posttoday
เก้าอี้กระดานหกสู่อำนาจ

เก้าอี้กระดานหกสู่อำนาจ

16 มีนาคม 2557

การเลือกตั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ถือเป็นความเคลื่อนไหวหนึ่ง

การเลือกตั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ถือเป็นความเคลื่อนไหวหนึ่งที่บรรดาภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม ต้องให้ความสนใจ เพราะประธาน ส.อ.ท.ถือเป็นตัวแทนภาคอุตสาหกรรมที่จะเข้าไปทั้งนำเสนอและต่อรองทางนโยบายกับรัฐบาล

แต่บทบาทนี้ของ ส.อ.ท.ได้ถดถอยลงไป นับตั้งแต่ พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ขึ้นเป็นประธาน ส.อ.ท. เพราะได้เข้าไปสนองตอบในทางนโยบายของรัฐบาลแบบเต็มร้อยในแทบทุกเรื่อง จนเกิดปัญหาแตกแยกหนักภายในองค์กรตลอดช่วงปี 2555 เป็นต้นมา

ปัญหาภายใน ส.อ.ท.ยังส่งผลถึงความเป็นเอกภาพของสมาคมหลักของภาคเอกชนที่เข้าไปนั่งเป็นคณะกรรมการร่วม 3 สถาบันภาคเอกชน (กกร.) โดยเฉพาะในช่วงที่ 7 องค์กรธุรกิจพยายามจะแสดงจุดยืนร่วมกันในการเข้าไปเป็นตัวกลางเพื่อแก้ปัญหาทางเมืองจนภาคธุรกิจพากันพังพาบไปตามๆ กัน

การที่ ส.อ.ท.ไม่สามารถรวมสมาชิกให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเพื่อผนึกกับองค์กรอื่นได้ ทำให้ทั้ง 7 องค์กรจำต้องแยกแสดงจุดยืนของตัวเองต่อสถานการณ์การเมืองที่ถาโถมเข้าใส่ภาคธุรกิจจนซวนเซกันไปทั่วประเทศ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

พลังของภาคเอกชนที่เคยเข้มแข็งในการกดดันต่อฝ่ายการเมืองหรือรัฐบาลกลับง่อยเปลี้ยเสียขาไปโดยปริยาย เพราะภาคเอกชนไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ปัญหาความแตกแยกนี่เอง ทำให้ผู้สมัครประธาน ส.อ.ท.ทั้งสองคน พยายามชูการสร้างเอกภาพในองค์กรและการทำให้องค์กรนี้ปลอดจากการแทรกแซงทางการเมืองเป็นนโยบายหลักในการหาเสียงกับสมาชิกกว่า 7,000 บริษัททั่วประเทศ

ทว่าในความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม บรรยากาศการเลือกตั้งในขณะนี้เริ่มมีการต่อสู้กันหนักหน่วงในกระบวนการจัดทำบัญชีรายชื่อผู้เหมาะสมที่จะได้รับเลือกเป็นกรรมการเพื่อเป็นตัวแทนไปเลือกประธาน ส.อ.ท. ถึงขนาดขู่จะฟ้องร้องกัน

ปรากฏการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าเอกภาพใน ส.อ.ท.คงจะเกิดขึ้นได้ยากในระยะเวลาอันสั้น

เพราะแม้แต่ละฝ่ายซึ่งขณะนี้มีเสียงสนับสนุนที่ขี่กันไม่มากนัก จะพยายามประกาศว่าจะประคับประคองเพื่อสร้างความสามัคคี ลดความแตกแยกในองค์กร ถึงขนาดระบุว่า หากตัวเองชนะก็พร้อมจะดึงอีกฝ่ายมาทำงานร่วมกัน แต่ในทางปฏิบัติแล้วแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

ประเด็นที่กลายเป็นปัญหาหนักหน่วงจนกลายเป็นความไม่ยุติธรรมและอาจทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการคัดเลือกประธาน ส.อ.ท.ในช่วง 7 วันก่อนการเลือกตั้ง คือ กรณีการจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ที่มีความเหมาะสมที่จะได้รับเลือกเป็นกรรมการชุดที่มาจากการเลือกตั้งจำนวน 348 คน ที่จะถูกเลือกเหลือ 232 คนนั้น

ปรากฏว่า ทีมงานฝ่ายสนับสนุน “วิศิษฎ์ ลิ้มประนะ” ได้ท้วงติงว่า บัญชีรายชื่อดังกล่าวถูกส่งมาจากทุกกลุ่ม แต่ก็ถูกคัดกรองและตรวจสอบโดยคณะกรรมการสรรหาแค่ 10 คน ซึ่งเป็นคนของฝ่าย “สุพันธุ์ มงคลสุธี” ทั้งหมด ซึ่งถือว่าไม่ถูกต้อง

