posttoday
ถอดรหัสแก๊งป่วนม็อบ 'มันหนีไปเขมรแล้ว'

ถอดรหัสแก๊งป่วนม็อบ 'มันหนีไปเขมรแล้ว'

16 มีนาคม 2557

การชุมนุมของกลุ่ม กปปส. เป้าหมายโค่นล้มระบอบทักษิณก้าวมาถึง 151 วันแล้ว

โดย...กันติพิชญ์ ใจบุญ / เอกชัย จั่นทอง

การชุมนุมของกลุ่ม กปปส. เป้าหมายโค่นล้มระบอบทักษิณก้าวมาถึง 151 วันแล้ว และความเข้มข้นในการยกระดับการต่อสู้ของกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ มีมาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับความสูญเสียด้วยความรุนแรงที่เกิดกับผู้ชุมนุม จนถึงขณะนี้มีผู้บาดเจ็บทั้งฝ่ายผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ของรัฐไปแล้วถึง 730 คน ตายอีก 20 คน และยังนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลอีก 12 คน

แต่จนถึงขณะนี้ตำรวจก็ยังไม่สำแดงฝีมือจับกุมให้เห็นแม้แต่รายเดียว โดยเฉพาะที่ลอบยิง ปาระเบิดถล่มใส่พื้นที่ของผู้ชุมนุม กปปส. รวมถึงเครือข่าย บ้านญาติมิตรของบรรดาแนวร่วม กปปส. และผู้ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามรัฐบาล ไม่เว้นแม้กระทั่งศาลอาญาก็เป็นพื้นที่กระสุนตกของระเบิดเอ็ม 79 รวมแล้วเกิดเหตุมากกว่า 50 ครั้งในช่วงสองเดือนของการต่อสู้ที่ผ่านมา

เกิดข้อสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับการทำงานของตำรวจ หรือเกียร์ว่างเสียแล้ว จากภาพที่ตำรวจเป็นปฏิปักษ์กับมวลมหาประชาชนที่โค่นล้มระบอบทักษิณ จึงทำให้ไม่สนใจหาคนร้ายที่ใช้ความรุนแรงกับกลุ่ม กปปส.???

คำถามเหล่านี้กดดันไปยังแม่งานหลักอย่าง “บิ๊กเอก” พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ที่ถูกมอบหมายจาก ผบ.ตร.ให้ติดตามคดีและเร่งรัดไขความกระจ่างในคดีความรุนแรงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในขณะนี้

โพสต์ทูเดย์ บุกห้องทำงานท่านรอง ผบ.ตร.ผู้นี้ ในวัย 57 ปี ยิงคำถาม ทำไมคนร้ายที่ก่อเหตุถึงหายต๋อม รวมถึงจุดยืนทางการเมืองของเจ้าตัวในฐานะนายตำรวจใหญ่ที่กลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.ต่างชื่นชมว่า “เป็นตำรวจเพียงไม่กี่คนที่พอจะพึ่งได้”

หลักฐานถึงใครจับหมด

พล.ต.อ.เอก เปิดฉากบทสนทนาลำดับถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นว่า หากนับตั้งแต่เหตุการณ์แรก เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2556 ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อกลุ่มนักศึกษาปะทะกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่มาชุมนุมใกล้กัน วันนั้นมีผู้เสียชีวิตไป 5 คน จากนั้นมาความรุนแรงก็ยกระดับตามมาเรื่อยๆ ทั้งของจริงและของปลอม ตั้งแต่การปาระเบิดใส่บ้านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บ้านผู้ว่าฯ กทม. เหตุปะทะที่สนามกีฬาไทยญี่ปุ่น ดินแดง ระหว่างตำรวจและผู้ชุมนุม กปปส. จนบาดเจ็บล้มตายทั้งสองฝ่าย กระทั่งมาถึงของหนักอย่างระเบิดเอ็ม 79 ที่ช่วงหลังถูกนำมาใช้งานบ่อยครั้งขึ้น ทั้งการยิงใส่ศาล หรือยิงเข้าใส่ผู้ชุมนุม แต่ที่ร้ายแรงที่สุดคือการฆ่าเด็กตายไป 4 คน ที่เวทีปราศรัย กปปส.เขาสมิง จ.ตราด และที่หน้าห้างบิ๊กซี สาขาราชดำริ ซึ่งเรื่องนี้ตำรวจยอมไม่ได้เด็ดขาด

