
เมื่อไม่ไว้ใจก็ไม่มีทางออก
เราอยู่กับวิกฤตทางการเมืองมา 8 ปี คนที่เห็นว่าคุณทักษิณคือ ปัญหาอาจมองย้อนไปอีก 4 ปี ถึงกรณีเกิดคดีซุกหุ้นเสียด้วยซ้ำ อย่างไรก็ดี แม้คุณทักษิณจะเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาก็จริง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด
เราอยู่กับวิกฤตทางการเมืองมา 8 ปี คนที่เห็นว่าคุณทักษิณคือ ปัญหาอาจมองย้อนไปอีก 4 ปี ถึงกรณีเกิดคดีซุกหุ้นเสียด้วยซ้ำ อย่างไรก็ดี แม้คุณทักษิณจะเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาก็จริง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด
เราต่อสู้กันโดยใช้เกือบทุกวิธีการแล้ว ชุมนุมใหญ่กันอย่างยืดเยื้อนับครั้งไม่ถ้วน ยึด/ปิดสถานที่ราชการและบริเวณที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ มีการใช้ความรุนแรงต่อกัน ทำร้ายกันถึงชีวิต มีการใช้กำลังทหารยึดอำนาจ/รัฐประหาร มีการฉีกรัฐธรรมนูญและร่างกันใหม่ มีการใช้หรือแทรกแซงองค์กรตามรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ทางการเมือง มีการใช้เสียงข้างมากในรัฐสภาเพื่อประโยชน์ของฝ่ายตนจนน่าเกลียด มาบัดนี้ก็ “ยัน/ยื้อ/เยิน” กันอยู่ จึงขอเชิญชวนให้ลองมาคิดดูซิว่า จากนี้ไปอะไรคือ ฉากทัศน์ (Scenario) ที่เป็นไปได้บ้าง ดังนี้
ฝ่ายกำนันสุเทพ “ชนะ” เกิดสุญญากาศทางการเมือง ซึ่งเข้าช่องการอ้างว่าต้องใช้มาตรา 7 แห่งรัฐธรรมนูญ โดยตีความว่าเกิด “กรณีที่ไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ” จึงต้อง “วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิไตย” เริ่มจากกรณีที่รัฐบาลถูกสอยโดยคำสั่งศาล หรือโดยมติองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือการจำยอมลาออก เพราะ “เห็นแก่ประโยชน์ของบ้านเมือง” แม้จะดูขัดกับมาตรา 181 ที่ว่า “คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต้องอยู่ในตำแหน่ง เพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่” ก็ตาม เมื่อเกิดกรณีดังกล่าวก็จะวินิจฉัย (ไม่แน่ใจว่าใครเป็นผู้วินิจฉัย) ว่าให้ใช้ “ประเพณี” แล้วตีความต่อไปว่า เกิดกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญในเรื่องการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรี (แม้จะมีบัญญัติไว้ในมาตรา 171-173 ก็ตาม) จึงต้องใช้ “ประเพณี” อีกต่อไป เช่น ให้มีการประชุมวุฒิสภา ซึ่งทำหน้าที่แทนสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลือกนายกฯ (ทั้งๆ ที่มาตรา 132 บัญญัติว่าในระหว่างที่ “สภาผู้แทนราษฎรถูกยุบจะมีการประชุมวุฒิสภาไม่ได้” เว้นแต่ 3 กรณี ซึ่งไม่เกี่ยวกับการเลือกนายกฯ) แล้วก็ต้องตีความต่อไปว่า นายกฯ ที่มาด้วยวิถีทางดังกล่าวไม่ต้องรอให้มีการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร (จะด้วยเหตุผลว่าต้องปฏิรูปก่อนหรือไม่ก็ไม่ทราบ) ก็สามารถดำเนินการให้ได้มา ซึ่งสภาที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติแทนประชาชนได้เลย (ทั้งๆ ที่มาตรา 93-106 ก็บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ให้สภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งของประชาชน) หากมีการตีความกฎหมายแล้ววินิจฉัยกันแบบนี้ ย่อมมีคนจำนวนมากที่คิดว่า นี่เป็นการ “ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศไทย โดยวิธีการซึ่งไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ” ซึ่งมาตรา 69 บัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำ” ดังกล่าว
เมื่อเป็นเช่นนี้รัฐบาลและสภาที่ทำหน้าที่นิติบัญญัติที่ฝ่ายคุณสุเทพต้องการ จะบริหารราชการให้เกิดความสงบสุขและตรากฎหมายให้เป็นที่ยอมรับได้อย่างไร ถึงจะปราบปรามผู้ใช้สิทธิตามมาตรา 69 ได้ด้วยกำลัง ใจเขาคงไม่ยอม แล้วเขาจะต้องหาหนทางต่อต้านด้วยสันติวิธีต่อไป
ศาลวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ ตามปกติก็จะต้องตราพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรกันอีก ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้คือการยันกันต่อไปอย่างยืดเยื้อเหมือนในปัจจุบัน เพราะไม่แน่นอนว่าจะเกิดอุปสรรคอะไรหรือไม่ เช่น พรรคประชาธิปัตย์จะยังคว่ำบาตรการเลือกตั้งต่อไปหรือไม่ จะมีผู้ชุมนุมขัดขวางการเลือกตั้งอีกหรือไม่ ฉากทัศน์ที่ตามมาอาจเป็นได้สองทางคือ การเลือกตั้งนำไปสู่ผลคือ มีสภาผู้แทนราษฎร (จะไปสู่ฉากทัศน์ในข้อ 4) ที่จะกล่าวต่อไป) หรือจะทำให้การเลือกตั้งมีอุปสรรค เพื่ออ้างว่าจะต้องยึดอำนาจการปกครองโดยใช้มาตรา 7 ซึ่งเป็นการกลับสู่วังวนรอบใหม่ดังกล่าวไว้ในข้อ 1) ข้างต้น
เกิดรัฐประหารซึ่งไม่ใช่ครั้งแรกที่ทหารเข้ายึดอำนาจ “เพื่อแก้ไขปัญหาบ้านเมือง” ปราบนักการเมืองทุจริต ระงับความรุนแรง รักษาความมั่นคง ฯลฯ แต่ไปๆ มาๆ ครั้งก่อนๆ ก็ทำไม่สำเร็จ คราวนี้สถานการณ์ซับซ้อนยิ่งขึ้น จะทำสำเร็จหรือไม่ก็ไม่รู้ ยึดอำนาจเช่นนี้จะเรียกว่าเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร แถมยังเสี่ยงต่อการแตกแยกยิ่งขึ้นไปอีก ฉากทัศน์นี้จะนำไปสู่กติกาอันเป็นที่ยอมรับร่วมกันได้ยาก ความขัดแย้งคงยืดเยื้อต่อไปอีกยาว
การเลือกตั้งดำเนินต่อไปจนได้สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งคาดได้ว่าพรรคเพื่อไทยจะได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร หรือถ้าศาลวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ และพรรคประชาธิปัตย์ส่งผู้สมัครลงแข่งขัน ก็เป็นไปได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะมีหรือจะร่วมกับพรรคอื่นเป็นเสียงข้างมากในสภา
ฉากทัศน์ที่ตามมาเป็นได้สองทางคือ รัฐบาลที่ได้มาจากการเลือกตั้งดังกล่าวถือว่าได้อาณัติจากประชาชน แล้วใช้อำนาจเต็มที่ตามคติที่ว่า “ผู้ชนะกินรวบ” (Winner Takes All) ผู้ชนะการเลือกตั้งก็จะใช้อำนาจบริหารและนิติบัญญัติ โดยไม่สนใจฝ่ายค้านหรือความรู้สึกของประชาชนส่วนข้างน้อยที่มีความตื่นตัว เราก็กลับไปสู่สถานการณ์ก่อนการยุบสภาเป็นไปได้มากกว่าความขัดแย้งจะยืดเยื้อต่อไป
อีกฉากทัศน์หนึ่งหลังจากการมีสภาผู้แทนราษฎรก็คือ ภาคีความขัดแย้งเล็งเห็นว่าในสถานการณ์ที่เป็นอยู่นี้ เป็นไปไม่ได้ที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะได้ชัยชนะอย่างเด็ดขาด ทางออกที่เป็นไปได้คือการแบ่งปันอำนาจ อย่างน้อยในช่วงเปลี่ยนผ่านเช่นหนึ่งปี ทางออกเช่นนี้เรียกร้องให้มีการพูดคุยและตกลงกัน ในเรื่องการตั้งรัฐบาลและนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินในช่วงเปลี่ยนผ่าน การปฏิรูปการเมือง เช่น การปฏิรูประบบและกระบวนการเลือกตั้งที่จะทำให้เสร็จก่อนการยุบสภา และการวางกลไกเพื่อการปฏิรูปการเมืองในระยะกลางและยาว เป็นต้น
ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้อีกฉากหนึ่งคือ การสู้รบ ฆ่าฟันและการสูญเสียเลือดเนื้อของประชาชน ซึ่งย่อมเกิดขึ้นได้ หากปล่อยให้ความขัดแย้งยืดเยื้อและมุ่งเอาชนะกันท่าเดียว แล้วเราจะมีแต่ความเสียใจร่วมกัน
การบอกเล่าฉากทัศน์ที่เป็นไปได้มาเช่นนี้ ด้วยหวังให้เกิดการไตร่ตรองว่า มีฉากทัศน์ใดที่ดีกว่าฉากทัศน์ที่ 6) ที่เป็นผลจากการมาเจรจาตกลงกันไหม ถ้าเห็นว่าควรเจรจากัน ภาคีความขัดแย้งควรตกลงกันในเรื่องการแบ่งปันอำนาจในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยไม่วางเงื่อนไขต่อกันให้มาก โดยเฉพาะเงื่อนไขที่พอรู้ว่าอีกฝ่ายหนึ่งรับไม่ได้ น่าจะมีการลดระดับพฤติกรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน และน่าจะมีการลดความหวาดระแวง เช่น ถ้ามีกระแสว่าฝ่ายรัฐบาลจะยกเรื่องการนิรโทษกรรมและการคืนเงินให้คุณทักษิณมาเจรจา ฝ่ายรัฐบาลก็ต้องยืนยันครั้งแล้วครั้งเล่าว่าไม่จริง ฉากทัศน์ที่ 6) ของการพูดคุยเจรจาจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อมีความไว้วางใจกัน เราควรยอมรับว่า เมื่อไม่ไว้ใจก็ไม่มีทางออกและสังคมต้องช่วยกันสนับสนุนฉากทัศน์นี้