เพราะกรรมการสรรหาควรมาจากทั้งสองฝ่ายครึ่งต่อครึ่ง เพื่อความเป็นธรรม

ฝ่าย “สุพันธุ์” ชี้แจงว่า เนื่องจากกรรมการสรรหานั้นต้องมาจากคณะกรรมการบริหารเป็นหลัก และในปัจจุบันกรรมการบริหารส่วนใหญ่ก็เป็นกลุ่มที่ทำงานร่วมกับฝ่าย พยุงศักดิ์ ซึ่งเป็นคู่กรณีของ “ธนิต โสรัตน์” รองประธาน ส.อ.ท. กรรมการสรรหาทั้งหมดจึงถูกมองว่าเป็นฝ่ายเดียวกับ “สุพันธุ์”

หากสัดส่วนยังเป็นเช่นนี้ เท่ากับว่าฝ่ายของ “วิศิษฎ์” สู้อย่างไรก็ไม่มีทางชนะ

จึงเป็นที่มาของการต่อรองที่จะเปิดให้ฝ่ายของ “วิศิษฎ์” สามารถเสนอผู้ที่มีความเหมาะสมที่จะเป็นกรรมการได้เพิ่มอีก 60 คน เพิ่มเติมจากที่กรรมการสรรหาได้อนุมัติรายชื่อไปแล้ว 348 รายชื่อ

จะเห็นได้ว่าการเลือกตั้งผู้นำองค์กรเอกชนใน ส.อ.ท.รอบนี้ไม่ธรรมดา เพราะแต่ละฝ่ายก็เตรียมคนฝ่ายตัวเองเพื่อเสนอในที่ประชุมก่อนการเลือกตั้ง เพื่อให้ครบโควตากรรมการ 232 คน

นั่นเท่ากับว่า ถ้าสมาชิก ส.อ.ท.ที่มาเลือกตั้งเทคะแนนให้ฝั่งไหน ฝั่งนั้นก็จะครองเสียงกรรมการที่มาจากการเลือกตั้งทั้ง 232 เสียง และผู้แทนจากอีกฝ่ายก็จะหายไปทั้งหมด ไม่ได้มีพื้นที่สำหรับอีกฝ่ายให้มีที่ยืนอย่างแน่นอน

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงเป็นช่วงที่ทีมงานของแต่ละฝ่ายออกหาเสียงและส่งสารไปยังสมาชิกอย่างหนักหน่วง

ฝ่าย “วิศิษฎ์” นำทีมโดย ธนิต เจ้าของบริษัท วีเซิร์ฟ กรุ๊ป ยักษ์ใหญ่โลจิสติกส์ มีบริษัทลูก 14 บริษัท รถลากกว่า 120 คัน รายได้ปีละ 1,500 ล้านบาท เป็นแกนนำ วีรยุทธ สุขวัฑฒโก ประธานสภาอุตสาหกรรม จ.เชียงใหม่ เจ้าของบริษัท คอนเฟ็ดเดอร์เรท อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งทำธุรกิจด้านเสื้อผ้าสำเร็จรูป

สุทิน พรชัยสุรีย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมภาคใต้ ผู้ต่อสู้ให้รัฐบาลช่วยเหลือเรื่อง 300 บาทอย่างหนัก ธวัชชัย เฮงประเสริฐ ประธานสภาอุตสาหกรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เอกพร โฆษะครรชิต ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรปราการ ประธานสภาอุตสาหกรรมภาคตะวันออก สิงห์ ตั้งเจริญชัยชนะ ประธานสภาอุตสาหกรรมภาคกลาง 16 จังหวัด เจ้าของบริษัท ไวต้าฟู้ด แฟคทอริ่ง (1989) ผู้ส่งออกผลไม้กระป๋องรายใหญ่ในภาคกลาง และ นิมิต งามยิ่งไพศาล รองประธานสภาอุตสาหกรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ขณะที่ฝ่าย “สุพันธุ์” มีทีมงานหลักคือ วัลลภ วิตนากร รองประธานสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือ ประธานกรรมการบริษัท ไฮเทค แอพพาเรล เจน นำชัยศิริ ประธานสหพันธ์สิ่งทอแห่งประเทศไทย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอเซียไฟเบอร์ เกรียงไกร เธียรนุกูล นายกสมาคมการพิมพ์ไทย นิกร สุศิริวัฒนนนท์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก กรรมการบริหาร บริษัท สยาม เมทอล รีไซเคิล ออกเดินสายหาเสียง

เรียกว่าสำรวจขุมกำลังกันอย่างถึงพริกถึงขิง และต่างฝ่ายต่างมั่นใจว่าจะกุมชัยชนะไว้ในมือแน่นอน

“ธนิต” แกนนำฝ่ายสนับสนุน วิศิษฎ์ กล่าวว่า ขณะนี้ทางทีมพร้อมมากสำหรับการเลือกตั้ง และหวังว่าการเลือกตั้งในวันที่ 17 มี.ค.นี้ อีกฝ่ายจะให้เสนอรายชื่อผู้มีความเหมาะสมเป็นกรรมการ 60 คน ตามที่ได้ตกลงกันไว้ หากมีการการทักท้วงใดจนไม่สามารถเสนอ 60 รายชื่อนี้ได้ ก็ถือว่ามีความไม่โปร่งใส