คำว่ายอมไม่ได้ของ พล.ต.อ.เอก ทำให้มีคำถามตามมา แล้วคนร้ายอยู่ไหน แล้วทำไมตำรวจไทยที่ฝีมือสุดยอดอย่างนี้ถึงไม่จับกุมเสียที รอง ผบ.ตร.ท่านนี้ ชี้แจงว่า พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. มอบหมายให้ไปคุมคดีทั้งหมดที่เกิดขึ้น จึงได้เซตทีมขึ้นมาโดยดึงตำรวจที่เชี่ยวชาญแต่ละด้านมาทำงานร่วมกัน เช่น พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผู้ช่วย ผบ.ตร. เอาทีมสืบสวนหาข่าวมาแกะรอย และทีมของ พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี ที่ปรึกษา สบ.10 เข้ามาดูเรื่องหลักฐาน ส่วนตัวมีหน้าที่เข้าไปเร่งรัดติดตาม กำชับให้ตำรวจเร่งทำงาน ภาพรวมทั้งหมดคดีมีความคืบหน้าไปมากแล้ว แต่ที่ไม่มีการจับกุมใดๆ เกิดขึ้น สังคมก็ต้องเข้าใจข้อจำกัดในการทำงานของตำรวจเช่นกัน

“ข้อจำกัดที่ว่าคือ ผมยกตัวอย่างว่ามีการปาระเบิด หรือยิง ทำร้าย ฆ่า กลุ่มผู้ชุมนุมหรือแกนนำ กปปส.จริง สังคมก็ฟันธงแล้วว่าเกิดจากฝีมือของฝ่ายตรงข้ามแน่นอน แต่ตำรวจไปฟันธงแบบนั้นไม่ได้ เพราะต้องเห็นจริง ตามหลักฐานถึงจะกล้าฟันธงและออกหมายจับ ดังนั้นตำรวจต้องพิสูจน์ทราบให้ได้ก่อน ที่ผ่านมาก็มีภาพคนร้าย เราก็ออกหมายจับตามภาพ แต่พอมีภาพออกมาก็มีคำถามตามมาอีกว่า ภาพก็มีแล้วทำไมไม่จับ ผมก็บอกตรงๆ ว่าไม่รู้จริงๆ ว่าหมอนั่นคนตามภาพมันเป็นใคร มันต้องพิสูจน์กันก่อน อีกอย่างไม่มีคนร้ายที่ไหนมายืนรอให้ตำรวจจับอยู่แล้ว มันต้องล่าต้องหา ถึงเป็นที่มาของคำว่าตำรวจจับโจร

...ตำรวจตามจับแน่นอน ผมยืนยันได้ เพราะคดีความมันมีอายุของมัน ทุกคดีผมให้ความสำคัญหมด เร่งรัดทุกอย่างทุกทาง และ ผบ.ตร.สั่งให้ปฏิบัติอย่างยุติธรรมทุกฝ่ายเป็นไปตามกฎหมายและคำว่าตำรวจมืออาชีพ ดังนั้นเราไม่อยู่ข้างใครแน่นอน แต่ตำรวจอยู่ข้างความถูกต้อง”

พล.ต.อ.เอก ยอมรับว่า หลายคดีอาจไม่รวดเร็วทันใจนัก เพราะบางคดีต้องใช้เวลาสืบสวนสอบสวนหาตัว แต่ที่พูดไปทั้งหมดไม่ใช่มาแก้ตัว ข้อมูลบางอย่างที่อยู่ในมือตำรวจไม่สามารถเปิดเผยออกสู่สาธารณชนได้ เพราะต้องระมัดระวังในการให้ข่าว เพื่อไม่ให้กระทบกับการติดตามจับกุมคนร้าย ดังนั้นความกดดันที่ถาโถมเข้าสู่ตำรวจก็มีแน่นอน แต่รู้ดีว่าสังคมก็อยากรู้อยู่ทุกวันว่าคดีไปถึงไหนแล้ว ตำรวจทำงานหรือไม่ บอกได้ว่าตำรวจทำงานทุกวันไม่ได้หายไป แต่ตำรวจก็ตอบคำถามไม่ได้ทุกวันเช่นกัน

