
'ไม่หวังถึง ผบ.ตร.' พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์
แล้วใครจะมาเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนที่ 10 ต่อจาก “บิ๊กอู๋”
แล้วใครจะมาเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนที่ 10 ต่อจาก “บิ๊กอู๋” พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ที่จะเกษียณอายุราชการในเดือน ก.ย.นี้?
“บิ๊กเอก” พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) นายตำรวจมือดี มีโอกาสลุ้นขึ้นเป็นเจ้าของรหัส “พิทักษ์ 1” เพราะอาวุโสลำดับหนึ่ง ทั้งยังมีแรงหนุนจากสัญญาณพิเศษ สนิทสนมนักการเมืองทั้งสองฟาก โดยเหลืออายุราชการก่อนเกษียณกว่า 2 ปี คือ ปี 2559
พล.ต.อ.เอก เชี่ยวชาญงานด้านสอบสวน แม่นยำข้อกฎหมาย ยิ่งไปกว่านั้นไม่มีความขัดแย้งกับฝ่ายใด และยังมีความสัมพันธ์ดีเยี่ยมกับ ผบ.ตร.คนปัจจุบันด้วย เพราะพักอาศัยอยู่หมู่บ้านเดียวกันในเขตประเวศตั้งแต่เยาว์วัย ไปมาหาสู่กันมาโดยตลอด
นอกจากนี้ วงการสีกากีกำลังจับตา “บิ๊กตำรวจในรั้วปทุมวัน” ตัวเต็งอีก 3 คน ว่าใครจะเป็นผู้เข้าวิน ผบ.ตร.คนถัดไป
หนึ่งคือ “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รอง ผบ.ตร. (นรต.31) จะเกษียณอายุราชการปี 2558 มือประสานสิบทิศเข้ากับสายการเมืองทุกขั้ว คลุกคลีอยู่ในวงการการเมืองมายาวนาน สนิทสนมกับ เนวิน ชิดชอบ กระนั้นก็มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร และ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ อดีต ผบ.ตร. รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ อย่าง นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ยังแนบแน่นกับสายทหารอย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร.
อีกหนึ่งคือ “บิ๊กย้อย” พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รอง ผบ.ตร. (นรต.30) เกษียณอายุราชการปี 2558 ถือเป็นตำรวจสายสืบสวนปราบปราม มีความสนิทสนมกับ “จับกัง 1” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รวมถึงนายใหญ่ดูไบ และเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับ “บิ๊กแจ๊ด” พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น.
ที่เต็งหาม คือ “บิ๊กจูดี้” พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. (นรต.31) เกษียณอายุราชการปี 2559 ถนัดงานด้านมวลชน สนิทแนบแน่นกับนายใหญ่ที่ดูไบ และนายกรัฐมนตรี รวมถึงผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทย และยังลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.สังกัดพรรคเพื่อไทยมาแล้ว
หากการเมืองไม่เปลี่ยนขั้ว เชื่อว่าทั้งบิ๊กย้อย และบิ๊กจูดี้ มีโอกาสขึ้น ผบ.ตร. คุมกำลังนายตำรวจกว่า 2 แสนนาย
แต่เมื่อยิงคำถามไปยัง พล.ต.อ.เอก ว่ามีความหวังในตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือไม่?