นอกจากนี้ หากปรากฏว่ามีผู้มาเลือกตั้งมากจนผิดปกติกว่าทุกครั้งก็ชวนสงสัยว่าเกิดการสวมสิทธิมาเลือกตั้งก็จะขอตรวจสอบ และถ้ามีการทุจริตก็เตรียมฟ้องร้องกันแน่นอน แต่ถ้าทุกอย่างโปร่งใสและผลออกมาว่าฝ่าย “สุพันธุ์” ชนะก็พร้อมจะยอมรับ

อย่างไรก็ตาม ถึงขณะนี้ยังเชื่อว่าคะแนนเสียงสมาชิกส่วนใหญ่จะเทมาเลือกกรรมการฝ่ายของ วิศิษฎ์ ที่ตอนนี้มีในบัญชีเบื้องต้นแล้ว 100 กว่าราย รวมกับ 60 รายที่จะเสนอเพิ่ม และเตรียมเสนอเพิ่มเติมในที่ประชุมอีก รวมแล้วเป็น 200 กว่าคน เมื่อรวมกับกรรมการแต่งตั้งจาก 116 คน ซึ่งแยกเป็น จาก ส.อ.ท.จังหวัด 74 คน และกลุ่มอุตสาหกรรมอีก 42 คน ก็คาดว่าจะได้เสียงจากส่วนนี้รวมประมาณ 80 คน

แบ่งเป็นจาก ส.อ.ท.จังหวัดไม่น้อยกว่า 60 คน และกลุ่มอุตสาหกรรมไม่น้อยกว่า 20 คน เมื่อรวมแล้วก็เพียงพอที่จะไปเลือกประธาน ส.อ.ท.ได้ชนะเสียงจากอีกฝ่ายได้

“แม้สมาชิกจะมีทั้งหมด 7,000 คน แต่ที่จะมาเลือกตั้งคาดว่าไม่น่าจะเกิน 2,5002,600 คน ซึ่งในนี้เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมซึ่งสนับสนุนทีมของ สุพันธุ์ อย่างมากก็ 800 คน ซึ่งในนี้ก็มีบางส่วนก็เลือกคุณวิศิษฎ์ เพราะหลายกลุ่มไม่ได้บล็อก มีมติให้สมาชิกฟรีโวต คือ เลือกใครก็ได้ นอกนั้นเป็นเอสเอ็มอีต่างจังหวัดที่ 80% เทเสียงให้คุณวิศิษฎ์อยู่แล้ว” ธนิต กล่าวอย่างมั่นใจ

กลุ่ม วิศิษฎ์ ประเมินว่า กลุ่มอุตสาหกรรมรายใหญ่จะมาเลือกตั้งอย่างมาก 800 คน ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมกลับเป็นส่วนที่กลุ่มของ สุพันธุ์ มองว่า ได้กุมขุมกำลังนี้อยู่ในมือ และส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมรายใหญ่ในพื้นที่กรุงเทพฯ จึงน่าจะถือไพ่เหนืออีกฝ่ายอยู่หลายขุม

“วัลลภ” แกนนำฝ่ายสนับสนุน สุพันธุ์ กล่าวว่า ปัจจุบันกลุ่มอุตสาหกรรมทั้ง 42 กลุ่ม มีสมาชิกอยู่ทั้งสิ้น 1,970 บริษัท ซึ่งครั้งนี้จะมาเลือกตั้งมากกว่าที่อีกฝ่ายคาดไว้อย่างแน่นอน ซึ่งอาจจะมากกว่า 1,200 คน หรืออาจจะถึง 1,500 คน

“ก่อนหน้านี้ฝ่ายโน้นคาดว่าเอสเอ็มอีต่างจังหวัดจะมาเลือกตั้ง 1,500 คน และเทเสียงให้คุณวิศิษฎ์ 70% หรือ 1,050 เสียง ส่วนที่เหลือ 450 เสียงเป็นของคุณสุพันธุ์ ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่ผมคาดว่าอย่างต่ำมา 1,200 คน จะเลือกคุณสุพันธุ์ 1,000 เสียง รวมเสียงต่างจังหวัดก็ตก 1,450 เสียง ดูจากตรงนี้ก็ชนะแล้ว และถ้ายิ่งกลุ่มอุตสาหกรรมมามากกว่านี้ ถึง 1,500 คน คะแนนก็จะยิ่งห่างออกไปอีก อาจจะห่างถึง 500 คะแนน ปัจจัยแปรผันจึงอยู่ที่ต่างจังหวัด ถ้าฝ่ายโน้นแบ่งกำลังจากต่างจังหวัดมาเพิ่มได้อีกก็อาจจะมีลุ้น” วัลลภ กล่าว

จะเห็นได้ว่าการเลือกประธาน ส.อ.ท.รอบนี้เข้มข้นร้อนแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ใครจะเข้าไปเป็นผู้นำองค์กรเอกชนที่เข้าไปเป็นปากเสียงต่อสู้เพื่อผู้ประกอบการ ไม่นานรู้ผล...

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท