
พลังงานกับการปฏิรูป
การปฏิรูปที่ดีควรครบด้วยเงื่อนไข 3 ประการ แต่พลังงานดูจะมีปัญหาทั้ง 3 ด้าน
การปฏิรูปที่ดีควรครบด้วยเงื่อนไข 3 ประการ แต่พลังงานดูจะมีปัญหาทั้ง 3 ด้าน
(1) การรับฟังความคิดเห็นจากทุกๆ ฝ่าย ตั้งแต่ผู้มีส่วนได้เสีย ทั้งประชาชนผู้บริโภคผู้ใช้ภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งฝ่ายผู้ผลิตผู้ค้า และประชาชนผู้ถือหุ้นในบริษัทเหล่านั้น จนถึงผู้เกี่ยวข้อง เช่น เจ้าหน้าที่ของรัฐที่กำกับดูแลกิจการพลังงานด้วย ไม่ว่าจะถูกมองว่าทำหน้าที่ได้ดีหรือไม่
ในส่วนของนักวิชาการหรือ “ผู้เชี่ยวชาญ” ก็ควรจะรวมทุกๆ ฝ่าย ความเห็นที่แตกต่างจัดการได้ง่ายหากทุกฝ่ายรับเงื่อนไขข้อ (2) และ (3)
การรับฟังความเห็นที่ดี คือการฟังกันและกันในบรรยากาศที่เป็นมิตร ใช้เหตุผลมากกว่าความรู้สึก หากทำได้การปฏิรูปก็จะเป็นฉันทามติ ซึ่งมีคุณค่ามากในยุคนี้
แต่สภาพการณ์ที่เป็นอยู่คือ มีกระบวนการใส่ร้ายป้ายสี สร้างความเกลียดชังต่อฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการ “ทวงคืน” หรือไม่เห็นด้วยว่าสิ่งที่เป็นอยู่เลวร้ายไปหมดทุกอย่าง
ภาคประชาชนเรียกร้องให้รัฐและเอกชนมีธรรมาภิบาล ตนเองก็ควรมีธรรมาภิบาลด้วย ความเห็นที่แตกต่างน่าจะถือเป็นการระดมความคิดเพื่อให้สังคมมีทางเลือกที่ดีที่สุด ไม่ใช่ศัตรูที่ต้องทำลายล้างทุกวิถีทาง จนผู้รู้และผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายไม่กล้าแสดงออก
เรื่องดีเบต : ปฏิรูปไม่ใช่การประกวดวาทกรรมหรือข้อเสนอที่โดนใจ เพราะพลังงานเป็นเรื่องซับซ้อนที่มีผลกระทบกว้างขวาง ความจริงเท็จ ถูกผิด ประโยชน์ยั่งยืนประชานิยม ไม่สามารถตัดสินได้ด้วยเสียงปรบมือกับการโห่ โดยเฉพาะการที่ฝ่ายเรียกร้องดีเบตเต็มไปด้วยอคติ ไม่มีความพร้อมที่จะรับฟังความคิดต่าง
ถ้าจะพูดคุยกันอย่างสร้างสรรค์ต้องเป็นบรรยากาศที่ไม่มีมวลชนมาโห่ฮา กปปส.เคยพยายามจัดโต๊ะกลมแบบปิด แต่ถูกคนนำม็อบมาทลาย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ภาครัฐก็ถูกฝ่ายการเมืองห้ามเข้าร่วม ฉะนั้น การพูดคุยควรจัดโดยองค์กรที่มีความเป็นกลางระดับหนึ่ง และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย หากปลอดภัยจากกฎหมู่ ผู้ร่วมวงอาจสมัครใจให้เป็นเวทีเปิดก็ได้
(2) การวิเคราะห์ปัญหาและแนวทางสำหรับอนาคตต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง แต่ได้มีการเผยแพร่สิ่งที่ขัดแย้งกับข้อมูลทางวิชาการและข้อมูลรัฐ เช่น ประเทศไทยมีปิโตรเลียมมากราวกับซาอุดิอาระเบีย (ซึ่งไม่จริง) หรือการขยายระยะเวลาผลิตในสัมปทานที่เอกชนมีสิทธิได้ตามกฎหมายนั้นรัฐไม่ได้อะไรเลย (ซึ่งไม่จริง) ฯลฯ
ความจริงกระทรวงพลังงานเป็นหน่วยงานรัฐที่เปิดเผยข้อมูลมากที่สุดแห่งหนึ่ง แต่ต้องมีการปฏิรูปเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องพลังงาน ตั้งแต่หลักสูตรในโรงเรียนให้เรียนรู้เรื่องพลังงานไปพร้อมๆ กับเศรษฐศาสตร์พื้นฐาน จนถึงการจัดตั้งกระบวนการสร้างความโปร่งใสและความถูกต้องของข้อมูล เช่น Extractive Industries Transparency Initiatives (EITI)
การพูดคุยกันในวงปิดจะลดช่องว่างทางข้อมูลได้มากพอสมควร เหมือนอย่างการเสวนาในหมู่วิศวะ จุฬาฯ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
ทั้งนี้ทั้งนั้น หากไม่มีการพูดคุยทำความเข้าใจ ก็เป็นหน้าที่ของใครก็ตามที่คุมเกมการปฏิรูปที่จะต้องรับฟังทุกๆ ฝ่าย
ถ้าไม่สามารถตัดสินถูกผิดได้อย่างมั่นใจ ก็ควรรอฟังคำพิพากษาของศาลยุติธรรม เพราะได้มีการฟ้องร้องกรณีหมิ่นประมาทและการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จแล้ว
(3) แนวทางสำหรับอนาคตควรถือประโยชน์ส่วนรวมและการพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นสำคัญ นี่เป็นอีกข้อที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องกันในหลักการ แต่ในทางปฏิบัติ...ท้าทายมาก
อาทิ เรื่องน้ำมันราคาถูกอย่างประเทศมาเลเซีย รัฐบาลไหนก็ทำได้! มาเลเซียผู้ส่งออกสุทธิปิโตรเลียมใช้งบอุดหนุน 6.4 แสนล้านบาทต่อปี (แต่กำลังลดรับ AEC) แล้วเราจะเอาเงินมาจากไหน? ตัดงบรักษาฟรี เรียนฟรี หรือลดการซ่อมถนน ฯลฯ? คงต้องตัดหลายอย่าง แล้วคนที่ถูกกระทบกับเจ้าของรถยนต์ผู้ใช้น้ำมันใครยากจนกว่ากัน? หรือจะเก็บภาษีเพิ่มขึ้นให้มาก แล้วจะกระทบความสามารถแข่งขันของธุรกิจไทยไหม? เพิ่ม VAT? ...จะทำก็ทำได้
นายกฯ ยิ่งลักษณ์เองเคยประกาศว่าจะกระชากราคาน้ำมันลง ทว่าการกดราคาน้ำมันเป็นสิ่งที่ไม่เปิดช่องทำกำไรให้ธุรกิจการเมืองเหมือนอย่างประชานิยมอื่นๆ แต่การทวงคืน ปตท.มาเป็นของรัฐ 100% จะเป็นประชานิยมที่นักธุรกิจการเมืองชอบมาก เพราะสามารถกอบโกยผลประโยชน์ได้สะดวกขึ้น
น่าสังเกตว่ากระแสปฏิรูปพลังงานแทบไม่แตะนักธุรกิจการเมืองที่คุมกระทรวงพลังงานและคุม ปตท.เลย อีกทั้งไม่ให้ความสำคัญกับพลังงานหมุนเวียนหรือการใช้อย่างมีประสิทธิภาพ
น่าสังเกตว่าประเทศอย่างนอร์เวย์ที่ส่งออกปิโตรเลียมมาก ใช้นโยบายน้ำมันแพงเพื่อจูงใจให้ประชาชนใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เขาเก็บเงินเข้ากองทุนไว้ใช้ในอนาคตเมื่อแหล่งปิโตรเลียมหมดลง ขณะเดียวกันก็จัดสวัสดิการให้ประชาชนที่จำเป็น
แนวทางการปฏิรูปพลังงานที่เป็นประโยชน์ในภาพรวมของระบบเศรษฐกิจและการพัฒนาอย่างยั่งยืนมักไม่สะใจ โดนใจ และต้องใช้เวลาขบคิดบ้างกว่าจะเข้าใจ
หากการปฏิรูปพลังงานไหลไปตามกระแส คงจะเกิดความเสียหายกับส่วนรวมไม่แพ้นโยบายจำนำข้าว
แต่ถ้าปฏิรูปขัดกับกระแสโดยไม่มีการทำความเข้าใจ ก็จะทำให้ความขัดแย้งรุนแรงขึ้น จะเป็นชนวนทางการเมืองที่มีพลังมาก เพราะแกนนำบางคนเข้าถึงมวลชนทั้งสองขั้ว เข้าทางนักการเมืองบางกลุ่มทีเดียว







