
ปูดวางระเบิดอสส.โยงโจรใต้
เหตุการณ์ลอบวางระเบิดสถานที่ราชการคงปรากฏต่อเนื่อง โดยเช้าวันที่ 17 มี.ค. พ.ต.อ.กำธร อุ่ยเจริญ ผู้กำกับการกลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด หรืออีโอดี เปิดเผยภายหลังเก็บกู้และตรวจสอบระเบิดหน้าสำนักงานอัยการสูงสุด และสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ว่าระเบิดทั้งสองจุดเป็นระเบิดชนิดแสวงเครื่องอยู่ในถังดับเพลิงน้ำหนักประมาณ 15 กิโลกรัม ใช้นาฬิกาปลุกจุดชนวนระเบิด โดยคนร้ายได้ตั้งเวลาไว้ แต่เจ้าหน้าที่สามารถทำลายวงจรได้ก่อน
เหตุการณ์ลอบวางระเบิดสถานที่ราชการคงปรากฏต่อเนื่อง โดยเช้าวันที่ 17 มี.ค. พ.ต.อ.กำธร อุ่ยเจริญ ผู้กำกับการกลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด หรืออีโอดี เปิดเผยภายหลังเก็บกู้และตรวจสอบระเบิดหน้าสำนักงานอัยการสูงสุด และสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ว่าระเบิดทั้งสองจุดเป็นระเบิดชนิดแสวงเครื่องอยู่ในถังดับเพลิงน้ำหนักประมาณ 15 กิโลกรัม ใช้นาฬิกาปลุกจุดชนวนระเบิด โดยคนร้ายได้ตั้งเวลาไว้ แต่เจ้าหน้าที่สามารถทำลายวงจรได้ก่อน
ส่วนสารประกอบระเบิดเบื้องต้นคาดว่าเป็นปุ๋ยยูเรีย หรือแอมโมเนียมไนเตรต มีรัศมีทำลายล้าง 3040 เมตร ลักษณะการประกอบระเบิดเหมือนใช้ก่อเหตุในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเชื่อว่าคนร้ายมีความเชี่ยวชาญ
พล.ต.ต.สุรวิทย์ พรหมบุตร ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 กล่าวว่า หลังจากนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนตรวจสอบพยานและกล้องวงจรปิดเพื่อหาตัวคนร้าย ส่วนจะเป็นกลุ่มเดียวกับผู้ก่อเหตุบริเวณศาลอาญาก่อนหน้านี้หรือไม่ ยังไม่สามารถสรุปได้ โดยจะประสานให้เจ้าหน้าที่อีโอดีตรวจหาลายนิ้วมือคนร้ายและดีเอ็นเอ เพื่อสืบหาว่าผู้ก่อเหตุเป็นกลุ่มใด และยังไม่สามารถชี้ชัดสาเหตุการก่อเหตุครั้งนี้ได้
พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม ชี้แจงว่า เคยเปิดเผยข้อมูลว่าคนโตใน ศอ.บต.มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการชายชุดดำ ซึ่งผู้บัญชาการทหารบกก็ได้แถลงข่าวไปแล้วว่า ขบวนการคนชุดดำเป็นพวกเดียวกับที่ก่อเหตุเมื่อปี 2553 โดยมีข้อมูลว่าคนโตใน ศอ.บต.ได้ไปประชุมร่วมกับนักการเมืองคนสำคัญบนเกาะแห่งหนึ่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเกี่ยวกับการประสานงาน และจัดกำลังคนที่เป็นผู้ก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าร่วมก่อการในกรุงเทพมหานครและมีข่าวการจับรถที่แจ้งหายมาจอดไว้ในพื้นที่ชุมนุมของ คปท. ซึ่งมีลักษณะเตรียมการทำคาร์บอมบ์ด้วย
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) กล่าวว่า ไม่ใช่ฝีมือของฝ่ายตน และมองว่าพวกที่ไม่ได้ดั่งใจ หลังสำนักงานอัยการไม่ร่วมเป็น 1 ใน 7 องค์กรร่วมหาทางออกประเทศ จึงทำให้อาจจะมีผู้ผิดหวัง เนื่องจากขาดน้ำหนักในความน่าเชื่อถือ
สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานที่ปรึกษาศรส. กล่าวว่า เหตุน่าจะเกิดจากสำนักงานอัยการสูงสุดถอนตัวจาก 7 องค์กรรัฐธรรมนูญที่จะเสนอทางออกให้แก่ประเทศ







