
หุ้น-ท่องเที่ยว-ธุรกิจตีปีก ชงเลิก 'ฉุกเฉิน'
สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองดูจะผ่อนคลายลงเมื่อ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร
สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองดูจะผ่อนคลายลงเมื่อ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ยืนยันหนักแน่นว่า วันที่ 18 มี.ค.นี้ จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่ใกล้จะหมดอายุในวันที่ 22 มี.ค.นี้ และหันไปออก พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร มาบังคับใช้แทนสำหรับการแก้ปัญหาทางการเมือง
สัญญาณดังกล่าวจะเป็นการลดบทบาทของกองทัพลงไปอีกระดับ หลังจากใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กองทัพอยู่ในฐานะผู้ให้การสนับสนุนเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น
อีกสัญญาณ ในวันที่ 17 มี.ค.นี้ 7 ตัวแทนองค์กรอิสระ จะเปิดแถลงข่าวใหญ่ ซึ่งอาจเป็นอีกปัจจัยให้แนวโน้มของสถานการณ์แจ่มชัดมากขึ้นว่าทางออกจะไปทิศทางไหน
อย่างไรก็ดี ทั้งการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และการขยับของ 7 องค์กรอิสระ มีนัยไปในทางบวกต่อการขับเคลื่อนวงจรเศรษฐกิจที่กระอักเลือดจากการชุมนุมยืดเยื้อมาตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค. 2556 เป็นต้นมา
ทางภาคเอกชนทุกภาคส่วนประสานเสียงขานรับข่าวดี โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว รวมถึงการลงทุนในตลาดหุ้นไทยด้วย ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากดัชนีหุ้นวันที่ 14 มี.ค. ดีดขึ้นมาเขียว 1.68 จุดได้ สวนทางกับตลาดหุ้นสำคัญของโลก อาทิ ดัชนีดาวโจนส์ของสหรัฐลดลง 231.19 จุด หรือ 1.4% ตลาดหุ้นญี่ปุ่นรูดแรง 3.3% ลดลง 488 จุด ตลาดฮ่องกงร่วง 1% หรือ 216 จุด และตลาดหุ้นจีนติดลบ 0.73%
ด้านตลาดหุ้นในยุโรปเปิดตลาดลดลง 0.6% โดยเฉพาะดัชนีไมเส็กของรัสเซียได้รับผลกระทบมากที่สุด มากกว่า 5% แตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2552 ขณะที่ค่าเงินรูเบิลก็อ่อนค่าสุดเป็นประวัติการณ์
ภาวะตลาดหุ้นโลกดิ่งลงแรงหลังจากสถานการณ์ในยูเครนส่อแววตึงเครียดหนัก และเศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มชะลอตัว เห็นได้จากตัวเลขผลผลิตภาคอุตสาหกรรมที่โตต่ำสุดในรอบ 5 ปี และความกังวลเรื่องหนี้เสียระบาด ส่งผลให้ดัชนีดาวโจนส์ลดลงมากที่สุดในรอบ 6 สัปดาห์ ขณะที่ตลาดหุ้นไทยระหว่างวันก็รูดลงเกือบ 10 จุด แต่เมื่อมีความชัดเจนมากขึ้นเรื่องการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และถูกนำไปตีความว่าสถานการณ์การเมืองใกล้จะมีทางออกแล้ว แม้ว่านักลงทุนต่างชาติจะขายหุ้นหนักถึง 2,458 ล้านบาท และขายในตลาดตราสารหนี้อีก 4,710 ล้านบาทก็ตาม
ขณะเดียวกัน รุ่ง มัลลิกะมาส โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองว่า การยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน น่าจะช่วยส่งผลดีต่อภาคต่างประเทศและการท่องเที่ยว แต่คงมีผลต่อการสร้างความเชื่อมั่นจับจ่ายใช้สอยเพิ่มได้น้อย
สำหรับภาคการท่องเที่ยว ศุกรีย์ สิทธิวนิช รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มั่นใจว่าตลาดเอเชียจะสามารถดึงกลับมาได้อย่างรวดเร็ว และยังคงเดินหน้าตามแผนโรดโชว์ที่ฮ่องกง จีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เริ่มตั้งแต่กลางเดือนนี้
เอนก ศรีชีวะชาติ นายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยญี่ปุ่น เปิดเผยว่า เชื่อว่าในช่วงวันหยุดยาวโกลเด้นวีกของชาวญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 1-10 พ.ค.นี้ ประเทศไทยจะเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นต้องการเดินทางมาเป็นอันดับต้นๆ ในแถบอาเซียน
ศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตตา) เชื่อว่าตลาดเอเชียจะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว เริ่มจากเทศสงกรานต์ในเดือน เม.ย.นี้ ขณะที่ตลาดระยะไกลอาจต้องใช้เวลาสร้างการรับรู้อย่างน้อย 36 เดือน
สุกัญญา จันทร์ชู ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมดุสิตธานี กล่าวว่า การยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในช่วงกลางเดือน มี.ค.นี้ ถือว่าช้าไป หากเลิกตั้งแต่เดือน ก.พ. จะส่งผลดีกว่ามาก เพราะตั้งแต่เดือน เม.ย.ก.ค. เป็นช่วงนอกฤดูท่องเที่ยวหรือโลว์ซีซั่น คนเปลี่ยนใจแผนเดินทางไปแล้ว จากนี้คงต้องใช้เวลากว่า 2 เดือน สถานการณ์ท่องเที่ยวถึงจะกลับมาฟื้นคืนได้
วัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า นักลงทุนจะสบายใจมากขึ้น และน่าจะเริ่มทยอยเดินทางเข้ามาประเทศไทย
พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ภาพลักษณ์ของประเทศดีขึ้น และนักท่องเที่ยวแถบประเทศใกล้เคียงกับไทยน่าจะเปลี่ยนแผนมาเที่ยวไทยได้ทัน แต่ถ้าเป็นกลุ่มยุโรป สหรัฐ น่าจะวางแผนไปเที่ยวประเทศอื่นแล้ว เพราะส่วนใหญ่วางแผนระยะยาว
พิพัฒน์ พะเนียงเวทย์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายบะหมึ่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า กล่าวว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยค่อยๆ ฟื้นตัว อย่างน้อยต้องใช้เวลาถึง 6 เดือน กว่านักท่องเที่ยวจะกลับคืนมา แต่การลงทุนยังไม่กลับมา เพราะการตัดสินใจลงทุนในไทยหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการเมืองเป็นปัจจัยหลัก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจขยายตัว กำลังซื้อและอารมณ์การจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคดีขึ้น
อิสระ บุญยัง กรรมการผู้จัดการ บริษัท กานดา กรุ๊ป กล่าวว่า ผลดีต่อภาคอสังหาริมทรัพย์อาจจะไม่เกิดขึ้นทันที และผู้ประกอบการจะมองตลาดในระยะยาวมากกว่า







