posttoday
ศึกงัดข้อพลังงานโลก มะกันงัด "เชลล์ออยล์" ปะทะรัสเซีย

ศึกงัดข้อพลังงานโลก มะกันงัด "เชลล์ออยล์" ปะทะรัสเซีย

14 มีนาคม 2557

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

ทวีความร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ สำหรับกรณีวิกฤตยูเครน เมื่อล่าสุดฝั่งนักการเมืองรัสเซียออกโรงหนุนหลังการทำประชามติในดินแดนไครเมียเพื่อขอแยกตัวจากยูเครน ขณะที่ฟากของรัฐบาลตะวันตกก็ไม่เบาเช่นกัน เมื่อรัฐบาลกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว 7 ชาติ (จี7) ออกโรงเรียกร้องให้รัฐบาลมอสโกสั่งยุติการทำประชามติ ดังกล่าว พร้อมเสริมว่า จะไม่รับรองผลที่ออกมาอีกด้วย

ไม่เพียงเท่านั้น กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (อียู) ยังได้อนุมัติกรอบแผนการที่จะใช้ลงโทษกับรัสเซียในเบื้องต้นออกมาแล้ว โดยมุ่งเน้นไปในเรื่องของการสั่งห้ามเดินทางและอายัดบัญชีการเงินและสินทรัพย์ของบุคคลและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการรุกรานดินแดนของยูเครน ถือเป็นการออกมาตรการคว่ำบาตรต่อแดนหมีขาวที่เกิดขึ้นเป็นหนแรกของอียูนับตั้งแต่ยุคสงครามเย็นสิ้นสุดลงเมื่อ 20 ปีที่แล้ว

การแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวของอียูต่อรัสเซียในข้างต้น สร้างความประหลาดใจให้กับนักวิเคราะห์หลายฝ่าย เพราะเดิมเชื่อว่ายุโรปคงไม่กล้าจะงัดข้อกับรัฐบาลมอสโกตรงๆ เนื่องจากยุโรปยังต้องพึ่งพาพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียเป็นจำนวนมาก หรือคิดเป็นสัดส่วนถึง 1 ใน 4 ของพลังงานที่ยุโรปนำเข้าเลยทีเดียว

เหตุที่รัฐบาลตะวันตก โดยเฉพาะในยุโรปกล้าลุกขึ้นมางัดข้อกับรัฐบาลแดนหมีขาว น่าจะเป็นผลพวงมาจากความมั่นอกมั่นใจของรัฐบาลในยุโรปที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับการโดนรัสเซียตัดการส่งก๊าซและพลังงานมากขึ้น

เนื่องจากขณะนี้หลายประเทศกำลังหันมาลดกำลังการพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียลง และหันไปสำรวจและผลิตขึ้นเอง โดยล่าสุดรัฐบาลโปแลนด์ได้ร่างกฎหมายเพื่อยกเว้นภาษีสำหรับบริษัทที่จะขุดเจาะพลังงานจากหินน้ำมัน (เชลล์ออยล์) ในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานก๊าซจากรัสเซีย ซึ่งปัจจุบันพึ่งพาอยู่ในอัตราส่วนถึง 70%

มิหนำซ้ำ หลายประเทศยังมีความพยายามที่จะหันไปนำเข้าจากแหล่งอื่นๆ แทนที่รัสเซียกันมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการนำเข้าพลังงานจากสหรัฐ ซึ่งกำลังกลายเป็นมหาอำนาจด้านพลังงานหน้าใหม่ของโลก จากความสามารถที่สกัด “น้ำมันและก๊าซจากชั้นหินดินดาน” (เชลล์ออยล์และเชลล์แก๊ส) ได้

เพราะแม้ที่ตั้งของสหรัฐกับยุโรปจะไกลกันเกินกว่าที่จะมาสร้างท่อส่งก๊าซมาได้โดยตรง ทว่าจากการเกิดขึ้นมาของเทคโนโลยีการแปลงสภาพให้ก๊าซกลายเป็นของเหลวโดยใช้ความเย็น หรือก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) และส่งมาทางเรือได้ ก็ทำให้การส่งก๊าซมายังภาคพื้นยุโรปไม่ใช่เรื่องยากลำบากอีกต่อไป