นายตำรวจมือปราบคนนี้ กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า ไม่หวังกับตำแหน่ง ผบ.ตร. และไม่คิดว่าจะเป็นหนึ่งในแคนดิเดต เนื่องจากไม่ใช่นักเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) เพียงแต่รับราชการตำรวจมากว่า 38 ปี ยังเหลืออายุราชการอีกประมาณ 2 ปี 6 เดือน อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด จะทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด สิ่งที่คิดมากในขณะนี้ คือ จะทำอะไรเพื่อองค์กรตำรวจ เพื่อตอบแทนชดใช้หนี้ที่ให้ตนเองมีชีวิตครอบครัวที่ดี ความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน รวมถึงได้สังคมรอบข้างที่ดีมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มรับราชการมา คิดเพียงอย่างเดียวว่าอยากเป็นตำรวจทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ดูแลรับใช้ประชาชน เพราะเห็นการทำงานของตำรวจตั้งแต่เยาว์ จึงฝังใจในอาชีพนี้
“ข่าวที่ว่าผมจะขึ้นมาเป็น ผบ.ตร.คนต่อไปนั้น ในฐานะที่มีลำดับอาวุโสมากที่สุด การแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้ ผมก็ต้องถูกจับตามองตามปกติ แต่ก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้มีอำนาจในการตัดสินใจด้วยเหตุด้วยผล ว่าใครจะเหมาะสมเพียบพร้อมในตำแหน่งนี้” พล.ต.อ.เอก กล่าว
นั่นเป็นความรู้สึกจากคำพูดของ “บิ๊กเอก” ถึงอนาคตที่ต้องลุ้นในอีกไม่กี่เดือนนี้
ย้อนกลับไปดูเส้นทางสีกากีของ พล.ต.อ.เอก ที่ถือว่าเป็นนายตำรวจที่เติบโตเร็วคนหนึ่ง เจ้าตัวเล่าว่า เพราะความรักในอาชีพนี้ จึงมุ่งมั่นตั้งใจตั้งแต่หนุ่ม สมัยเป็นรองสารวัตร (สว.) ได้ใช้ชีวิตกินนอนทำงานที่โรงพักมาตลอด พอมาเป็นพนักงานสอบสวนได้เรียนรู้งานด้านต่างๆ อย่างเนื่อง ตื่นเช้ามาทำงานก็โบกรถ ตกดึกออกจับคนร้าย
ด้วยความมุมานะทำงาน ทำให้เข้าตานายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่ไว้ใจ เรียกไปใช้งาน เป็นโอกาสที่ได้แสดงความสามารถออกมา
“บางทีจังหวะชีวิตที่ไม่คิดไม่ฝัน ก็เมื่อตอนได้ติดยศ พ.ต.อ. เพียงอายุ 30 ปีต้นๆ เท่านั้น ก่อนจะก้าวขึ้นติดยศชั้นนายพลในช่วงอายุประมาณ 40 ปี โดยเป็นนายตำรวจติดตาม พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก อดีตอธิบดีกรมตำรวจคนสุดท้าย ท่านเห็นว่าพี่น่าจะมีอนาคต ก็ฝึกฝนสอนงานทุกด้าน ทั้งยังมีอดีตผู้บังคับบัญชาอีกหลายท่านคอยให้โอกาสสนับสนุนผลักดันเราจนมาถึงจุดนี้” บิ๊กเอก กล่าวใบหน้าอมยิ้ม
เมื่อดูประวัติการทำงานและการศึกษา จนก้าวมาเป็นนายตำรวจใหญ่ ทั้งที่ไม่ได้จบจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน ก็น่าสนใจไม่น้อย
พล.ต.อ.เอก จบการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 1) มหาวิทยาลัยรามคำแหง เนติบัณฑิตไทย สำนักศึกษาอบรมกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา และนิติศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นอกจากนี้ยังศึกษาหลักสูตรทางกฎหมายอีกมากมายหลายสิบหลักสูตร อาทิ หลักสูตรการสืบสวนสอบสวนคดีอาญา รุ่น 50 โรงเรียนสืบสวน กรมตำรวจหลักสูตรนักการปกครองระดับสูง(นปส.) รุ่นที่ 34 วิทยาลัยการปกครอง หลักสูตรหลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย (นธป.) รุ่นที่ 1 สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ฯลฯ
ส่วนงานรับราชการตำรวจของ “บิ๊กเอก” ผ่านสนามมาอย่างโชกโชน ทั้งบู๊และบุ๋นครบเครื่อง ตำแหน่งแรกที่ได้ทำ รองสารวัตรสืบสวน สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสงขลา จนเติบโตในหน้าที่สายงานอย่างต่อเนื่อง และมีโอกาสได้นั่งเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ก่อนขยับขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และก้าวขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในปัจจุบัน
สิ่งที่ “รองเอก” ภูมิใจอย่างยิ่งก็คือ การได้รับมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2553 ซึ่งถือเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดที่ได้รับ
พล.ต.อ.เอก กล่าวว่า ในอาชีพตำรวจได้ทำมาทั้งหมด ตั้งแต่สมัยอยู่โรงพักก็คลุกคลีกับประชาชนตลอดมา สิ่งสำคัญการเป็นตำรวจต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ไม่ไปขอตำแหน่งใคร เพื่อไม่ให้ใครมาด่าว่าเราลับหลัง ไปไหนมาไหนก็มีคนชื่นชม แต่หากไม่มีความรู้ความสามารถก็ไม่ภาคภูมิใจ นั่นเป็นความสง่างามของคำว่า “ตำรวจมืออาชีพ”
“บิ๊กเอก” กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ต้องทำตอนนี้ คือ ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์ เพราะตำรวจไทยเกษียณอายุราชการ 60 ปี ส่วนตำรวจต่างประเทศอายุราชการ 55 ปี สภาพร่างกายจึงสำคัญ เพราะอาชีพตำรวจหนัก ต้องระวังเรื่องสุขภาพไม่ให้เหนื่อยง่าย







