
ชิ่งหนีมุมอับ สร้างเกราะกำบัง
“นักสู้ระหว่างพักยกย่อมต้องโด๊ปยาก่อนขึ้นชกในยกต่อไป เพื่อจะได้มีพลังน็อกคู่ต่อสู้”
โดย...ปริญญา ชูเลขา
“นักสู้ระหว่างพักยกย่อมต้องโด๊ปยาก่อนขึ้นชกในยกต่อไป เพื่อจะได้มีพลังน็อกคู่ต่อสู้”
เช่นเดียวกับ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ที่ต้องการแรงใจในการทำงาน เพื่อกลับมาฝ่าฟันสถานการณ์ทางการเมืองที่รุมเร้าสั่นสะเทือนเสถียรภาพรัฐบาลและสถานะนายกรัฐมนตรี
จึงได้เห็นปรากฏการณ์นายกรัฐมนตรีทัวร์นกขมิ้นลงพื้นที่จังหวัดภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มากกว่าได้เห็นนายกฯ ปฏิบัติภารกิจที่ กทม.
แม้นายกรัฐมนตรีกล่าวอ้างไม่ได้ทิ้งปัญหาการเมืองใน กทม. แต่ต้องไปปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนและติดตามสานต่อนโยบายที่เคยวางไว้ ด้วยการลงพื้นที่ตรวจภัยแล้งและการโซนนิ่งภาคเกษตรในต่างจังหวัด ทั้ง จ.ขอนแก่น ชัยภูมิ และเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 12-14 มี.ค.ที่ผ่านมา
แต่ในทางการเมืองทราบกันดีว่า ยิ่งลักษณ์ กำลังเผชิญแรงกดดันทางการเมืองอย่างหนักรอบด้าน
ประการแรก นายกรัฐมนตรีทำงานในกทม.ไม่ได้ แม้จะมีสถานที่ทำงานสำรองให้นั่งทำงานและประชุมคณะรัฐมนตรีหลายแห่ง แต่หนีไม่พ้นเป้าหมายจากพลังมวลชนที่นำโดย สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ประกาศไล่ล่าตัวทุกหนแห่ง ดังนั้น พื้นที่ทำงานที่ปลอดภัยที่สุดย่อมอยู่ในต่างจังหวัดภาคเหนือและอีสาน เพราะเป็นฐานเสียงคนเสื้อแดงที่สนับสนุนรัฐบาล
ประการถัดมา ขณะนี้นายกฯ กำลังโดนไล่ต้อนให้จนมุมโดยน้ำมือองค์กรอิสระ ทำให้สถานะนายกรัฐมนตรีอยู่ในสภาพสั่นคลอน เริ่มจากปมทุจริตโครงการรับจำนำข้าวและคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา สว.ตามข้อกล่าวหาจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมสอบยิ่งลักษณ์ว่าใช้ทรัพยากรของรัฐระหว่างประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง (พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง) เพื่อเป็นประโยชน์ในการหาเสียงในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน ที่เรียกว่า “ทัวร์นกขมิ้น” พ่วงกรณีมอบเงินให้กับญาตินายตำรวจที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ความรุนแรงจากการเข้าควบคุมการชุมนุมทางการเมือง กปปส. และยังรวมถึงคดีที่ กกต.เตรียมลงดาบผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย จำนวน 16 คน พ่วง 3 รัฐมนตรีใน ครม.ยิ่งลักษณ์ด้วย เพราะใช้อำนาจในฐานะรัฐบาลรักษาการ สร้างความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมืองใช้สื่อของรัฐออกรายการทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง 11 ความผิดโทษหนักสูงสุดถึงขั้นยุบพรรคเพื่อไทย
หรือมรสุมการเมืองระลอกล่าสุดที่ศาลรัฐธรรมนูญล้ม พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท จนเป็นเหตุให้นายกฯ ถึงกับน้ำตาคลอ โดยที่พรรคประชาธิปัตย์ลงดาบซ้ำด้วยการยื่นเรื่องถอดถอนนายกฯ และ ครม.ฐานกระทำการขัดรัฐธรรมนูญต่อทันที
คลื่นสึนามิทางการเมืองต่อรัฐบาลจากองค์กรอิสระยังไม่จบ ยังมีคำร้องของ สว.สรรหา และกลุ่ม 40 สว. ยื่นหนังสือให้ นิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ดำเนินการส่งเรื่องต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยยิ่งลักษณ์กระทำการอันต้องห้ามตามมาตรา 268 กรณีที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำวินิจฉัยคืนตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แก่ถวิล เปลี่ยนศรี ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี
ขณะที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเรื่องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยการเลือกตั้ง สส. เป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 2 ก.พ. เป็นโมฆะหรือไม่
ทุกคดีทางการเมืองที่อยู่ในมือองค์กรอิสระล้วนมีผลโดยตรงต่อสถานะนายกรัฐมนตรี อยู่หรือไป
การปักหลักอยู่ กทม. ไปก็ไร้ความหมาย ขยับดำเนินการใดๆ ก็ไม่ได้ โดนฝ่ายตรงข้ามขัดขวางทุกทาง และยิ่งใกล้วันเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ในวันที่ 30 มี.ค.นี้ ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญเพราะบทบาท สว. คือ สรรหาองค์กรอิสระ ดังนั้น ระยะยาวฝ่ายการเมืองย่อมต้องการคนของตัวเองเข้าไปทำงานในสภาสูง โดยเฉพาะในพื้นที่ “เรดโซน” ทั้งภาคเหนือและอีสาน
อีกเหตุผลที่นายกรัฐมนตรีต้องระหกระเหินไปทัวร์นกขมิ้นเพื่อไปปลอบใจคนเสื้อแดง ที่ฐานเสียงส่วนใหญ่เป็นชาวนา 20 กว่าล้านคน ที่ขณะนี้บอบช้ำอย่างหนักเพราะยังไม่ได้รับเงินจากโครงการจำนำข้าว
ดังนั้น การลงพื้นที่ทัวร์นกขมิ้นภาคเหนือและอีสานของนายกรัฐมนตรี มิใช่เพียงหนีการเผชิญหน้ากับ กปปส.แต่ไปแสวงหากำลังใจที่จะกลับมาฮึดสู้กับฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง
สำคัญกว่านั้นข้อกล่าวหาต่างๆ ทั้ง กปปส.และองค์กรอิสระถาโถมเข้าใส่ยิ่งลักษณ์ จำเป็นยิ่งต้องชี้แจงให้มวลชนฐานเสียงพรรคเพื่อไทยเข้าใจและไม่ให้ตีจากไปเชื่อคำกล่าวหาฝ่ายตรงข้าม