“บอกได้เลยว่าทุกคดีรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ คนร้ายหนีไปประเทศเขมรหมดแล้ว ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องหนีไปประเทศนี้ หรือเป็นเพราะเขา (คนร้าย) รู้ว่าตำรวจจับไม่ได้จนกว่าจะกลับเข้ามาประเทศไทย แต่ผมมั่นใจว่าพวกที่หนีไปต่างประเทศต้องกลับเข้ามาแน่นอน สุดท้ายมันก็จะทนไม่ไหว คิดถึงบ้าน อยู่ไม่ได้หรอกที่ต่างประเทศ เผลอๆ ไปแล้วยังคิดถึงขอมอบตัวกลับมาติดคุกในประเทศไทยดีกว่า ถึงกระนั้นถ้าเหยียบเข้าแผ่นดินไทย ตำรวจจะจับกุมแน่นอน” รอง ผบ.ตร.ที่รับผิดชอบงานป้องกันปราบปราม ย้ำ

“บิ๊กเอก” ยืนยันว่า ทำทุกคดีที่เกิดขึ้นกับทุกกลุ่มทุกฝ่าย ทั้งผู้ชุมนุมและกลุ่มที่เห็นต่าง ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมจะเป็นใคร หรือใหญ่จากไหน ขอให้ประชาชนเชื่อใจได้

“ตราบที่ผมยังอยู่ที่จุดนี้ ตำแหน่งนี้ ยืนยันด้วยความเป็นมืออาชีพว่าจะจับทุกคดี ผมก็มีความรู้สึกเช่นกัน ไม่ต่างจากคนในสังคม คุณไม่ต้องมาถามผมหรอกว่าเกิดเหตุแล้วจับกุมได้หรือยัง แม้แต่เมียผม ครอบครัวผมยังถามอยู่ทุกวันว่าไปตรวจที่เกิดเหตุทุกครั้ง ออกสื่อบ่อยๆ จับกุมใครได้บ้างหรือยัง ทุกคนถามหมด เพราะรู้สึกอย่างเดียวกันหมด ผมก็เป็นประชาชนทั่วไป มีความรู้สึกร่วมเช่นกันว่าทำไมมันใจร้ายจัง ไปยิงเขา ไปฆ่าเด็ก แน่นอนในฐานะประชาชนผมมีความรู้สึกร่วม แต่ในฐานะตำรวจผมก็ต้องจับกุมตามหน้าที่ให้ได้

อย่าเหมาว่าตำรวจเลว

“ในหน้าที่รับผิดชอบ ผมเองในฐานะตำรวจอาชีพก็จะทำเต็มที่ แม้การทำงานบางอย่างอาจจะมีข้อจำกัดก็ตาม เช่น ตำรวจไปทำคดีแล้วอีกฝ่ายเกิดความไม่พอใจ นี่ก็คือข้อจำกัด แต่สำหรับผมเองมีจิตวิญญาณความเป็นตำรวจอยู่เต็มเปี่ยม หากต้องทำในสิ่งที่ถูกต้อง แต่มันมีผลร้ายที่กระทบกับตัวเองตามมา ทั้งชีวิต หน้าที่การงาน แต่เมื่อมันเป็นความถูกต้องตามกฎหมาย ผมก็จะทำ เพราะนี่คือความสำนึก ผมไม่ได้กลัวเลย”

