 ล้านบาท หรือ 0.2% แต่ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 2.6% ซึ่งถือเป็นสัญญาณไม่ดี
ที่สำคัญ การเก็บรายได้ของ 3 กรมภาษี คือ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร ที่จัดเก็บรายได้สัดส่วน 8090% ของรายได้ทั้งหมดของประเทศ พบว่าเก็บรายได้ 4 เดือนต่ำกว่าเป้าหมายถึง 2.55 หมื่นล้านบาท หรือ 3.8% ที่สำคัญ คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มของกรมสรรพากร ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ และภาษีน้ำมันของกรมสรรพสามิต และอากรขาเข้าของกรมศุลกากร เป็นต้น
ยิ่งเมื่อลงไปดูการเก็บรายได้เดือน ม.ค. 2557 ยิ่งน่าเป็นห่วง เพราะเก็บรายได้สุทธิได้แค่ 1.49 แสนล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 1.21 หมื่นล้านบาท หรือ 7.5% และต่ำกว่าเดือนเดียวกันปีที่แล้ว 8.3% ถือว่าอาการเข้าขั้นโคม่า
ยอดจัดเก็บรายได้เดือน ม.ค. 2557 ยังแสดงให้เห็นว่าการเก็บรายได้ของรัฐบาลไม่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและผลกระทบจากการเมืองเท่านั้น แต่ยังมาจากนโยบายของรัฐบาลเองด้วย เพราะจากตัวเลขการเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา พบว่าต่ำกว่าเป้าหมาย 5,665 ล้านบาท หรือ 17% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการลดอัตราภาษี ขณะที่ฐานรายได้มิได้เพิ่มขึ้นอย่างที่ประมาณการไว้
นอกจากนี้ ยังพบว่าภาษีสรรพสามิตรถยนต์เก็บได้ต่ำกว่าเป้า 2,801 ล้านบาท หรือ 24.3% เพราะได้ส่งมอบรถในโครงการรถยนต์คันแรกเกือบครบทั้งโครงการแล้วในปีงบประมาณ 2556 และภาษีน้ำมันที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมาย 2,439 ล้านบาท หรือ 30.1% สาเหตุมาจากการขยายเวลาปรับลดภาษีน้ำมันดีเซลออกไปเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพของประชาชน ทั้งหมดนี้เป็นนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน
ผลการจัดเก็บรายได้เดือน ม.ค. 2557 ทำให้คลังประเมินว่า ช่วง 8 เดือนที่เหลือของปีงบ ประมาณ การเก็บรายได้ของรัฐบาลอาการจะแย่ลงไปอีก จนทำให้ยอดทั้งปีออกมาติดลบ แม้ว่าจะกำชับให้มีการติดตามการเก็บรายได้ที่มีปัญหา แต่ดูเหมือนว่าคลังจะไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ เพราะสาเหตุสำคัญมาจากปัญหาการเมือง
เนื่องจากรัฐบาลที่บริหารประเทศยังเป็นรัฐบาลรักษาการอยู่ ทำให้การหารายได้เพิ่มทำได้ยาก ไม่สามารถกำหนดนโยบายเพื่อเก็บภาษีตัวใหม่ หรือเพิ่มอัตราภาษีต่างๆ เพื่อให้รายได้มากขึ้น ขณะที่การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บก็แก้ปัญหาได้ไม่มาก ในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว การดำเนินธุรกิจหยุดชะงัก เงินในระบบเศรษฐกิจไม่หมุนเวียน
รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดคลัง ถึงกับออกปากว่า การเก็บรายได้มีปัญหามากเพราะคนไม่ใช้จ่าย ไม่ลงทุน หากต้องการให้เก็บรายได้เกินเป้า การชุมนุมต้องเลิก ต้องมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ จะเป็นรัฐบาลไหนก็ได้ที่ไม่ใช่รัฐบาลรักษาการ หากยังเป็นอย่างนี้การเก็บรายได้ให้ได้ตามเป้าเป็นไปได้ยาก เพราะไม่มีใครไปบังคับให้คนใช้จ่ายหรือนักลงทุนลงทุนเพิ่มได้ เมื่อคนรายได้น้อย ผู้ประกอบการมีกำไรลดลง การเก็บภาษีก็ต้องตกตามไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สำหรับปัญหาที่ตามมาต่อจากนี้ คือ รัฐบาลจะเดินหน้ารีดภาษีมากขึ้น ที่เห็นได้ชัดคือกรมสรรพากรเริ่มมีการเสริมทั้งระบบไอทีและเจ้าหน้าที่ เพื่อเอกซเรย์ผู้เสียภาษีทั้งระบบเพื่อให้เสียภาษีได้อย่างครบถ้วน รวมทั้งการดึงผู้ที่ยังอยู่นอกระบบภาษีเข้ามาอยู่ในระบบภาษี
ขณะที่กรมศุลกากรก็เพิ่มความเข้มข้นในการตรวจผ่านสินค้า ต้องสำแดงราคานำเข้าให้ตรงกับความเป็นจริง เพื่อให้การเก็บภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งจะทำให้การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าสินค้าของกรมสรรพากรเพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย
การเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้ายังสร้างปัญหาการเบิกจ่ายงบประมาณที่ต้องไปใช้เงินคงคลัง และเป็นภาระให้คลังต้องไปกู้เงินมาเติมเงินคงคลังไม่ให้อยู่ในระดับที่ต่ำเกินไป ส่งผลย้อนกลับให้หนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มขึ้นในที่สุด แม้ว่าเวลานี้สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยจะอยู่ที่ 45% ของจีดีพี แต่การสร้างหนี้สาธารณะเพิ่มในช่วงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวก็เท่ากับเป็นการเร่งสัดส่วนหนี้สาธารณะให้เร็วขึ้นเท่านั้น
หากประเมินจากปี 2556 ที่ผ่านมา ที่เศรษฐกิจขยายตัวได้ 2.9% ต่อปี ต่ำกว่าที่ประมาณการไว้ว่าจะขยายตัว 4.5% ต่อปี ขณะที่ปีนี้เดิมคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 4% ต่อปี แต่ผ่านไปไม่กี่เดือนการขยายตัวถูกปรับลดเป้าเหลือไม่ถึง 3% ต่อปี ทำให้โอกาสที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด เพราะตัวหารคือจีดีพีทั้งหมดมีมูลค่าน้อยลง แต่ตัวถูกหารคือมูลค่าหนี้กลับเพิ่มขึ้น
ก่อนหน้านี้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ก็เคยตั้งข้อสังเกตในประเด็นนี้มาแล้วว่า สิ่งที่น่ากลัวมากกว่าก่อหนี้เพิ่มคือ การที่เศรษฐกิจขยายตัวได้น้อยกว่าเป้า จะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นจนควบคุมไม่ได้
แม้ว่าเวลานี้การกู้เงินตาม พ.ร.ก. 3.5 แสนล้านบาท และ พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท ไม่สามารถทำได้แล้ว แต่ความเสี่ยงกรณีสัดส่วนหนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วก็ไม่ได้น้อยลง เพราะเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์นั่นเอง ยิ่งหากไปถึงกลางปี 2557 ยังจัดตั้งรัฐบาลใหม่ไม่ได้ เศรษฐกิจจะยิ่งขยายตัวได้น้อยลงไปอีก สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยก็มีโอกาสสูงขึ้นเกิน 50% ต่อจีดีพีได้ไม่ยากนัก
การจัดเก็บรายได้ไม่เข้าเป้า ที่มาพร้อมกับสัดส่วนหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนั้น ไม่เป็นผลดีกับเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย เพราะก่อนหน้านี้เสถียรภาพเศรษฐกิจเริ่มมีความเสี่ยงจากการขาดดุลงบประมาณมานับสิบปี และเริ่มมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมาผสมโรงกลายเป็นขาดดุลแฝด จนนักวิชาการด้านเศรษฐกิจมองว่าอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่
ยิ่งมามีปัญหาการกู้หนี้ยืมสินมาใช้จ่ายเพิ่ม เพื่อชดเชยการจัดเก็บรายได้ที่ไม่เข้าเป้า ก็ยิ่งเป็นตัวเร่งให้เสถียรภาพของเศรษฐกิจผุกร่อนมากขึ้น
จนนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจที่หลายคนเป็นห่วงและพยายามเตือนรัฐบาลมาตลอดช่วง 2 ปีกว่าที่ผ่านมา







