
หนี้ครัวเรือนพุ่งสวนทางเศรษฐกิจ
ภาวะเศรษฐกิจที่ซึมเซาจากปัญหาการเมืองที่ลากยาวมาเกือบจะถึงครึ่งปีแล้ว
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
ภาวะเศรษฐกิจที่ซึมเซาจากปัญหาการเมืองที่ลากยาวมาเกือบจะถึงครึ่งปีแล้ว ทำให้เกิดความวิตกกังวลว่า หากประเทศไทยไม่มีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มเข้ามาบริหารประเทศ สถานการณ์เศรษฐกิจอาจจะเลวร้ายลงไปอีก เพราะงบประมาณประจำปี 2558 ก็จัดทำไม่ได้ การเบิกจ่ายเงินก็ล่าช้า การลงทุนใหม่ไม่มี สุดท้ายปัญหาจะตกไปถึงผู้ใช้แรงงานที่อาจจะถูกเลิกจ้าง หรือเด็กจบใหม่ไม่มีงานทำ
สิ่งที่จะเกิดคู่ไปกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวก็คือหนี้เสีย ทั้งหนี้เสียของผู้ประกอบการ และหนี้เสียในภาคครัวเรือน
หนี้เสียในกลุ่มผู้ประกอบการนั้น ไม่น่าห่วงมากเท่าหนี้สินภาคครัวเรือน เพราะหากเริ่มมีอาการจ่ายหนี้ไม่ตรงเวลา ค้างชำระหนี้ เจ้าหนี้ก็จะติดต่อไปยังลูกหนี้ทันที เพื่อหารือว่ามีปัญหาอะไร และจะแก้ไขอย่างไร ก่อนที่หนี้ทั้งหมดจะกลายเป็นหนี้เสีย
แต่หนี้เสียในภาคครัวเรือนเป็นไปในทางตรงกันข้าม เจ้าหนี้ไม่ได้เข้าถึงตัวลูกหนี้ก่อนที่จะเป็นหนี้เสีย เพราะปริมาณลูกหนี้มีจำนวนมาก แต่วงเงินหนี้ต่อรายน้อย จึงไม่คุ้มค่าที่จะส่งคนเข้าไปดูแล
ในช่วง 2 ปีของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ การดำเนินนโยบายประชานิยม ทำให้หนี้ครัวเรือนเร่งตัวขึ้นมาก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานว่า ในปี 2551-2553 หนี้ครัวเรือนขยายตัวเฉลี่ยปีละ 10.2% แต่ในช่วงปี 2554-2555 หนี้ครัวเรือนขยายขึ้นมาเป็น 16.8% และในปี 2556 หนี้ครัวเรือนก็ยังเพิ่มขึ้น โดยมียอดคงค้างแตะ 10 ล้านล้านบาท
หนี้ครัวเรือนเหล่านี้ แบ่งหลักๆ ได้เป็นสินเชื่อเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ 46% สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ 29% และสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคอื่นๆ รวมสินเชื่อเงินสดมีสัดส่วน 24%
หากสังเกตการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเทียบกับสิ้นปี 2551 พบว่าสัดส่วนสินเชื่อด้านอสังหาริมทรัพย์ลดลง 8% ขณะที่สินเชื่อเช่าซื้อและบริโภคอื่นๆ มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น 8% เห็นได้ชัดว่าการกู้เพื่อมาอุปโภคบริโภคนั้นมีบทบาทมากขึ้น
อัตราการขยายตัวของหนี้ครัวเรือนสูงกว่าอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) มาตลอด โดยในปี 2553 หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีอยู่ในระดับ 63% แต่ในปี 2556 สัดส่วนเพิ่มขึ้นไปเป็น 80% ของจีดีพี
การเร่งตัวของหนี้ครัวเรือน ทำให้สภาพคล่องของภาคครัวเรือนลดลง เพราะต้องเจียดเงินไปชำระหนี้มากขึ้น ผลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า สัดส่วนรายจ่ายในการชำระหนี้ต่อรายได้เฉลี่ยต่อเดือนในปี 2556 เพิ่มขึ้นมาเป็น 34% จากปี 2554 ที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 29.6%