พล.ต.อ.เอก ระบุว่า หากเป็นตำรวจแล้วมากลัวภัยที่จะเกิดขึ้นกับตัวเอง ไม่ห่วงความสงบสุขของพี่น้องประชาชนก็อย่ามาเป็นเลยกับอาชีพตำรวจ เพราะเมื่ออาสามาแล้ว มีศักดิ์ศรีที่ต้องปกป้องประชาชน มันต้องมีความรู้สึกความรับผิดชอบในการทำหน้าที่ของตนเองให้ดี ถึงแม้จะมีคำด่าจากผู้ชุมนุมมาก็ตามว่าเป็นขี้ข้าของใคร ก็ต้องอดทน

ถามว่ามีจริงหรือไม่อย่างที่ผู้ชุมนุมเขาด่า มันก็มีจริงอยู่แล้ว แต่ตำรวจเลวเพียงคนเดียวไม่ใช่ว่าตำรวจทั้งหมดจะเลวตามไปด้วย มันเลวเฉพาะคนนั้นเท่านั้น

“ตัวผมเองมีพรรคพวกอยู่ที่สองฝั่ง ไม่ว่าจะเป็นคนที่สนับสนุนการชุมนุมหรือคัดค้านเองก็ตาม แต่หากพรรคพวกของผมทำผิด ผมก็ต้องจับกุมเช่นกัน มาขอกันไม่ได้ อีกทั้งตำรวจเข้าใจหัวอกของพี่น้องประชาชน ไม่อยากให้เกิดความสูญเสียไม่ว่าฝ่ายไหนก็ตาม ตำรวจก็พยายามวางมาตรการป้องกัน แม้แต่ตัวผมเองเป็นตำรวจใหญ่ก็มากินมานอนทำงานตลอดเวลาเหมือนกัน”

พล.ต.อ.เอก ระบุอีกว่า กรณีที่ กปปส.มองว่าเป็นตำรวจเพียงไม่กี่คนที่พอจะพึ่งได้นั้น ขอยืนยันว่าใครจะเห็นอย่างไรก็ว่ากันไป แต่ในฐานะเป็นข้าราชการประจำ ไม่ว่าใครก็ตามต่างก็พากันหวังให้ตำรวจทำหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ รักษาความสงบสุขของสังคม ไม่ใช่จะต้องไปอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

“พูดกันตรงๆ ตำรวจบางคนไปใกล้ชิดฝ่ายการเมือง แต่ด้านหนึ่งก็มองเป็นเรื่องงานทั้งนั้น ในหลักการของตำรวจคือต้องไม่อยู่กับใคร ไม่ว่าฝ่ายไหน ต้องให้ความเป็นธรรม ถ้า กปปส.ทำผิด ผมก็ต้องดำเนินคดี ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามหรือรัฐบาลทำผิด ผมก็ต้องดำเนินคดีไม่ต่างกัน ตำรวจก็ต้องมีจุดยืนที่ชัดเจน

“เรื่องนี้ก็ได้ยินมาเหมือนกัน มันเข้าหู มีการวิเคราะห์ไปต่างๆ นานา ส่วนผมตั้งแต่เติบโตมาเป็นผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็มีความรู้จักมักคุ้นกันตามปกติในสังคมไทยกับผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ทุกฝ่าย แต่แน่นอนเพื่อนทำผิดก็ต้องจับกุม ผมไม่อยากบอกว่าคนที่ออกหมายจับไป ส่วนใหญ่เป็นเพื่อนผมทั้งนั้น แต่ผมก็ต้องทำหน้าที่ ขณะที่ความสัมพันธ์ของเพื่อนก็ยังอยู่”

กระนั้น พล.ต.อ.เอก ก็ขอสะท้อนความรู้สึกของตำรวจไปยังกลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.ว่า ผบ.ตร.เน้นย้ำผู้ชุมนุมไม่ใช่ศัตรูของตำรวจ บอกผู้ใต้บังคับบัญชาตลอดว่าเขามาใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ หากไม่ผิดกฎหมายก็ทำได้ แต่ก็มีผู้ชุมนุมบางส่วนเอาปืนไล่ยิงตำรวจ ทั้งมือปืนป๊อปคอร์น หรือที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ การตอบโต้มันก็รุนแรงและสุดท้ายตำรวจก็ตาย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท