posttoday
เศรษฐกิจโลกส่อป่วนหนักศึกสองมหาอำนาจแย่งไครเมีย

เศรษฐกิจโลกส่อป่วนหนักศึกสองมหาอำนาจแย่งไครเมีย

18 มีนาคม 2557

หลังจากได้ทราบผลการลงประชามติอย่างไม่เป็นทางการของดินแดนไครเมียว่าประชาชนเกือบ 100%

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

หลังจากได้ทราบผลการลงประชามติอย่างไม่เป็นทางการของดินแดนไครเมียว่าประชาชนเกือบ 100% ต้องการจะขอแยกทางจากยูเครนและหันไปซบอ้อมอก “รัสเซีย” แทน ก็ได้ส่งผลสะเทือนไปยังตลาดหุ้นทั่วทั้งโลกเมื่อวันที่ 17 มี.ค.ปรับตัวลงอย่างหนัก โดยลดลงไปอยู่ในจุดต่ำสุดในรอบเกือบ 1 เดือน

เนื่องจากนักลงทุนทั่วโลกกำลังพากันหวั่นวิตกว่า “ภาวะสงครามเย็น ภาค 2” จวนเจียนที่จะเกิดขึ้นในทวีปยุโรปเต็มทีแล้ว

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อฝ่ายรัฐบาลจากค่ายโลกตะวันตก เช่น “สหรัฐ” และ “สหภาพยุโรป (อียู)” ต่างออกมาส่งสัญญาณแล้วว่าเตรียมพร้อมจะงัดมาตรการคว่ำบาตรทั้งทางการทูตและเศรษฐกิจมาลงโทษรัสเซียที่ส่งทหารเข้าไปแทรกแซงในไครเมียในเร็ววันนี้

แน่นอนว่า หากทุกอย่างเกิดขึ้นจริง “รัสเซีย” ย่อมไม่อยู่เฉย และจะต้องงัดเครื่องไม้เครื่องมือทางเศรษฐกิจและทางการเมืองที่ตนมีอยู่ในมือออกมาใช้เพื่อตอบโต้แน่นอน โดยเฉพาะด้านพลังงานที่รัสเซียมีอยู่ในมืออย่างมหาศาล ทั้งก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน

จึงไม่แปลกที่ความตึงเครียดจากวิกฤตการเมืองในยูเครนซึ่งกำลังฉายภาพการเผชิญหน้าระหว่างสองขั้วมหาอำนาจใหญ่ ทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดนิวยอร์ก สัญญาส่งมอบเดือน เม.ย. เมื่อวานนี้ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 99.14 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

อย่างไรก็ดี หากว่าเกิดการโต้ตอบกันไประหว่างสองขั้วมหาอำนาจขึ้นมาจริงๆ ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่าเศรษฐกิจของแต่ละฝ่ายจะต้องบอบช้ำอย่างหนัก และนั่นย่อมส่งผลสะเทือนไปทั้งโลกด้วย

เพราะอย่างที่รู้กันดีว่า ระบบการค้าการขายไปจนถึงระบบการเงินใน “ยุคโลกาภิวัตน์” ทำให้ทั่วทั้งโลกต่างเชื่อมต่อถึงกันไปหมด

ดังนั้น การมุ่งใช้มาตรการลงโทษอีกฝ่ายหนึ่งย่อมส่งผลสะเทือนต่ออีกฝ่ายไปด้วย โดยเฉพาะยุโรปกับรัสเซีย ที่ความสัมพันธ์ทางการค้าและเศรษฐกิจค่อนข้างซับซ้อน

เนื่องจากหลายประเทศในทวีปยุโรปต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก หรือคิดเป็น 30% ของก๊าซที่ยุโรปต้องนำเข้าทั้งหมด