หากสหรัฐทำได้จริง ก็จะทำให้สหรัฐมีแต้มต่อในทางการเมืองเพื่อใช้วัดบารมีกับรัฐบาลรัสเซียได้เลยทีเดียว เพราะต่อให้รัสเซียเลือกใช้วิธีบีบยุโรปด้วยการงดส่งก๊าซไปให้ เหมือนเช่นในปี 2006 และปี 2009 จนทำให้ราคาก๊าซพุ่งขึ้นอย่างหนัก หลังจากไม่พอใจที่ยูเครนไม่จ่ายค่าก๊าซและหันไปสนิทชิดเชื้อกับยุโรป ทางฝั่งรัฐบาลยุโรปก็ไม่ต้องไปแคร์อีกแล้ว เนื่องจากจะมีพลังงานก๊าซแอลเอ็นจีจากฝั่งของสหรัฐส่งมาให้แทน

แม้ปัจจุบันสหรัฐจะยังไม่มีการส่งออกก๊าซแอลเอ็นจีออกไปต่างแดนอย่างจริงจัง แต่ทางรัฐบาลเองก็เริ่มลงมือเตรียมความพร้อมขึ้นมาบ้างแล้ว โดยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา กระทรวงพลังงานสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดี บารัก โอบามา ได้อนุมัติการสร้างสถานีส่งออกพลังงานก๊าซแอลเอ็นจีไปแล้วถึง 6 สถานี และคาดว่าจะเริ่มเปิดใช้งานได้ในปี 2017 นี้

วาลี นาสร์ คณบดีคณะการศึกษาด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ เผยว่า การส่งออกพลังงานของสหรัฐไปยังยุโรปจะส่งผลต่อรัสเซียแน่นอน เพราะแม้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลวจากสหรัฐจะแพงกว่า แต่ก็ถือเป็นทางเลือกสำคัญของยุโรบที่จะลดผลกระทบ หากรัสเซียใช้วิธีการบีบด้วยการไม่ส่งก๊าซให้เหมือนในอดีต

ความเห็นของนักวิชาการดังกล่าว สอดรับกับทรรศนะของ ไมเคิล แม็คฟลู อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำกรุงมอสโก ที่เผยกับเอพีว่า การส่งพลังงานของสหรัฐไปยังยุโรปจะเป็นการสร้างแรงกดดันให้กับรัฐบาลรัสเซียมากขึ้น เพราะหากเมื่อใดรัสเซียใช้วิธีการตัดการส่งพลังงานไปยังยุโรป ผู้ส่งออกก๊าซของแดนหมีขาวก็เสี่ยงที่จะสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในยุโรปมากขึ้น เนื่องจากก๊าซแอลเอ็นจีสหรัฐจะเข้ามาแย่งตลาด

ทรรศนะและมุมมองของอดีตทูตเมืองลุงแซมถือเป็นสิ่งที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะเป็นการเปิดโปงให้เห็นถึงยุทธศาสตร์และจุดแข็งทางการเมืองของรัสเซียที่มักใช้ “เครื่องมือทางพลังงาน” มาใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะการบีบและกดดันชาติตะวันตก

ที่ผ่านมาหลายสิบปี “รัสเซีย” ภายใต้การนำของ วลาดิมีร์ ปูติน มักจะใช้วิธีการส่งออกก๊าซและน้ำมัน ซึ่งมีอยู่มากในประเทศ ไปขายให้กับชาติตะวันตกด้วยราคาถูกๆ โดยผ่านท่อก๊าซไปทางยูเครน ทำให้หลายประเทศในยุโรปเสพติดการเข้าถึงแหล่งพลังงานต้นทุนต่ำเหล่านี้เป็นอย่างมาก จนหลายชาติเคยชินและไม่รู้จักหันไปพัฒนาแหล่งพลังงานทางเลือกอื่นๆ เพื่อรองรับความเสี่ยงทางความมั่นคงทางพลังงาน

โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก ไม่ว่าจะเป็น โปแลนด์ โรมาเนีย บัลแกเรีย กรีซ และออสเตรีย ที่พึ่งพาพลังงานก๊าซจากแดนหมีขาวในสัดส่วนที่สูงมากกว่า 50% ของพลังงานก๊าซที่บริโภคในประเทศ จนทำให้กลุ่มประเทศเหล่านี้ไร้ซึ่งความมั่นคงทางพลังงาน และบ่อยครั้งต้องตกเป็นเหยื่อของหมากเกมการเมืองพลังงานของรัสเซียไป

ทั้งนี้ ในช่วงปี 2009 ภูมิภาคยุโรปเกือบทั้งทวีปต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานสาหัสจากภัยหนาว เนื่องจากรัสเซียตัดสินใจยุติการส่งก๊าซให้กับยูเครน หลังจากเกิดกรณีพิพาทเรื่องค่าก๊าซที่รัฐบาลกรุงเคียฟติดค้างอยู่กว่า 1,890 ล้านเหรียญสหรัฐ

จึงไม่แปลกที่ปัจจุบันรัฐบาลรัสเซียจึงกล้าดำเนินนโยบายต่อวิกฤตยูเครนด้วยความแข็งกร้าวและไม่สนเสียงวิจารณ์จากทั่วโลก เพราะยังคงเชื่อมั่นใน “อาวุธทางพลังงาน” ที่ตนเองมีอยู่อย่างเหลือล้น ว่าจะทำให้ชาติตะวันตก โดยเฉพาะยุโรปต้องสยบยอมรัสเซียในท้ายที่สุด

ดังนั้นแล้ว การส่งออกพลังงานก๊าซธรรมชาติและน้ำมันที่มีอยู่อย่างเหลือล้นในสหรัฐขณะนี้ จึงน่าจะเป็นปัจจัยที่จะเข้ามาคานอำนาจและทำลายจุดแข็งของรัสเซียได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใดที่ยุโรปสามารถปลดแอกตนเองออกจากการพึ่งพาพลังงานจากแดนหมีขาวได้ เมื่อนั้นชาติตะวันตกคงจะกล้าขึ้นมางัดข้อและกดดันรัสเซียในเวทีการเมืองโลกมากขึ้นในปัจจุบันอย่างแน่นอน

ปัจจุบันดูเหมือนว่าสหรัฐจะเริ่มเห็นถึงข้อได้เปรียบและอาวุธทางพลังงานที่ตนเองมีอยู่ในมือมากขึ้นแล้ว เนื่องจากล่าสุดสหรัฐตัดสินใจปล่อยน้ำมันดิบสำรองของประเทศออกมา “ทดลองขาย” ถึง 5 ล้านบาร์เรล จนส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกเมื่อวันที่ 12 มี.ค.ที่ผ่านมา ร่วงลงกว่า 2 เหรียญสหรัฐ ต่ำกว่า 99 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

แม้การปล่อยน้ำมันดังกล่าวสู่ตลาดโลกจะเป็นการทดสอบระบบการขาย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังรัสเซียให้รู้ตัวว่า หากคิดจะมาใช้เครื่องมือทางพลังงานบีบชาติตะวันตกเพื่อตอบโต้เรื่องวิกฤตยูเครน รัสเซียจะต้องเป็นฝ่ายเสียประโยชน์เอง

เพราะหากรัฐบาลหมีขาวยุติการส่งน้ำมันหรือก๊าซสู่ตลาดโลก เพื่อหวังกดดันให้ราคาพลังงานโลกพุ่งสูงขึ้น สหรัฐก็จะนำพลังงานมหาศาลที่มีอยู่ในกำมือออกเทขายเพื่อกดให้ราคาต่ำลงได้เช่นกัน

จึงนับเป็นศึกการงัดข้อทางพลังงานของ 2 ชาติมหาอำนาจโลกที่น่าจับตามองไม่น้อยนับจากนี้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากวันที่ 16 มี.ค.นี้ ซึ่งจะมีผลการลงประชามติการขอแยกดินแดนไครเมียออกจากยูเครนขึ้น “สหรัฐ” กับ “รัสเซีย” จะงัดเอาเครื่องมือพลังงานใดออกมาสู้กันอีก

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์