คดีลิขสิทธิ์หนังสือไทย
ในฉบับที่แล้วได้สรุปผลการตัดสินของศาลฎีกาว่า งานวรรณกรรมของ อกาธา คริสตี้ เกือบทั้งหมด ไม่ถือว่าถูกละเมิดลิขสิทธิ์โดยผู้แปล ดังนั้นการทำซ้ำหรือนำออกโฆษณาโดยสำนักพิมพ์หรือจำเลย จึงถือเป็นการกระทำต่องานสร้างสรรค์วรรณกรรมที่แสดงออกในรูปแบบที่เป็นภาษาไทยโดยตรง ไม่ได้กระทำต่องานสร้างสรรค์วรรณกรรมต้นฉบับที่เป็นภาษาอังกฤษ หรือที่จริงก็คือ เมื่อผู้แปลไม่ผิดและถือเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ดังนั้นสำนักพิมพ์ซึ่งได้รับอนุญาตจากผู้แปลจึงไม่ผิดด้วยในเกือบจะทุกเรื่อง โดยแบ่งการพิจารณาเป็นกลุ่มๆ ตามช่วงปีที่ อกาธา คริสตี้ แต่งหนังสือและมีการโฆษณาครั้งแรก ซึ่งผู้เขียนได้กล่าวถึงวรรณกรรม 7 เรื่องว่า มีเรื่อง Dead Man’s Folly, Ordeal by Innocence, Cat Among thePegions, Pale Horse, The Mirror Crack’d From และ Carribbean Mystry ซึ่งแต่งและมีการโฆษณาครั้งแรกในประเทศเขา เมื่อปี 2499, 2501, 2502, 2504, 2505 และ 2507 ตามลำดับ ยกเว้นเรื่อง Surprise Surprise ที่ไม่ปรากฏการโฆษณาครั้งแรก
ในฉบับที่แล้วได้สรุปผลการตัดสินของศาลฎีกาว่า งานวรรณกรรมของ อกาธา คริสตี้ เกือบทั้งหมด ไม่ถือว่าถูกละเมิดลิขสิทธิ์โดยผู้แปล ดังนั้นการทำซ้ำหรือนำออกโฆษณาโดยสำนักพิมพ์หรือจำเลย จึงถือเป็นการกระทำต่องานสร้างสรรค์วรรณกรรมที่แสดงออกในรูปแบบที่เป็นภาษาไทยโดยตรง ไม่ได้กระทำต่องานสร้างสรรค์วรรณกรรมต้นฉบับที่เป็นภาษาอังกฤษ หรือที่จริงก็คือ เมื่อผู้แปลไม่ผิดและถือเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ดังนั้นสำนักพิมพ์ซึ่งได้รับอนุญาตจากผู้แปลจึงไม่ผิดด้วยในเกือบจะทุกเรื่อง โดยแบ่งการพิจารณาเป็นกลุ่มๆ ตามช่วงปีที่ อกาธา คริสตี้ แต่งหนังสือและมีการโฆษณาครั้งแรก ซึ่งผู้เขียนได้กล่าวถึงวรรณกรรม 7 เรื่องว่า มีเรื่อง Dead Man’s Folly, Ordeal by Innocence, Cat Among thePegions, Pale Horse, The Mirror Crack’d From และ Carribbean Mystry ซึ่งแต่งและมีการโฆษณาครั้งแรกในประเทศเขา เมื่อปี 2499, 2501, 2502, 2504, 2505 และ 2507 ตามลำดับ ยกเว้นเรื่อง Surprise Surprise ที่ไม่ปรากฏการโฆษณาครั้งแรก
สำหรับ 7 เรื่องดังกล่าวข้างต้น ที่ศาลตัดสินว่าไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้แต่ง ก็เนื่องจากว่ามีการพิจารณาทั้งตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์และตามความตกลงระหว่างประเทศประกอบกันด้วย กล่าวคือ
1.พระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม มาตรา 14 และพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 วรรค 1 ถือว่าได้ให้การคุ้มครองงานวรรณกรรมทั้ง 7 เรื่องดังกล่าวข้างต้นเป็นเวลา 30 ปี นับตั้งแต่ปีที่มีการประกาศโฆษณา หมายความว่าการคุ้มครองจะสิ้นสุดก็คืออีก 30 ปี บวกเข้าไปกับปี 2499, 2501 ฯลฯ ซึ่งก็คือจะสิ้นสุดอายุการคุ้มครองในปี 2529, 2531, 2532, 2534, 2535 และ 2537 ตามลำดับ
2.ในส่วนของการคุ้มครองลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศนั้น ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะเข้าเป็นสมาชิกสหภาพเบิร์น (Berne Union) และอนุสัญญากรุงเบิร์น (Berne Convention) เมื่อปี 2547 แต่ประเทศไทยก็ได้ตั้งข้อสงวนไว้ถึง 6 ข้อ ที่จะไม่ผูกพันตามอนุสัญญากรุงเบิร์น ฉบับแก้ไข ณ กรุงเบอร์ลิน ซึ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานวรรณกรรม ข้อสงวนที่ประเทศไทยตั้งไว้ก็คือ การไม่ผูกพันตามมาตรา 8 แห่งอนุสัญญากรุงเบิร์น ฉบับแก้ไข ณ กรุงเบิร์น ค.