แต่ในขณะเดียวกัน “รัสเซีย” เองก็ต้องพึ่งพายุโรปเป็นตลาดส่งออกสินค้าหลัก โดยคิดเป็น 50% ของมูลค่าการค้ากับต่างชาติทั้งหมด ซึ่งปีที่แล้วมูลค่าการส่งออกสินค้าไปยังยุโรป โดยเฉพาะสินค้าประเภทวัตถุดิบ เช่น น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติอยู่ที่ 2.3 แสนล้านยูโร

มิหนำซ้ำ ในแต่ละปีแดนหมีขาวยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเครื่องจักรและอาหาร ตลอดจนถึงการลงทุนทางตรง (เอฟดีไอ) จากยุโรปเป็นจำนวนมาก หรือคิดเป็น 70% ของเอฟดีไอที่เข้ามาในรัสเซีย

ด้วยเหตุนี้ หากทั้งอียูกับรัสเซียจะหันหน้ามาเป็นอริศัตรูกันและตอบโต้กันทางการค้าและเศรษฐกิจ ย่อมทำให้ทั้งสองฝ่ายต้องเจ็บตัว โดยเฉพาะฝั่งยุโรป ที่จะต้องเผชิญกับค่าก๊าซและพลังงานที่สูงขึ้น ส่วนฝั่งของรัสเซียก็จะเผชิญกับรายได้ที่ลดลง เพราะไม่สามารถส่งสินค้าและพลังงานไปขายในยุโรปได้

ส่วนทางฟากสหรัฐ แม้ว่าจะมีเครื่องมือสารพัดสรรพที่จะใช้ลงโทษรัสเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่เศรษฐกิจรัสเซียกำลังเผชิญกับภาวะชะลอตัวและภาวะค่าเงินรูเบิลที่อ่อนค่าลงอย่างหนัก หลังจากที่ 2 เดือนที่ผ่านมานักลงทุนได้ถอนเงินทุนออกจากแดนหมีขาวไปมากถึง 3.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

แต่ก็ใช่ว่าสหรัฐจะเป็นฝ่ายที่ถือไพ่เหนือรัฐบาลหมีขาวเสมอไป

เพราะหากว่าผู้นำแดนพญาอินทรีงัดมาตรการลงโทษรัสเซียจริง รัฐบาลหมีขาวก็มีเครื่องมือที่จะสวนคืนสหรัฐเช่นกัน โดยเฉพาะการสั่งอายัดทรัพย์สินของบริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐที่เข้ามาลงทุนในดินแดนหมีขาว

ปัจจุบัน มีบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ของสหรัฐที่เข้าไปลงทุนในรัสเซียเป็นจำนวนมาก เช่น บริษัท เอ็กซอน ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันรายใหญ่ ซึ่งได้ไปร่วมลงทุนในการสำรวจน้ำมันกับบริษัทด้านพลังงาน รอทเนฟ ของรัสเซียในไซบีเรีย มูลค่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้ก็ยังมีโปรเจกต์ร่วมกับรอทเนฟในการค้นหาแหล่งน้ำมันในทะเลดำอีกด้วย

ไม่เพียงเท่านั้น ผลจากการที่เริ่มมีสัญญาณว่าสหรัฐเตรียมจะคว่ำบาตรรัสเซียเพื่อตอบโต้ความไม่พอใจต่อกรณีวิกฤตการเมืองในยูเครนในเร็วๆ นี้ ก็ทำให้รัสเซียหันมาเทขายพันธบัตรของสหรัฐออกเป็นจำนวนมาก โดยในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แบงก์ชาติของรัสเซียได้เทขายบอนด์สหรัฐทิ้งไปกว่า 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

จนทำให้ปริมาณการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลดลงอย่างฮวบฮาบ โดยจากข้อมูลเมื่อวันที่ 12 มี.ค.ที่ผ่านมา ปริมาณการถือครองบอนด์สหรัฐโดยเฟด เผยว่า ลดลงไปกว่า 1.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐภายในสัปดาห์เดียว จากเดิมที่ 2.96 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ลงไปอยู่ที่ 2.85 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ นับเป็นการเทขายบอนด์มากสุดในรอบสัปดาห์ที่เกิดขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงินโลกในปี 2008

การทุ่มขายบอนด์สหรัฐทิ้ง ถือเป็นท่าทีที่สอดรับกับถ้อยแถลงของที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัสเซียที่ออกมาขู่ว่า หากสหรัฐคว่ำบาตรจริง รัสเซียก็จะถือโอกาสนี้ในการลดการพึ่งพิงทางเศรษฐกิจสหรัฐ โดยลดการซื้อขายผ่านเงินสกุลดอลลาร์ พร้อมจัดตั้งเงินสกุลตนเองขึ้นมาค้าขายกับประเทศคู่ค้าของตนเอง

แม้ว่าการทุ่มขายบอนด์ของรัสเซียจะไม่ได้สร้างความกังวลต่อตลาดมากนัก เพราะรัสเซียไม่ใช่ผู้ถือครองพันธบัตรสหรัฐรายใหญ่ แต่หากว่ารัสเซียสามารถชักจูง “จีน” ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เบอร์ 1 ของสหรัฐ และครอบครองพันธบัตรมะกันอยู่กว่า 1.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ มาร่วมปฏิบัติการแก้เผ็ดการโดนคว่ำบาตรของชาติตะวันตก สหรัฐก็อาจต้องเผชิญกับความผันผวนของราคาพันธบัตรและความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจอย่างหนัก

และยิ่งถ้าหากสร้างแนวร่วมกับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ทั้งอินเดีย และบราซิล ซึ่งกำลังมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจกับสหรัฐทั้งคู่ มาร่วมกันเทขายพันธบัตรสหรัฐทิ้ง ย่อมกลายเป็นหายนะต่อระบบการเงินของสหรัฐอย่างแน่นอน เนื่องจากทั้งสองประเทศก็ถือเป็นผู้ถือครองพันธบัตรสหรัฐรายใหญ่เช่นกัน โดย อินเดีย ถือครองพันธบัตรสหรัฐประมาณ 2.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ บราซิล อยู่ที่ 6.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

ดังนั้น หากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ซึ่งรวมถึง จีน อินเดีย รัสเซีย และบราซิล พร้อมใจกันเทขายพันธบัตรสหรัฐที่ถือไว้ในกำมือมากถึง 1.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐออกมา ย่อมหมายถึงหายนะที่จะเกิดขึ้นกับระบบการเงินของสหรัฐและตลาดหุ้นวอลสตรีทเลยทีเดียว

นอกเหนือจากเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ปัจจุบัน “รัสเซีย” ยังถือเป็นตัวกลางหลักในการจัดการเจรจาแก้ไขความขัดแย้งของโลกในหลายเวทีสำคัญ ทั้งการเจรจาปัญหานิวเคลียร์อิหร่านกับชาติตะวันตก หรือการเจรจาสันติภาพในซีเรีย

ดังนั้น หากรัสเซียเกิดขุ่นข้องหมองใจกับสหรัฐที่คว่ำบาตรตนเอง รัสเซียอาจหันมาแกล้งด้วยการปล่อยให้เวทีการเจรจาเหล่านี้ล่มลง ซึ่งนั่นย่อมส่งผลสะเทือนต่อเสถียรภาพในภูมิภาคตะวันออกกลางขึ้น และย่อมทำให้ราคาน้ำมันโลกดีดตัวขึ้น เพราะภูมิภาคนี้เป็นผู้ผลิตน้ำมันสำคัญอันดับต้นๆ ของโลก

ดังนั้น การลุยงัดมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียของชาติตะวันตก เพื่อลงโทษต่อกรณีที่รัฐบาลหมีขาวเข้าไปแทรกแซงในวิกฤตยูเครน จึงอาจกลายเป็นจุดพลิกผันของสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่กำลังเดินไปได้สวย ให้ต้องสะดุดล้มลงอีกครั้ง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท