
แบงก์สะท้านหนี้เสียพุ่ง
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งได้ทยอยลดเป้าเติบโตสินเชื่อในปีนี้ลง
โดย...ดำรงเกียรติ มาลา
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งได้ทยอยลดเป้าเติบโตสินเชื่อในปีนี้ลง เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัว โดยธนาคารกรุงไทยลดเป้าหมายการเติบโตสินเชื่อปีนี้จาก 7-10% เหลือ 4.5% ธนาคารกสิกรไทย ลดจาก 9-11% เหลือ7-8% ธนาคารทหารไทย ลดจาก 10% เหลือ 8% ขณะที่ธนาคารไทยพาณิชย์ได้ปรับเป้าสินเชื่อรายย่อยลงมาหลายประเภท
ปรากฏการณ์การตบเท้าหั่นเป้าสินเชื่อของแบงก์พาณิชย์ในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกินความคาดหมายนัก หากพิจารณาจากภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันที่ภาคการบริโภคยังมีแรงกดดันจากปัญหาหนี้ครัวเรือนในระดับสูง ส่วนการลงทุนของภาคเอกชนและภาครัฐต่างก็ได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางการเมือง
ขณะที่ภาคการส่งออกซึ่งเคยเป็นความหวังว่าจะเข้ามาเป็นเครื่องยนต์หลักจากอานิสงส์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกก็ดูเหมือนว่าอาจจะพึ่งพาได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากโครงสร้างการส่งออกของไทยในเวลานี้มีปัญหาทางเทคโนโลยีที่ไม่ตอบโจทย์ต่อความต้องการของตลาดโลก ทำให้หลายสำนักวิจัยได้ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อเศรษฐกิจในปีนี้จากเดิม 45% เหลือเพียง 23%
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ธนาคารจะปรับลดเป้าสินเชื่อให้สอดคล้องกับตัวเลขจีดีพีที่มีแนวโน้มเติบโตลดลง เพราะโดยปกติแล้วธนาคารมักจะใช้สูตรคำนวณการเติบโตสินเชื่อเอาไว้ที่ 1.5 เท่าของจีดีพีอยู่แล้ว เรื่องการเติบโตจึงไม่น่าจะเป็นประเด็นที่น่ากังวลมากนัก
แต่ประเด็นที่ธนาคารพาณิชย์ให้น้ำหนักกันมากกว่าในเวลานี้คือ การควบคุมคุณภาพหนี้ เพราะในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว สิ่งที่มักจะเกิดควบคู่กันเสมอคืออัตราหนี้เสียที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าบุคคล ซึ่งมักจะเป็นพวกแรกที่ได้รับผลกระทบจากภาวะฝืดเคืองทางเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ ตัวเลขผลการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ในปี 2556 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แม้จะระบุว่า ภาพรวมหนี้ที่ค้างชำระเกิน 90 วันขึ้นไปยังมีสัดส่วนอยู่ที่ 2.2% ต่อสินเชื่อรวมทั้งระบบ ลดลงจากปี 2555 ซึ่งอยู่ที่ 2.3% แต่ยอดคงค้างสินเชื่อจัดชั้นพิเศษ (SM) หรือสินเชื่อที่ค้างชำระเกินกว่า 30 วัน แต่ยังไม่เกิน 90 วัน กลับเพิ่มขึ้นเป็น 2.96 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 2.4% จากยอดสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจาก 2.2% ในปี 2555
โดยพบว่าสินเชื่อลูกค้าบุคคลเป็นกลุ่มที่มียอดสินเชื่อจัดชั้นพิเศษเพิ่มขึ้นมากที่สุด เพิ่มขึ้นจาก 2.8% เป็น 3.5% สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์เพิ่มจาก 6% เป็น 7.7% และสินเชื่อธุรกิจเพิ่มจาก 1.9% เป็น 2% ซึ่งแน่นอนว่าหากไม่มีการควบคุมหรือช่วยเหลืออย่างทันท่วงที กลุ่มคนเหล่านี้ก็พร้อมจะกลายสภาพเป็นหนี้เสียโดยสมบูรณ์แบบของธนาคาร
ระยะนี้เราจึงเห็นหลายธนาคารนำกลยุทธ์ดูแลคุณภาพหนี้ประเภทตัดไฟเสียแต่ต้นลมมาใช้ เริ่มตั้งแต่ลูกใหม่ที่มีการเพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองมากขึ้น เช่น การกำหนดวงเงินดาวน์ขั้นต่ำสำหรับสินเชื่อเช่าซื้อ การเพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้กับกลุ่มคนที่มีอาชีพอิสระ
ขณะเดียวกัน ในส่วนลูกค้าเดิม ในกรณีที่ลูกค้าธุรกิจเริ่มมีปัญหาชำระล่าช้าก็จะให้เจ้าหน้าที่ติดต่อไปหาเพื่อสอบถามและให้ความช่วยเหลือ ซึ่งจะมีตั้งแต่การขยายตั๋วพี/เอ็นให้ ถ้าลูกค้าใช้สินเชื่อประเภทมีระยะเวลาก็อาจยืดหนี้ โดยให้ชำระดอกเบี้ยอย่างเดียว หรือให้ชำระเงินต้นและดอกเบี้ยบางส่วนขึ้นอยู่กับกรณี
อภินันท์ เกลียวปฏินนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารเกียรตินาคิน ระบุว่า ธนาคารได้เพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มากขึ้น ด้วยการกำหนดวงเงินดาวน์ขั้นต่ำเพิ่มขึ้นจาก 10% เป็น 15% และลดระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุดลงจาก 84 งวด มาเป็น 60 งวด พร้อมกำหนดอายุรถมือสองสูงสุดที่จะทำเช่าซื้อเอาไว้ที่ 9 ปี เพื่อควบคุมความเสี่ยงของพอร์ตสินเชื่อ หลังจากเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ภาพรวมหนี้เสียของธนาคารได้ขยับขึ้นจาก 3.7% เป็น 4.2% ของสินเชื่อรวม
ด้าน เวทย์ นุชเจริญ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ธนาคารกรุงไทย ระบุว่า ช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ธนาคารพบว่าระดับหนี้เสียในกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการขนาดย่อย (SSME) ที่ใช้วงเงินกับธนาคารไม่เกิน 20 ล้านบาท มีการปรับตัวขึ้นจาก 2.3% เป็น 2.6% นอกจากนี้ ยังเริ่มมีการชำระล่าช้าเกิน 30 วัน และมีปัญหาเช็คเด้งเพิ่มขึ้น ถือเป็นสัญญาณที่น่ากังวลและสะท้อนว่าผู้ประกอบการรายย่อยเริ่มมีปัญหาด้านสภาพคล่อง
“สิ่งที่ธนาคารกลัวคือ หนี้จัดชั้นพิเศษจะไหลไปเป็นหนี้เสียเพิ่ม ตอนนี้หากลูกค้ารายใดที่ค้างชำระเกิน 2 เดือน ธนาคารจะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปพบเพื่อให้ความช่วยเหลือทันที เว้นแต่ว่าเขาจะไม่ไหวจริงๆ ก็ต้องยอมตัดเป็นหนี้สูญ” เวทย์ กล่าว
พัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ขณะนี้มีลูกค้าธุรกิจเอสเอ็มอีของธนาคารที่ประสบปัญหาด้านสภาพคล่องแล้วทั้งสิ้น 85 ราย คิดเป็นวงเงินสินเชื่อรวมกันกว่า 2,700 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่อยู่ในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่จากปัญหาในโครงการรับจำนำข้าว ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่ติดปัญหาการเบิกจ่ายล่าช้า ซึ่งความช่วยเหลือเบื้องต้นที่ธนาคารจัดไว้คือการยืดระยะเวลาชำระให้ 3 เดือน
แม้ว่าขณะนี้ทุกธนาคารจะยอมต่อสายน้ำเกลือไปจนถึงสายออกซิเจนให้กับลูกค้าที่มีปัญหา พร้อมนำตะแกรงที่มีตาถี่ขึ้นมาใช้ร่อนคัดกรองลูกค้าใหม่เพื่อดูแลหนี้เสียไม่ให้ปรับตัวสูงขึ้นเร็วจนไปกระทบกับเงินกองทุนของธนาคาร แต่ก็ยังไม่มีอะไรมาการันตีได้ว่าอาการของลูกค้าที่ซมไข้ทางเศรษฐกิจในวันนี้จะฟื้นกลับมาหายได้ในเร็ววัน
หากปัจจัยที่มีน้ำหนักต่อทิศทางเศรษฐกิจของประเทศมากที่สุดในเวลานี้ อย่างปัจจัยการเมืองยังคงอยู่ในวังวนที่ไร้ทางออก การเข้าไปให้ความช่วยเหลือของธนาคารในเวลานี้ก็จะเป็นเพียงแค่การยื้อเวลาต่อลมหายใจให้กับภาคธุรกิจไปอีกระยะหนึ่งเท่านั้น
ในไม่ช้าปัญหาหนี้เสียคงได้ออกอาละวาดให้วงการแบงก์ได้ขยาดกันอีกระลอก