ศ. 1908 ซึ่งบัญญัติให้ประเทศต้องให้ความคุ้มครองแก่งานอันมีลิขสิทธิ์จากประเทศภาคีอื่น รวมไปถึงสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ที่จะแปลหรืออนุญาตให้ผู้อื่นแปลงานของตนได้แต่เพียงผู้เดียว ดูบรรพบุรุษของไทยเสียบ้าง ท่านมองการณ์ไกลแล้วก็ทำทุกอย่างเพื่อประเทศไทย ช่างต่างกับสมัยนี้ลิบลับ ที่นอกจากจะมองแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง พวกพ้อง และวงศ์วานว่านเครือแล้ว ยังชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้านเสียอีก ป่านนี้ท่านคงนอนไม่เป็นสุข แล้วก็ได้แต่สาปแช่งพวกคนเลวเหล่านั้น ให้ประสบกับความหายนะไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง บรรพบุรุษของไทยในสมัยนั้น ได้ยอมให้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น นั่นก็คือประเทศไทยได้ยอมผูกพันตามมาตรา 5 แห่งอนุสัญญากรุงเบิร์น ค.ศ. 1886 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 1 ข้อ 3 (Article 1 Number III) ของอนุสัญญากรุงเบิร์น ฉบับแก้ไข ณ กรุงปารีส ค.ศ. 1896 ซึ่งกำหนดว่าผู้สร้างสรรค์งานซึ่งเป็นคนชาติหรือคนในบังคับของประเทศภาคี หรือตัวแทนโดยชอบของตน ย่อมมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะทำการแปลหรือมอบหมายให้มีการแปลงานอันมีลิขสิทธิ์ของตนตลอดระยะเวลาแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ในงานเดิม แต่ถ้าผู้สร้างสรรค์งานมิได้ทำการโฆษณาการแปลผลงานของตนเป็นภาษาที่ต้องการให้ได้รับความคุ้มครองในประเทศภาคีใดภายในระยะเวลา 10 ปี นับแต่การโฆษณางานเดิมเป็นครั้งแรก สิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะแปลงานของตนเป็นภาษาดังกล่าวย่อมเป็นอันหมดสิ้นไป ซึ่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 ได้นำมาบัญญัติไว้ในมาตรา 42 ที่ว่าด้วยการให้ความคุ้มครองลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศว่า “งานอันมีลิขสิทธิ์ตามกฎหมายของประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย และกฎหมายของประเทศนั้นได้ให้ความคุ้มครองลิขสิทธิ์เช่นเดียวกันแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ของภาคีอื่นๆ แห่งอนุสัญญาดังกล่าว หรืองานอันมีลิขสิทธิ์ขององค์การระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยร่วมเป็นสมาชิกอยู่ด้วย ย่อมได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา”
ซึ่งข้อสงวนเกี่ยวกับการแปลงานวรรณกรรมก็ได้นำมาบัญญัติไว้ในพระราชกฤษฎีกา กำหนดเป็นเงื่อนไขเพื่อคุ้มครองลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศ พ.ศ. 2526 ซึ่งออกตามความในมาตรา 42 ดังกล่าวว่า “ในกรณีที่เป็นวรรณกรรมหรือนาฏกรรม ถ้าเจ้าของลิขสิทธิ์มิได้จัดให้มีหรืออนุญาตให้ผู้ใดจัดทำคำแปลเป็นภาษาไทยและโฆษณาคำแปลนั้นในราชอาณาจักรภายใน 10 ปี นับแต่วันสิ้นปีปฏิทินของปีที่ได้มีการโฆษณาวรรณกรรมหรือนาฏกรรมดังกล่าวเป็นครั้งแรก ให้ถือว่าสิทธิที่จะห้ามมิให้ทำซ้ำหรือดัดแปลง หรือโฆษณาซึ่งคำแปลในราชอาณาจักรเป็นอันสิ้นสุด”
หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ถึงแม้งานของ อกาธา คริสตี้ จะได้รับการคุ้มครอง 30 ปี และการนำเรื่องทั้ง 7 ของเขามาแปลนี้ ยังอยู่ในอายุการคุ้มครอง แต่เนื่องจากเป็นวรรณกรรมจากต่างประเทศ ก็เลยต้องไปดูความตกลงระหว่างประเทศว่า ประเทศไทยได้ตกลงกับเขาไว้อย่างไร ก็เลยปรากฏว่า ไม่ถือว่าได้ตกลงทั้งหมดเพราะขอสงวนไว้ มีการตกลงแค่บางส่วน คือ ถ้าเจ้าของไม่ได้แปลหรือให้ใครแปลเป็นภาษาไทย และโฆษณาคำแปลนั้นในประเทศไทย ภายใน 10 ปี นับจากวันที่มีการโฆษณาครั้งแรก ก็ถือว่าการคุ้มครองสิ้นสุดลง แล้วในกรณีนี้โจทก์ก็ยอมรับว่าไม่ได้จัดให้หรืออนุญาตให้ใครแปลเป็นภาษาไทย และโฆษณาคำแปลนั้นในประเทศไทย ก็เลยเป็นอันว่าผู้แปลรวมไปถึงสำนักพิมพ์และจำเลยรอดตัวไป ไม่ผิด อธิบายมาได้แค่ 7 เรื่อง ก็ดูเนื้อที่จวนจะหมดแล้ว ยังมีอีกถึง 21 เรื่อง ซึ่งศาลท่านก็ยังได้แบ่งกลุ่มกันออกไปอีกตามระยะเวลาการแต่ง การประกาศโฆษณา และการแปล คงต้องขอไว้เล่าให้ฟังกันในคราวหน้า
ทั้งนี้ ผู้เขียนขอถือโอกาสนี้กล่าวถึงที่มาของสาระบางส่วนในบทความนี้ด้วยว่า มาจากหน้า 75 ของหนังสือรวมคำพิพากษาศาลฎีกา คดีลิขสิทธิ์ และขอถือโอกาสขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วย


