
๑๕ ปุจฉาวิสัชนาที่ควรศึกษา(๒)
....พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉาที่ ๒ : ความอยากที่ไม่เคยอิ่ม คงต้องอาศัยธรรมะเป็นเครื่องที่จะทำให้จิตใจของเรานั้นมีคุณธรรมมากขึ้น แต่เราจะให้บุคคลนั้นเข้าถึงธรรมะได้อย่างไร
วิสัชนา : แต่ก็ยังดีกว่าไม่สำนึกเลย แต่จริงๆ แล้วเราลืมตัวกันมานาน โรคลืมตัวนี่เป็นโรคของสังคมปัจจุบันลืมตัว หลอกตน หลงตน เป็นโรคอันหนึ่งเกิดขึ้นมาจากอำนาจตัณหา ตัณหาความทะยานอยากที่เราแสวงหากันจนเกินไป มันสร้างอำนาจอันหนึ่งคือ โมหะ ความลุ่มหลง ความลุ่มหลงมันเป็นปัจจัยสืบเนื่องเพราะเราเข้าไปยินดีและเข้าไปไม่ยินดี เรียกว่า ราคะ โทสะ ที่มีสภาพความลุ่มหลง มืดมน มืดมนเกิดขึ้นในดวงจิตของเราทั้งหลาย สภาพจิตมันมืด มันไม่รู้ การไม่รู้สิ่งที่ควรรู้ และไปรู้ในสิ่งที่ไม่ควรรู้ดังกล่าวนี้คือโรคของโมหะจิตลุ่มหลง วันนี้สังคมรู้ในสิ่งที่ไม่ควรรู้ และไม่ยอมรู้ในสิ่งที่ควรรู้ต่างหาก จึงบอกว่า จะไปหาที่พระที่วัดนั่นมันเป็นนิมิตหมาย คติธรรมอันหนึ่งว่า เราเห็นวัดเห็นพระก็เพื่อให้รู้ว่ามันมีธรรมะอยู่ในโลกนี้นะ พระเมื่อเราเห็นแล้วต้องให้เห็นความสงบเกิดขึ้น สมณะ ดุจดังอุปติสสะ หรือพระสารีบุตร เห็นพระอัสสชิโคจรบิณฑบาตอยู่ใน พระนครราชคฤห์ด้วยความสงบ ในการสำรวมอินทรีย์ น่าเลื่อมใสศรัทธา เห็นความสงบของสมณะนั้น จึงติดตามไปและได้มีโอกาสเข้าไปสนทนาธรรม ได้ฟังธรรมสั้นๆ ได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นพระโสดาบัน ด้วยบุญกุศลของอุปติสสะ หรือพระสารีบุตรในกาลต่อมาได้เข้ามาศรัทธาในพระพุทธศาสนา จนเป็นพระอัครสาวกเบื้องขวา
การเห็นสมณะ เห็นวัดวาทำให้เรามีความสงบ คนเราเวลาวุ่นวายก็เข้าเขตวัดไปนั่งพักผ่อนในวัด วัดกลายเป็นที่พักกายพักจิต ไปหาสติที่วัดอยู่บ้านวุ่นวายมาก ลูกกวน เมียกวน ผัวกวน สังคมเพื่อนบ้านกวน หรือมันบีบเค้นบีบคั้น เราก็เข้าไปนั่งในวัดกัน แต่ก่อนคนแทนที่จะไปห้างสรรพสินค้า เขาก็ไปวัด เดี๋ยวนี้คนต้องไปร้องเพลง ต้องเข้าไปนั่งตามห้าง ไปหาอะไรกินดีกว่า ให้มันสบายใจ ไปร้านต่างๆ ยิ่งไปหาความเร่าร้อนมากขึ้น หนักเข้าคือ ไปกินเหล้ากินยากัน เพื่ออะไร เพื่อให้ลืมไปสักช่วงหนึ่งที่ไม่สบายใจ ก็หลอนจิตหลอกจิต ลักษณะของความลุ่มหลงที่มันแผ่กระจาย เรียกว่ายิ่งหลงยิ่งมืด ยิ่งมืดยิ่งหลง ยิ่งมืดเท่าไหร่ ยิ่งหลงเท่านั้น เพราะฉะนั้น วิถีการเดินของเราไปในวิถีธรรมของโลกของสัตว์ทั้งหลาย เหมือนคนยิ่งมืดยิ่งหลง ยิ่งหลงยิ่งมืด ยิ่งมืดยิ่งหลง ยิ่งหลงยิ่งลึก ยิ่งยากที่จะกลับคืนกลับมาสู่ความสว่าง แต่อาตมาก็เชื่อว่าสังคมไทยยังอยู่ในฐานะที่ยังคืนกลับมาได้ เพราะคนไม่หลงยังมีอยู่ พระที่ดีก็ยังมีอยู่ พลังฝ่ายดีก็ยังมีอยู่ ไม่ร้ายหรอก อย่าไปมองประเทศไทยเลวร้ายจนเกินควร เรายังพอที่จะออกมาสู่ความสว่างได้ ปัจจัยมันอยู่ที่ว่า ถามตนเองหรือยังว่า เกิดมาเพื่ออะไร
ปุจฉาที่ ๓ : พระอาจารย์บอกว่า คนเราเห็นพระเห็นวัดก็ต้องรู้ว่ามีพระศาสนา มีความสงบอยู่ในวัด แต่ในขณะเดียวกัน ตอนนี้มิจฉาชีพที่เกิดขึ้นค่อนข้างเยอะ ในเรื่องของการจี้ปล้นวิ่งราวทรัพย์ก็จะดูธรรมดานะครับ แต่ที่น่าตกใจคือ มิจฉาชีพเหล่านั้นเห็นพระเห็นวัดแล้วไม่เกรงกลัวต่อบาป ไม่ได้มองถึงความสงบ แต่กล้าลบหลู่พระศาสนา ไปตัดเศียรพระพุทธรูป กรรมของผู้นั้นจะได้รับโทษอย่างไรครับ
วิสัชนา : ต้องเข้าใจว่าวิถีธรรมอันหนึ่งที่เรายอมรับเรื่องบุญบาปบนวิถีพุทธใช่ไหม บุญเกิดจากการทำความดี พูดสั้นๆ แล้วกัน ดีเกิดจากกายดี วาจาดี จิตดีก็เป็นบุญแล้ว บาปเกิดจากการทำความไม่ดี ทางกาย ทางวาจา ทางใจ ใครพูดไม่ดีก็เป็นบาป บาปเป็นความเร่าร้อน เป็นโทษเป็นทุกข์ทั้งทุกข์จากตนเอง ทำความไม่ดี ทุกข์จากภายใน ทุกข์จากภายนอก เราทำอะไรไม่ดี เราก็รู้ ชาวบ้านเขาก็รู้ นานๆ เข้าเรารู้เราก็ไม่สบายใจ เพราะเราทำชั่ว คนมันมีความสำนึก อย่างมันรู้บาปรู้บุญ ถ้ามันไม่มืดไม่หลงอย่างที่กล่าวเมื่อกี้ ยิ่งลึกนี่ พอจะคุยกันได้นี่ เขาจะสัมผัสความร้อนเหมือนคนกำถ่านร้อนๆ อยู่ในมือ ต้องมีใครบอกไหมว่าร้อน เจ้าตัวนี่รู้ว่าร้อน แล้วทำไมเขายังถืออยู่ล่ะ เพราะเขาไม่รู้ไง ไม่รู้ว่าจะออกไปจากความเร่าร้อนนั้นได้อย่างไร ยิ่งลึกยิ่งมืด ยิ่งมืดยิ่งลึก ก็คือยิ่งกำแน่นเข้าไปอีก ร้อนนะๆแต่ไม่ยอมวาง ที่ไม่วางเพราะมันมืด เมื่อมืดขึ้นมามันจึงไม่มีหนทางออกจากความทุกข์นั้น แค่เพียงวางเท่านั้นก็จบ แต่ถามว่าทำไมบางคนถึงไม่วาง ยังทำความชั่วอยู่ เพราะเขามืด ความมืดตรงนี้เป็นลักษณะธรรมอันหนึ่งของฝ่ายอกุศลที่ครองจิตสัตว์ทั้งหลาย จึงเป็นเรื่องปกติที่คนไม่ดีก็ต้องทำบาป และเป็นเรื่องปกติที่คนดีไม่ทำบาป m
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