ตัวเลขหนี้ครัวเรือนดังกล่าว มาจากการสำรวจในปี 2556 ซึ่งเป็นหนี้ในระบบ แต่ในช่วง 56 เดือนที่ผ่านมา หนี้ครัวเรือนก็เพิ่มขึ้นอีก แต่ไปเพิ่มในส่วนของหนี้นอกระบบ เนื่องจากการก่อหนี้ในระบบเต็มเพดานรายได้ต่อการก่อหนี้ที่ธนาคารพาณิชย์จะให้ได้แล้ว ธนาคารก็จะเริ่มเข้มงวดกับการให้สินเชื่อใหม่ หากลูกหนี้มีปัญหาขาดสภาพคล่องก็จะหันไปหาสินเชื่อนอกระบบแทน
การที่ครัวเรือนมีหนี้สูง ทำให้การบริโภคของประชาชนลดลง เพราะต้องนำเงินไปชำระหนี้ก่อน เหลือจึงจะนำมาใช้จ่าย
สัดส่วนการชำระหนี้ต่อรายได้ในขณะนี้อาจสูงกว่าตัวเลขประมาณการของ ธปท.ไปแล้ว โดยเฉพาะในกลุ่มรากหญ้า ชาวนานำข้าวไปจำนำแต่ยังไม่ได้รับเงินค่าข้าวจากรัฐบาล จึงหันไปกู้เงินมาใช้ไปก่อนระหว่างรอเงินจากรัฐบาล
ภาวะเศรษฐกิจที่เป็นจริงในขณะนี้ เกิดหนี้ครัวเรือนสูงทุกระดับ ไล่ตั้งแต่คนชั้นกลางที่มีหนี้รถคันแรก และหนี้บ้านต่อผ่อนส่ง และคนชั้นรากหญ้าที่ถูกเบี้ยวเงินค่าข้าวก็มีหนี้ที่กู้มากินมาใช้มากขึ้น
ยิ่งภาวะเศรษฐกิจปีนี้ ธปท. และอีกหลายหน่วยงานคาดการณ์กันว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวต่ำกว่า 3% หากสถานการณ์การเมืองยังเป็นเช่นนี้อยู่ ก็เป็นตัวกดดันให้หนี้ครัวเรือนสัดส่วนสูงขึ้นกว่าปีที่แล้วได้อีก
ภาวะหนี้ครัวเรือนสูงขึ้นนี้ ทางกระทรวงการคลังมีความเชื่อว่า หากดอกเบี้ยลดลงก็จะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น แม้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะลดดอกเบี้ยลงมาอีก 0.25% จนดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 2% ก็ยังไม่เพียงพอ กนง.น่าจะลดดอกเบี้ยลงอีก
บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า การลดดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ทั้งเงินฝากและเงินกู้ลงมาไม่ถึง 0.25% แทบไม่มีผลอะไรต่อลูกหนี้ แต่อาจจะมีผลทางด้านจิตวิทยาให้ประชาชนรู้สึกผ่อนคลายลงว่าดอกเบี้ยเป็นขาลง
สิ่งที่นายแบงก์มองคงไม่ผิดไปจากความเป็นจริง เพราะหากลูกหนี้ในระบบกู้เงินซื้อบ้าน เงินค่างวดที่ผ่อนชำระไม่ได้ลดลงตามดอกเบี้ย แต่ดอกเบี้ยที่ลดลงจะไปตัดเงินต้นให้ได้มากขึ้น ทำให้อาจชำระหนี้ได้หมดก่อนระยะเวลา
ส่วนการกู้เงินเช่าซื้อรถยนต์ ดอกเบี้ยลดลงก็ไม่ได้ช่วยอะไรเช่นกัน เพราะคิดดอกเบี้ยตลอดอายุสัญญาการกู้เงินและนำมาหารจำนวนงวด ฉะนั้นภาระของลูกหนี้ที่จะต้องจ่ายหนี้แต่ละเดือนแทบจะไม่เปลี่ยนแปลง
หากความจริงเศรษฐกิจในระดับครัวเรือนเป็นเช่นนี้ แม้จะเลิกการชุมนุมทางการเมืองไปแล้ว การหวังว่าจะให้การบริโภคในประเทศฟื้นตัวขึ้นมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจคงเป็นเรื่องยาก
เป็นการปิดทางที่รัฐบาลจะหันมาใช้นโยบายกระตุ้นการใช้จ่ายให้คนเป็นหนี้อีก หากจะใช้นโยบายกระตุ้นการบริโภคก็จะต้องล้างหนี้เก่าให้กับครัวเรือนเสียก่อน ซึ่งเป็นเรื่องยากอีกเช่นกัน เพราะฐานะการคลัง และฐานะของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐไม่เอื้ออำนวยให้ทำโครงการประชานิยมได้ง่ายๆ อีก
จึงเป็นเรื่องที่ไม่สามารถคาดหวังเอาการบริโภคมาผลักดันเศรษฐกิจได้อีกต่อไป อย่างน้อยก็ในอีก 1-2 ปีจากนี้ไป







